Saturday, April 7, 2007

Art Criticism in Siamrath Weekly /summary 1981

1981/ 2524

สรุปปี 2524
ปีพ.ศ.2524 นับเป็นอีกปีหนึ่งที่หน้าศิลปวัฒนธรรม ได้มีบทบาทเป็นเวทีสำหรับการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันของคนในแวดวงศิลปะ กับประชาชนทั่วไป เนื่องจากมีเหตุการณ์ที่ถือเป็นความขัดแย้งระหว่างคน 2 ฝ่ายในวงการนี้เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งดังกล่าวก็ไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบที่เสียหายต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างร้ายแรง ตรงกันข้าม หากมองกันในมุมกว้าง เหตุการณ์นี้กลับจะช่วยก่อให้เกิดความเป็นประชาธิปไตยในหมู่คณะมากขึ้น และทำให้คนภายนอกสนใจความเป็นไปในแวดวงศิลปะกันมากขึ้นด้วย
เหตุการณ์ที่ว่านี้ คือกรณีการคัดค้านการทำงานของกลุ่มผู้ดำเนินงานประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ของอ.พิษณุ และได้แสดงความคิดเห็น พร้อมกับคำวิพากษ์วิจารณ์ผ่านหน้าศิลปวัฒนธรรม จนกระทั่งอีกฝ่ายออกมาชี้แจงเพื่อความเป็นธรรม ซึ่งกินเวลาถึง 3 เดือนสำหรับเรื่องศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 นี้
ประเด็นที่อ.พิษณุได้กล่าวถึงนั้น ได้แก่
1.ในปีนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างภายใน โดยการตั้งกรรมการอำนวยการขึ้น ซึ่งอ.พิษณุเห็นว่าไม่มีความจำเป็น เพราะตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นผู้กำหนดนโยบายและเลือกกรรมการตัดสิน ซึ่งนโยบายของการแสดงศิลปกรรมแห่งชาตินั้น มีมากว่า 30 ปีแล้ว และมีระเบียบหลักการตายตัวอยู่ คณะกรรมการอำนวยการนี้ก็ไม่น่าเป็นผู้เลือกกรรมการตัดสิน เพราะไม่มีคุณสมบัติและประสบการณ์ที่เหมาะสมพอ
2.อ.พิษณุได้ตั้งข้อสังเกตในข้อความที่ว่า “การเตรียมจัดการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ได้ดำเนินการมาถึงขั้นทาบทามตัวกรรมการตัดสินเท่านั้น” ซึ่งหมายความว่า อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการตัดสินได้ด้วย
3.ไม่มีการพิจารณาถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการทาบทามเป็นกรรมการตัดสิน และกรรมการตัดสินที่ส่วนใหญ่ไม่มีคุณวุฒิเหมาะสมพอ
4.ช่วงเวลาการแสดงผลงานไม่เหมาะสม ดูกระชั้นชิดกับเดือนที่แล้วมาก ถ้าจะจัดในปีหน้า ก็จะข้ามปีงบประมาณไปอีก ทางมหาวิทยาลัยจึงต้องบังคับให้จัดได้ในเดือนมีนาคม ตามที่หอศิลป์ของมหาวิทยาลัยว่างอยู่ ซึ่งไม่ได้มาจากการประชุมอนุกรรมการ
5.คุณสมบัติของคณะกรรมการตัดสิน ต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ในการประเมิน และตัดสินมาอย่างยาวนาน ได้รับความเชื่อถือจากศิลปิน และประชาชน และเป็นผู้มีวิจารณญาณ รวมถึงวิธีการสรรหา ต้องไม่ให้เกิดการหมิ่นเกียรติกัน
6.การเลือกกรรมการตัดสิน โดยกรรมการอำนวยการเป็นผู้เสนอชื่อกรรมการอำนวยการด้วยกันเอง เป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม เพราะจะมีการเสนอชื่อกันไปมา เป็นการตอบแทนตามมารยาท
สิ่งเหล่านี้นี่เอง ที่ในทัศนะของอ.พิษณุ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณภาพของผลงานโดยรวมในปีนี้ดูตกต่ำลงมาก ศิลปินชั้นนำหลาคนก็ทำการประท้วงโดยไม่ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการดำเนินครั้งนี้หลายคนก็ออกมาชี้แจง อาทิ อ.อิทธิ คงคากุล มีความเห็นว่า ระบบเดิมนั้น ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับศิลปินที่ไม่ได้มาจากสถาบันศิลปากร เพราะกรรมการส่วนใหญ่เป็นอาจารย์จากที่นี่ ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดคือการเฉลี่ยบุคลากรจากสถาบันศิลปะต่าง ๆ ในปริมาณเท่า ๆ กัน และไม่มีเหตุผลอะไรในการตำหนิกรรมการชุดใหม่ เพราะถึงแม้เขาจะไม่ได้มาจากศิลปากร แต่ศิลปินจากรั้วศิลปากรก็ยังคงได้รับรางวัลในอัตราสูง ฉะนั้นจึงไม่น่าจะมองว่าคณะกรรมการไม่มีความสามารถ แต่การเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับในวงการศิลปะของทุก ๆ ฝ่ายมากกว่า
ส่วนอ.กำจร เห็นว่า นี่เป็นการพยายามของผู้บริหาร ที่ต้องการแก้ปัญหาการเล่นพรรคเล่นพวกภายใน ซึ่งมีมาตั้งแต่การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 15 แล้ว โดยการจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการ เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการตัดสิน แทนที่จะมีการแต่งตั้งเหมือนแต่ก่อน ซึ่งอาจทำให้คนบางกลุ่มเสียผลประโยชน์ที่ตนเคยได้รับ อีกทั้งการเชื้อเชิญบุคคลจากสถาบันและองค์กรต่าง ๆ มาร่วมเป็นกรรมการอำนวยการนั้น จะทำให้เราได้ความคิดที่กว้างขวางกว่าเดิม และผู้แทนทุกคนต่างได้ใช้ความรู้ ความสามารถ และความคิดของตนเป็นอย่างดี ไม่ได้เป็นดังที่อ.พิษณุกล่าวหา เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีการแสดงความคิดเห็นจากผู้อ่าน ซึ่งเป็นทั้งผู้ที่อยู่ในวงการศิลปะเช่น คุณดรรชนี ประดับนิล , คุณอำนาจ เย็นสบาย , อ.ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ , คุณณรงค์ วงศาเลิศและผู้ที่ไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้เลยเช่นแม่บ้านธรรมดา ๆ ส่วนใหญ่เสนอความเห็นในเชิงประนีประนอม ไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งเกิดขึ้น และคิดว่าคนศิลปะเป็นคนกลุ่มเล็ก ๆ น่าจะสามัคคีกันไว้จะเป็นการดีกว่า
งานนี้ ไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าลงท่ายอย่างไร แต่อ.พิษณุมองกรณีนี้ว่า เป็นเรื่องที่ดีที่เรามีการโต้แย้งกันเกิดขึ้น ดีกว่าการที่เสนอความเห็นอะไรไปแล้วไม่มีบทสะท้อนกลับมา มีแต่ความเงียบ ซึ่งไม่เพียงแต่จะดูเหมือนว่าผู้เขียนกำลังครอบงำความคิดของประชาชนอยู่เท่านั้น แต่มันแสดงให้เห็นถึงการตายทางความคิด ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาใด ๆ ขึ้นมาอีก แม้หลายฝ่ายอาจรู้สึกว่ารุนแรง แต่นั่นเกิดจากการที่เราไม่คุ้นกับวัฒนธรรมการวิจารณ์โดยตรงมากกว่า




อีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และถือเป็นหน้าที่หลักของอ.พิษณุที่ต้องเขียนถึงเรื่องการดำเนินงานทางศิลปะของหน่วยงานอื่น ๆ โดยเฉพาะการประกวดศิลปกรรมในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่งานวิทยานิพนธ์ ที่ผู้เขียนได้วิเคราะห์และวิจารณ์ผลงานของนักศึกษาเป็นรายบุคคล โดยแบ่งหมวดหมู่ของงานตามรูปแบบ จากเหมือนจริง ไปสู่งานนามธรรม จะเห็นว่าสัดส่วนของนักศึกษาที่สร้างสรรค์งานในแนวเหมือนจริง หรืออิงความจริงนั้นมีค่อนข้างสูงกว่า แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของผลงานว่า รูปแบบเหมือนจริงกำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
ในระดับนานาชาติ ปีนี้มีการแสดงจิตรกรรม ภาพพิมพ์ และภาพถ่ายของศิลปินอาเซียน เป็นโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่จัดโดยคณะกรรมการอาเซียน ได้รับงบประมาณจากกองทุนวัฒนธรรมอาเซียน ที่มีญี่ปุ่นเป็นนายทุนใหญ่ ปีนี้ประเทศไทยเราเป็นเจ้าภาพ ซึ่งมีหน้าที่จัดแสดงผลงานของศิลปินทั้งหมด 200 ชิ้น จัดสัมมนาว่าด้วยปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงรับผิดชอบการจัดแสดงหมุนเวียนไปยังทุกประเทศสมาชิก ผลของการจัดงานครั้งนี้ แม้จะมีการเตรียมการล่วงหน้าแต่เนิ่น ๆ แต่ก็มีความล่าช้าเพราะความไม่พร้อมเพรียงกันของทุกฝ่าย และจากการได้พบปะพูดคุยกับศิลปิน นักวิจารณ์ และนักวิชาการศิลปะจากประเทศต่าง ๆ พบว่า บ้านเรานั้นมีศิลปินที่มีคุณภาพไม่แพ้ชาติใด แต่มีระบบการจัดการศิลปะที่ขาดประสิทธิภาพ ขาดหน่วยงานที่ทำหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง ในขณะที่ชาติอื่น ๆ เขาให้ความสำคัญกับเรื่องศิลปะเป็นอย่างดี
อีกงานหนึ่งก็คือ Young Art Asia Now ที่มีเยาวชนไทยคว้ารางวัล 2 คน ดูเผิน ๆ แล้วก็น่าจะเป็นเรื่องดี แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปจะพบว่า อัตราส่วนของเยาวชนญี่ปุ่นที่ได้รับรางวัลมีมากกว่าชนิดทิ้งห่างหลายช่วงตัว เนื่องมาจากการที่เขาส่งเสริมศิลปะอย่างเต็มที่ มีการจัดการที่ดี ฉะนั้น ว่ากันในระดับนานาชาติแล้ว สิ่งที่ดูจะเป็นปัญหาหลักของบ้านเราก็คือการขาดผู้สนับสนุนด้านศิลปะอย่างจริงจังนั่นเอง
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการประกวดศิลปะแขนงอื่น ๆ อีกเช่น การประกวดออกแบบสัญลักษณ์ของห้างสรรพสินค้าเมอร์รี่คิงส์ ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่คนกลุ่มพ่อค้าจะหันมาสนใจ และส่งเสริมนักออกแบบไทยด้วยกันเอง เงินทองจะได้ไม่รั่วไหล การประกวดสัญลักษณ์กรุงเทพฯและประกวดโปสเตอร์เนื่องในงานฉลอง 200 ปีรัตนโกสินทร์
เกี่ยวกับงาน 200 ปีฯนี้ อ.พิษณุเห็นว่าเป็นการทุ่มเงินงบประมาณก้อนโตโดยเปล่าประโยชน์ เพราะรัฐบาลมีคำสั่งให้ต่างจังหวัดจัดงานนี้อย่างใหญ่โตด้วย ทั้ง ๆ เป็นเรื่องเฉพาะกรุงเทพฯ อีกทั้งงานที่ออกมาก็ดูไม่มีคุณภาพเพราะทำงานแบบสุกเอาเผากิน นอกจากนี้ยังมีผู้กล่าวว่าวงการศิลปะไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย ซึ่งไม่เป็นความจริงอย่างยิ่ง การประกวดเหล่านี้ก็ถือเป็นบทบาทของคนศิลปะอีกทางหนึ่ง
กลับมาที่เรื่องของการประกวดต่อ ซึ่งเกิดปัญหาที่คล้าย ๆ กับการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ นั่นคือ มีผู้ส่งงานน้อย อีกทั้งคุณภาพของงานก็ไม่ดีเท่าที่ควร มีความไม่ชอบมาพากลในการตัดสิน และคณะกรรมการก็ได้เปลี่ยนรูปแบบผลงานที่ได้รับรางวัลกันตามใจชอบ ซึ่งถือเป็นการหมิ่นเกียรติศิลปินอย่างยิ่ง อ.พิษณุเห็นว่า งานระดับชาติเช่นนี้ หากไม่ได้ผลงานที่น่าพอใจจริง ๆ ก็ควรโยนงานไปให้ศิลปินมืออาชีพทำจะดีกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่งานประกวดทั้งสองดูไม่ได้มาตรฐาน เกิดจากการขาดประสบการณ์ และความจริงใจของผู้จัดเป็นสำคัญ
การประกวดภาพเขียนเด็ก และการประกวดการ์ตูนสำหรับเด็ก เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ผู้เขียนให้สนับสนุนอย่างเต็มที่ นั่นเพราะจินตนาการของเด็กเป็นสิ่งที่มีค่า ควรส่งเสริม และปัจจุบัน การ์ตูนลามกที่เป็นพิษภัยต่อเด็กได้แพร่ขยายไปทั่ว การส่งเสริมให้มีการ์ตูนดี ๆ ให้แง่คิด และมีรูปแบบสวยงามเหมาะสำหรับเด็ก ๆ ถือเป็นความรับผิดชอบที่ผู้ใหญ่อย่างเราพึงกระทำ
ต่อมาคือการประกวดเพลงและภาพยนตร์ ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึง อ.พิษณุได้ให้ความเห็นอย่างน่าสนใจว่า ในการประกวดเพลงไทย ซึ่งแบ่งเป็นเพลงไทย(เดิม)และไทยสากลนั้น เพลงไทยเดิมดูจะได้รับความนิยมน้อย และมองไม่เห็นการสร้างสรรค์ใหม่จากผู้ประพันธ์ อาจเป็นเพราะมีข้อจำกัดทางรูปแบบ แต่เราควรจะช่วยกันพัฒนาเพลงไทย ให้มีความเป็นไทย พร้อม ๆ กับมีการสร้างสรรค์ใหม่ ไม่ต้องแบ่งเป็นไทยเดิมหรือไทยสากลอีกต่อไป
ส่วนเรื่องของภาพยนตร์ อ.พิษณุก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินด้วย และได้ทำหน้าที่ของนักวิจารณ์ ในอันที่จะชี้แจงให้ประชาชนเห็นว่า หนังไทยที่ว่าตกต่ำนั้น ตกต่ำอย่างไร ในขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ที่ดีนั้น ดีอย่างไร ซึ่งแวดวงบันเทิง เป็นสิ่งที่เข้าถึงประชาชนได้ง่ายกว่าศิลปะบริสุทธิ์อยู่แล้ว การที่ผู้เขียนได้อธิบายให้ประชาชนได้รู้ว่า สิ่งที่ตนกำลังซึมซับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น มีคุณภาพดีหรือไม่ดีเพียงใด เป็นการช่วยยกระดับหนังไทยให้ดีขึ้นโดยอ้อมได้ เพราะคนดูต้องการหนังที่มีคุณภาพ คนทำหนังก็ต้องทำหนังที่มีคุณภาพออกมาด้วย

ประเด็นต่อมา คือการนำเสนอข่าวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นในวงการศิลปะ ถึงแม้บางเรื่องจะดูไม่สลักสำคัญ แต่ก็สร้างความสะเทือนใจแก่เราผู้อ่านไม่น้อย ในที่นี้จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือข่าวที่ ชี้ให้เห็นว่าคนภายนอกเขามองเราอย่างไร นั่นคือ การที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวันได้ลงข่าวเกี่ยวกับการแสดงผลงานของนักศึกษาวิทยาลัยช่างศิลป์ พร้อมคำบรรยายใต้ภาพในทำนองตั้งความหวังว่าพวกเขาจะไม่แตกความสามัคคีกันเหมือนรุ่นพี่ และการลงข่าวว่ากลุ่มศิลปินนั้น เห็นแก่เงินทอง จะไม่ยอมช่วยงานสังคม (งาน 200 ปีฯ)หากไม่ได้รับผลตอบแทนที่พอใจ
ข่าวอีกกลุ่มหนึ่งนั้น ถือเป็นเรื่องภายในของเราเอง โดยเป็นผลพวงจากวันศิลป พีระศรีโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่น่ายินดี เช่นเราได้รับการสนับสนุนให้ปรับปรุงห้องทำงานของอ.ศิลป์ให้เป็นอนุสรณ์สถานแก่ท่าน เป็นต้น แต่เรื่องที่น่าสะเทือนใจคือการพูดจาแบบอวดตน และหมิ่นเกียรติศิลปินอื่น ๆ รวมไปถึงอ.ศิลป ของถวัลย์ ดัชนี และเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ถึงขนาดที่ผู้เขียน ไม่ต้องการแสดงความคิดเห็นใด ๆ อีก

ประเด็นทั้งหมดนี้คือเรื่องหลักที่อ.พิษณุกล่าวถึงในรอบปี 2524 ในระหว่างนี้ มีบทความของนักวิจารณ์ท่านอื่นบ้าง อาทิ ดรรชนี ประดับนิล , กำจร สุนพงษ์ศรี โดยว่าด้วยการตอบโต้กรณีความขัดแย้ง ศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ซึ่งได้อธิบายไปแล้ว แต่ก็มีบทความของ บักเสี่ยว บักหนาน ที่วิพากษ์แผนพัฒนาวัฒนธรรมอย่างเผ็ดร้อนว่า รัฐทำงานแบบผักชีโรยหน้า อีกทั้งยังไม่ฟังเสียงใคร คิดว่าตนเป็นฝ่ายถูกแต่เพียงผู้เดียว ทั้ง ๆ ที่งานบางอย่างไม่มีคุณภาพ ไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ บทความของเขาแทรกเข้ามาระหว่างที่อ.พิษณุกำลังพูดถึงงานศิลปะนิพนธ์อย่างต่อเนื่อง จึงอาจทำให้รู้สึกสะดุดไปบ้าง
จะเห็นได้ว่าบทบาทสำคัญของอ.พิษณุคือการเป็นสื่อกลางระหว่างโลกศิลปะกับสังคม เพราะฉะนั้น นอกจากการประชาสัมพันธ์ศิลปินแล้ว หน้าที่หลักของผู้เขียนก็คือการวิเคราะห์ และวิจารณ์ผลงานประเภทต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้จำเพาะเพียงกลุ่มคนทำงานศิลปะกลุ่มเดียวเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยให้คนภายนอกได้รับทั้งความรู้ และความเข้าใจศิลปะมากขึ้น สามารถแยกแยะงานที่มีคุณภาพดี และงานที่ยังต้องมีการปรับปรุงได้ สิ่งนี้เอง ที่จะช่วยให้วงการศิลปะของเรา ไม่ว่าจะแขนงใดก็ตาม ตื่นตัว และพัฒนาขึ้น


พิษณุ ศุภ ,“ตอบหนังสือจากม.ศิลปากร เรื่องข้อขัดแย้งการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ
ครั้งที่ 27” , ปีที่ 27 , ฉบับที่ 28 (4 มกราคม 2524) : 30-32
จากการที่อ.พิษณุได้เสนอข้อวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของคณะกรรมการการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 โดยมีการพาดพิงถึงความไม่ชอบมาพากลภายใน ทำให้ทางมหาวิทยาลัยศิลปากร ในฐานะผู้จัด ได้มีหนังสือตอบโต้บทวิจารณ์เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงขึ้น แต่การชี้แจงดังกล่าวนั้น ดูจะไม่สอดคล้องกับคำถามของอ.พิษณุ เช่น การชี้แจงว่า ม.ศิลปากรได้ตั้งกรรมการอำนวยการจากความเห็นชอบของคณบดี ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่เคยมีความเห็นขัดแย้งในจุดนี้แต่ประการใด นอกจากนี้ ผู้จัดยังอ้างถึงความรับผิดชอบของผู้อื่น ซึ่งรวมไปถึงคณบดีคือ ผศ.ประหยัด พงษ์ดำด้วย
ประเด็นสำคัญที่อ.พิษณุตั้งใจจะวิจารณ์ก็คือ 1. เรื่องของกรรมการตัดสินที่ส่วนใหญ่ไม่มีคุณวุฒิเหมาะสมพอ 2. วิธีการเลือกกรรมการตัดสิน ยังไม่เหมาะสม และไม่มีการกำหนดคุณสมบัติของกรรมการอย่างชัดเจน 3. ทางมหาวิทยาลัยฯได้พยายามดึงศิลปินดัง 2 ท่าน มาร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อหวังจะดึงคนให้เข้ามาสมัครประกวดมาก ๆ แต่ศิลปินทั้ง 2 ท่านก็ได้ปฏิเสธไป เพราะเห็นว่าทางมหาวิทยาลัยฯไม่มีหลักเกณฑ์อะไรในการเลือกบุคคล
ศิลปินที่กล่าวถึง : ประหยัด พงษ์ดำ

Pishnu Supanimitr “In Response to a Letter from Silpakorn University Regarding the Conflict Over the 27th National Art Exhibition.” Year 27, Vol. 28, (4 Jan 81)30 – 31.
Pishnu is delighted to receive a response from the administration of Silpakorn University aimed at clarifying the process and criteria by which the committee for the 27th National Art Exhibition has been organized and is operating. Unfortunately, he finds the response to be a typical example of insincere and unhelpful bureaucratic evasiveness.


พิษณุ ศุภ ,“ตอบหนังสือจากม.ศิลปากร เรื่องข้อขัดแย้งการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ
ครั้งที่ 27 (2)” , ปีที่ 27 , ฉบับที่ 29 (11 มกราคม 2524) : 29-31
บทความนี้ยังคงเป็นการตอบหนังสือจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งอ.พิษณุได้พูดเป็นข้อ ๆ ไป ดังนี้
1.กรรมการอำนวยการนั้น ไม่มีความจำเป็น เพราะตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นผู้กำหนดนโยบายและเลือกกรรมการตัดสิน ซึ่งนโยบายของการแสดงศิลปกรรมแห่งชาตินั้น มีมากว่า 30 ปีแล้ว และมีระเบียบหลักการตายตัวอยู่ คณะกรรมการอำนวยการนี้ก็ไม่น่าเป็นผู้เลือกกรรมการตัดสิน เพราะไม่มีคุณสมบัติ โดยเฉพาะด้านประสบการณ์ และควรพิจารณาว่าสถาบันการศึกษาในสังกัดของแต่ละคน มีการเรียนการสอนในระดับสร้างสรรค์ หรือเพียงแต่เรียนเรื่องการศึกษาศิลปะเท่านั้น
2.เป็นการตั้งข้อสังเกตในข้อความที่ว่า “การเตรียมจัดการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ได้ดำเนินการมาถึงขั้นทาบทามตัวกรรมการตัดสินเท่านั้น” ซึ่งหมายความว่า อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการตัดสินได้ด้วยหรือ
3.ไม่มีการพิจารณาถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการทาบทามเป็นกรรมการตัดสิน มีเพียงผู้เสนอชื่อกันขึ้น ก็ยกมือรับรองกันเลย
4.ช่วงเวลาการแสดงผลงานที่เหมาะสม ควรอยู่ในช่วงเดือน ธันวาคม ถึงมกราคม เพราะเป็นหน้าเทศกาลบันเทิง แต่ปีนี้จัดไม่ได้เพราะระยะเวลากระชั้นชิดกับเดือนที่แล้วมาก ถ้าจะจัดในปีหน้า ก็จะข้ามปีงบประมาณไปอีก ทางมหาวิทยาลัยจึงต้องบังคับให้จัดได้ในเดือนมีนาคม ตามที่หอศิลป์ของมหาวิทยาลัยว่างอยู่ ไม่ได้มาจากการประชุมอนุกรรมการในครั้งนั้น
5.เรื่องของการเลือกคณะกรรมการตัดสิน เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ในการประเมิน และตัดสินมาอย่างยาวนาน ได้รับความเชื่อถือจากศิลปิน และประชาชน และเป็นผู้มีวิจารณญาณ รวมถึงวิธีการสรรหา ต้องไม่ให้เกิดการหมิ่นเกียรติกัน
6.การเลือกกรรมการตัดสิน โดยกรรมการอำนวยการเป็นผู้เสนอชื่อกรรมการอำนวยการด้วยกันเอง เป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม เพราะจะมีการเสนอชื่อกันไปมา เป็นการตอบแทนตามมารยาท

Pishnu Supanimitr “In Response to a Letter from Silpakorn University ( Part II) Regarding the Conflict Over the 27th National Art Exhibition.” Year 27, Vol. 29 (11 Jan 81)29 – 31.
Giving a lengthy restatement of the points at issue in the conflict over the plans for the 27th exhibition, Pishnu can only conclude that the selection of judges cannot be justified. He notes that the shadows of doubt darken the door of Silpakorn’s rector.


พิษณุ ศุภ ,“จินตนาการจากศิลปินน้อย ๆ ในเรื่องวีรกรรมของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” , ปีที่ 27 , ฉบับที่ 30 (18 มกราคม 2524) : 31-32
ในรอบปีนี้ มีกิจกรรมที่ส่งเสริมด้านศิลปะของเด็กมากมาย อาทิ การแสดงศิลปกรรมเด็กแห่งประเทศไทย , การจัดประกวดภาพเขียนของเด็กเนื่องในงานวันเด็ก , มหกรรมศิลปะของศิลปินหนุ่มแห่งเอเชีย และข่าวที่ ด.ช.ปริทัศน์ วงศ์อุปราช ไปคว้ารางวัลเหรียญทองจาก The 11th World School Children’s Art Exhibition , 1980 ที่ไต้หวัน
สำหรับวันนี้ มีการนำเสนอข่าวการจัดแสดงภาพเขียนเด็ก เนื่องในงานวันเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งมีทั้งการกำหนดแนวเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ซึ่งเน้นวีรกรรมของสมเด็จพระเจ้าตากสิน ฯ จากแนวเรื่องนี้ มีผลงานที่น่าชื่นชมมากมาย เพราะได้รับรู้ทั้งแง่คิดจากประวัติศาสตร์ตามจินตนาการของเด็กและหัวข้ออิสระ และในที่นี้ ก็มีศิลปินน้อย ๆ คว้ารางวัลทั้งสองประเภท ประเภทละ 10 คน จากการส่งผลงานเข้าประกวดของนักเรียนทั่วประเทศกว่า 1,000 ชิ้น
Pishnu Supanimitr “Little Artists Imagine the Heroism of King Taksin the Great.” Year 27, Vol. 30, (18 January 1981) : 31 – 32.

Taking a break from the tension of the past weeks, Pishnu offers news of a number of art competitions organized for children. In Bangkok, the German Cultural Institute made the exterior of the wall around their compound available for children to paint on, while the Lanna Group in Chiengmai invited children to exhibit their work along with the older artists. When the National Gallery announced a competition for children’s art, about 500 pieces were submitted. Last week’s Siamrat Sapdavijarn weekly news magazine featured children’s art on its cover, and included many pictures of winning paintings. Pictures from another art competition for youth in Hong Kong, the Young Art in Asia Now exhibition, have been brought to show at the Silpakorn University Gallery. Pishnu closes with the names and awards of the children who placed in the recent art competition celebrating the heroism of King Taksin the Great. Pictured: 8 paintings by youngsters participating in the competition.



พิษณุ ศุภ , “ยังอาร์ตอินเอเชียนาว 2 รางวัลของไทยที่น่าภูมิใจ และจะภูมิใจยิ่งขึ้นถ้า...”
ปีที่ 27 , ฉบับที่ 31 (25 มกราคม 2524) : 31-32
งาน Young Art In Asia Now ได้จัดขึ้นและเสร็จสิ้นไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เป็นการประกวดศิลปะนานาชาติในภูมิภาคเอเชีย จัดขึ้นที่ฮ่องกง โดยมีประเทศที่ส่งผลงานเข้าแข่งขัน 9 ประเทศ คือ ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาเก๊า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน และไทย โดยมีจุดมุ่งหมายคือ ต้องการส่งเสริมผลงานของศิลปินรุ่นเยาว์ อายุไม่เกิน 25 ปี
ในงานนี้ มีเยาวชนไทยได้รับรางวัล 2 คน คือ รางวัลที่ 2 คุณนนทศักดิ์ ปาณะสารทูล และรางวัลชมเชยพิเศษ คุณถาวร โกอุดมวิทย์แต่เมื่อดูจากผลงานโดยเฉลี่ย ศิลปินญี่ปุ่นดูจะทิ้งโค้งไปไกลกว่าประเทศอื่น ๆ ทั้งด้านคุณภาพของงาน , การแสดงออกอย่างอิสระที่อยู่ในระดับศิลปินเต็มตัว รวมถึงทักษะฝีมือในด้านเทคนิค และศิลปินญี่ปุ่นที่เข้าประกวดทุกคนล้วนได้รางวัลติดมือกันทั้งสิ้น ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ รวมทั้งไทยอยู่ในระดับที่พอสูสีกัน สิ่งเหล่านี้ อาจมาจากความพร้อมเพรียงในด้านคุณภาพ และการจัดการ การที่ศิลปินญี่ปุ่นได้รับรางวัลทุกคนนั่นหมายความว่า คุณภาพของคนในประเทศเขาอยู่ในเกณฑ์ดี และเขามีความสามารถในการจัดการ รวบรวมเอาศิลปินดี ๆ มาไว้ในมือได้ ส่งเสริมให้ศิลปินส่งงานประกวดกันมาก ๆ และยังเล็งไปได้ไกลว่า ผลงานส่วนรวมของทุกประเทศเป็นอย่างไร จึงพยายามคัดงานที่เด่นและแปลกออกไปมาประกวด นี่เป็นตัวอย่างการจัดการที่ดี ที่เราควรศึกษา เพราะความสามารถของศิลปินไทยเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขามากนัก แต่การจัดการการคัดเลือกและของเราต่างหากที่ไม่มีความพร้อมเพรียงเท่าญี่ปุ่น

Pishnu Supanimitr Young Art in Asia Now –Pride in Award -Winning Thai Artists – And Even Prouder If ...” Year 27, Vol. 31, (25 January 1981) : 31 – 32.

Taking into consideration the difficulties and possibilities of young artists, Pishnu discusses the exhibition from Hong Kong, Young Art in Asia Now, which was on display at Silpakorn University, received (unfortunately) far too little publicity, and has now closed. Such regional exhibitions, which included participants from Hong Kong, Indonesia, Japan, Korea, Macao, the Philippines, Singapore, Taiwan and Thailand, are a way of creating a network of friendships among young artists in the region. The competition was stiff, but two young Thai artists won prizes. Like sportsmen, Thai artists need good training and equipment, if they are to successfully compete with the best in competitions abroad.

พิษณุ ศุภ , “ธนาคารกสิกรไทย เพิ่มรางวัลประกวดศิลปกรรม 2 แสน 3 หมื่นบาท และเรื่องของการจัดงานที่ซ้ำซ้อนกัน” ปีที่ 27 , ฉบับที่ 32 (1 กุมภาพันธ์ 2524) :30-31
ธนาคารกสิกรไทย และด้วยความร่วมมือกับคณะกรรมการศิลปสมาคมระหว่างชาติ แห่งประเทศไทย (I.A.A.) และหอศิลป พีระศรี กำหนดจัดการแสดงศิลปกรรมขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม ของทุกปี อันถือเป็นวันครบรอบวันคล้ายวันเสียชีวิตของศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี
แต่ในปีนี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการประกวดหลายประการ คือ 1.มีโครงการเชิญศิลปินในระดับสูงให้ส่งผลงาน เพื่อเป็นเกียรติในงาน โดยจะมาจากศิลปินชั้นเยี่ยม , คณะกรรมการตัดสิน และกลุ่มศิลปินที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากการประกวดครั้งที่แล้ว 2.มีการเพิ่มเงินรางวัล และเพิ่มจำนวนรางวัลให้สูงขึ้น รวมทั้งสิ้นจาก 120,000 บาท เป็น 230,000 บาท
แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ มีการประกวดศิลปกรรมจากสถาบันต่าง ๆ ในกรุงเทพฯถึง 5 งานซ้ำซ้อนกัน ส่วนใหญ่ก็ได้มีการเตรียมการกันล่วงหน้ามาแล้ว นอกจากพี่ใหญ่ คือการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติที่เข้ามาแทรกแซงเวลา ผู้เขียนจึงเสนอความคิดเห็นว่าควรจะมีการตกลงร่วมกันเพื่อ สับหลีกนิทรรศการต่าง ๆ ให้อยู่ในระยะเวลาที่ห่างกันพอสมควร เพื่อที่จะได้ไม่เกิดผลเสียต่อวงการศิลปะอันเนื่องมากจากผู้ดูจะเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย และศิลปินจะได้มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพงานดีขึ้นตามมา

Pishnu Supanimitr “Thai Farmers Bank Raises Award Purses for Art Competition to Baht 230,000 and the Matter of Overlapping Exhibition Schedules.” Year 27, Vol. 32, (1 February 1981) : 30 – 31.

Pishnu gives impressive details of the news concerning the Thai Farmers Bank Contemporary Art Exhibition, the opening of which is planned for 14 November. He notes that the National Art Exhibition takes place in the first quarter of the year, and the Bua Luang exhibition is in May. The Bank of Thailand is sponsoring a show of Thai traditional and contemporary art in July. Finally, the ASEAN exhibition, organized by the Fine Arts Department is also scheduled for mid-November. Pishnu expresses a number of concerns about the crowding of some of the shows and the difficulty in preparing to compete in these exhibition for Thailand’s rather small world of professional artists. Pishnu asks for cooperation among the various organizers. An ill-planned exhibition schedule is not the best way to serve the development of the art world.
Pictured: Award-winning work by Rung Tirapichit.


พิษณุ ศุภ , “ทำอย่างไรกับภาพเปลือยโป๊ที่เรียกว่า ภาพศิลปะ” ปีที่ 27 , ฉบับที่ 33 ( 8 กุมภาพันธ์ 2524) :30-31
เวลานี้ มีบทความตามหน้าหนังสือพิมพ์จำนวนมาก ที่นิยมนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความลามกอนาจาร โดยเฉพาะเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน มีการนำเสนอข่าวนางเอกที่ถ่ายภาพเปลือยโป๊มาลงหน้า 1 ซึ่งสื่อพยายามจะบอกว่า การกระทำเช่นนี้ไม่สมควร แต่กลับนำภาพอนาจารนั้นมาเผยแพร่อย่างชัดเจน เพื่อหวังจะขยับยอดขายให้สูงขึ้น เป็นการกระทำที่ดูขัดแย้งกับเจตนา นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายคอลัมน์ที่ชอบอ้างคำว่า ศิลปะ กับภาพอนาจารเหล่านั้น
อ.พิษณุมองว่า น่าจะถึงเวลาที่จะมีการจำกัดการเผยแพระภาพเหล่านี้ ไม่ว่าจะทางหนังสือพิมพ์ , การ์ตูน , นิตยสารอื่น ๆ เพราะจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชน และอีกประการหนึ่ง ไม่ควรที่จะนำเอาคำอันสูงส่ง คือคำว่าศิลปะ ที่มีความหมายในทางสร้างสรรค์ มาแปดเปื้อนกับภาพที่มีเจตนาสนองตัณหาราคะเลย

Pishnu Supanimitr “What is to be Done with the Naked Images That They Call Art.” Year 27, Vol. 33, (8 February 1981) : 30 – 31.

Deeply offended by the habitual use of the term ‘art pictures’ for sensational images of naked female entertainers, Pishnu faults the media and the public for abusing the term ‘art’ by this usage. He chides the government for allowing photographs in newspapers which are basically soft porn, while strictly censoring politically ‘sensitive’ photographs. How can such an embarrassing state of affairs continue on in this country? The word ‘art ‘is about creativity, but these ‘art pictures’ are about lust. Pishnu urges all responsible persons to help put an end to this shameful practice. He concludes with a note about the 3 posters pictured. They have been selected to represent Thailand in a UNESCO poster competition focusing on the importance of culture.
*Pictured: posters for UNESCO by Saiyan Lamprasert, Tavorn Ko-Udomvit, and Montien Boonma


พิษณุ ศุภ , “ความร่วมมือการแสดงจิตรกรรม ภาพพิมพ์ และภาพถ่ายของศิลปินอาเซียน”
ปีที่ 27 , ฉบับที่ 34 (15 กุมภาพันธ์ 2524) : 30-31
อ,พิษณุได้พูดถึงงานนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ในบทนี้จะกล่าวทบทวนอีกครั้งว่า การแสดงนี้ เป็นโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่จัดโดยคณะกรรมการอาเซียน ว่าด้วยวัฒนธรรมและสนเทศ ได้รับงบประมาณจากกองทุนวัฒนธรรมอาเซียน ที่มีญี่ปุ่นเป็นนายทุนใหญ่ ในปีนี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพต่อจากอินโดนีเซีย และเราก็ได้ปรับเปลี่ยน แก้ไขโครงการให้เติบโตขึ้น โดยส่วนที่เราจะต้องรับผิดชอบคือ
1. จัดแสดงจิตรกรรม ภาพพิมพ์ และภาพถ่ายของศิลปินอาเซียน ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ โดยทางคณะกรรมการได้ร่างระเบียบการเพื่อคัดเลือกผลงาน รวมทั้งสิ้น 70 ชิ้น มีขนาดไม่เกิน 120 x 120 cm. ต้องทำเสร็จมาแล้วไม่เกิน 2 ปี และไม่เคยจัดแสดงในนิทรรศการครั้งแรกที่อินโดนีเซียมาก่อน
2. จัดสัมมนาศิลปิน และช่างภาพอาเซียน ในหัวข้อ “แนวทางของศิลปะและภาพถ่ายร่วมสมัยของประเทศอาเซียน มีผู้แทนเข้าร่วมสัมมนาประเทศละ 4 คน ประกอบด้วยศิลปิน 2 คน (จิตรกรและศิลปินภาพพิมพ์) ช่างภาพ 1 คน และนักวิจารณ์ศิลปะหรือผู้จัดการแสดง 1 คนสำหรับประเทศไทยส่งคุณมีเซียม ยิปอินซอย (จิตรกร) , คุณอิทธิพล ตั้งโฉลก (ภาพพิมพ์) , คุณพูน เกษจำรัส (ช่างภาพ) และคุณทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ (ฝ่ายจัดการแสดง)
3. จัดการแสดงหมุนเวียนต่อไปยังประเทศสมาชิกอีก 5 ประเทศ โดยมีผลงานจากประเทศต่าง ๆ ประเทศละ 40 ชิ้น คือ จิตรกรรมและภาพพิมพ์ 20 ชิ้น ต่อศิลปิน 20 คน , ภาพถ่าย 20 ชิ้น ต่อช่างภาพไม่น้อยกว่า 5 คน ดังนั้น มีงานที่ต้องเวียนจัดแสดงทั้งหมด 200 ชิ้นพอดี นอกจากนี้ประเทศไทยต้องรับผิดชอบเรื่องโปสเตอร์ และสูจิบัตรด้วย
ศิลปินที่กล่าวถึง : มีเซียม ยิปอินซอย , อิทธิพล ตั้งโฉลก , คุณพูน เกษจำรัส , ทวีศักดิ์ เสนาณรงค์

Pishnu Supanimitr “Joining Together for a Show of ASEAN Paintings, Prints and Photographs, 1981.” Year 27, Vol. 34, (15 February 1981) : 30 – 31.

Pishnu again refers to the upcoming ASEAN art exhibition. This is the first time Thailand has hosted the show, which will be largely funded by a grant from the Japanese of Baht 4,300,000. The Thai organizers have expanded the show to include graphic art as well as paintings and photos. The exhibition will open in Thailand on the 15th of May and then rotate to Malaysia, Singapore and the Philippines. Pishnu describes the seminar planned to complement the exhibition (‘Approaches to Contemporary Art and Photography in ASEAN Countries’). Two artists, a photographer and a critic or curator (4 persons) from each of the participating countries will be invited to join the seminar. The Thai participants in the seminar have been selected - - Misiem Yipinsoi (painter), Ittipol Tangchalok (printmaker), Poon Kasetchamrat (photographer) and Tawisak Senanarong (curator). Pishnu also explains the rules for Thai artists who may wish to send their work, or who may be invited to participate in the exhibition. The selection committee for the Fine Arts Department includes 9 members, i.e. M.J. Yarchai Jitrapongse, M.J. Karawik Chakraphand, Fua Haripitak, Misiem Yipinsoi, Sawat Tantisuk, Chalud Nimsamur, Tawan Dachanee, Damrong Wonguparat and Ittipol Tangchalok. A post script invites readers to view the annual exhibition by graduating seniors from the Faculty of Painting at the Silpakorn University Gallery, and an exhibition of drawings by Nitti Watuya at the Bhirasri Gallery. (Pictured work by Araya Radchamroensuk)

พิษณุ ศุภ. “วิทยานิพนธ์ศิลปครั้งที่ 10 (ตอนที่ 1).” ปีที่ 27 ฉบับที่ 35 (22 กุมภาพันธ์ 2524): 30-31.
การแสดงงานวิทยานิพนธ์ศิลปะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในปีการศึกษา 2514 โดยคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากรซึ่งได้ดำเนินการถึงครั้งที่ 10 แล้ว งานวิทยานิพนธ์ศิลปะของนักศึกาปีสุดท้ายถูกจัดไปอยู่ในระเบียบของนักศึกษาคณะจิตรกรรมโดยผู้ที่จะเป็นบัณฑิตทางศิลปะโดยสมบูรณ์ต้องมีผลงานออกสู่สาธารณชน
วิทยานิพนธ์ศิลปะปีนี้จัดแสดงขึ้นที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากรมีผลงานของผู้ที่สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น 20 คน เป็นผลงานจิตรกรรม 12 คน ประติมากรรม 1 คน ภาพพิมพ์ 6 คน และศิลปะไทย 1 คน เปิดแสดงถึงวันที่ 2 มีนาคม ในครั้งนี้คุณพิษณุจะกล่าวถึงผลงานจิตรกรรมประเภทเหมืองจริง (สัจนิยม)ก่อน เริ่มจากสมภพ บุตราช ในจิตรกรรมชื่อ “บุคคลที่ข้าพเจ้ารู้จัก” เป็นการบันทึกถึงบุคคลที่มีมิตรภาพ มีความสำพันธ์ต่อตัวเขาเอง ลักษณะงานสมภพคือการสร้างองค์ประกอบภาพของสิ่งแวดล้อมต่างๆที่อยู่รอบๆบุคคลนั้นด้วย นรเศรษฐ อังศุวัฒนกุล เสนอภาพ “บรรยากาศของอดีต” เขาเสนอความประทับใจต่อบรรยากาศเรื่องราวของอดีตโดยเฉพาะกับวัตถุต่างๆ คุณค่าของผลงานอยู่ที่ความประณีตในการสร้างอารมณ์อันละเมียดละไม ศุภศักดิ์ นาคบัลลังก์ เจ้าของผลงาน “บรรยากาศความทรงจำ” มุ่งไปที่ความรู้สึกความมีชีวิตวิญญาณของคนไทยในอดีตที่เชื่อมต่อกับชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน
ศิลปินที่อ้างถึง: สมภพ บุตราช นรเศรษฐ อังศุวัฒนกุล ศุภศักดิ์ นาคบัลลังก์

Pishnu Supanimitr “10th Annual Art Thesis Exhibition (Part 1).” Year 27, Vol. 35, (22 February 1981) : 30 – 31.

Before beginning his descriptions of the works in the show, Pishnu tells the history of the art thesis exhibitions of the Faculty of Painting at Silpakorn University. The first public showing of student art theses took place in 1972. It was hosted by the Public Relations Department since the University had no gallery of its own at that time. That was the first time a state university had put student artwork out for such a public exhibition. It was a creative approach to public service and a way of getting outside the walls of the university, in the spirit of the political trends of that era. Afterwards, it became mandatory for graduating students to prepare a public showing of their work. Besides representing the young artist’s search for himself, the thesis show confirms the artist’s duty to and relationship with the people.

บักเสี่ยว บักหนาน , “แผนพัฒนาวัฒนธรรม : ยิ่ง “พัฒนา” ก็คงยิ่ง “พัง” ปีที่ 27 , ฉบับที่ 36 ,
(1 มีนาคม 2524) :30-32
ผู้เขียนคือ บักเสี่ยว บักหนาน เสนอความเห็นว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมา ไม่ได้มองประเด็นของวัฒนธรรม และหนักในว่า เงินประมาณ 4,800 ล้านบาทต่อปีหายไปไหน และทำอย่างไรจึงจะลดจำนวนการใช้จ่ายให้น้อยลง
จากการที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมสัมมนา และได้อ่านร่างแผนพัฒนาวัฒนธรรมแห่งชาติ ก็ได้สรุปการทำงานของข้าราชการไว้ดังนี้
1. ทำงานแบบผักชีโรยหน้า ไม่มีการเตรียมข้อมูลเอกสารจากข้าราชการที่สัมมนา อีกทั้งยังไม่รักษาเวลา
2. ข้าราชการเป็นใหญ่ เป็นผู้บงการคอยบอกว่า นั่นคือคนไทย นี่คือวัฒนธรรมไทย ร่างโครงการต่าง ๆ ก็นั่นเทียนเขียนกันขึ้นมา โดยไม่มองสภาพความเป็นจริงว่า มีทางเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด
3. ให้ร้ายประชาชน โดยเฉพาะคนในท้องถิ่นว่า ไม่มีความรู้ ไม่ใส่ใจวัฒนธรรมพื้นบ้าน แต่กลับบอกว่า นาฏศิลป์ ดนตรีปี่พาทย์แบบกรมศิลป์นั้น ถูกต้องที่สุด พุทธศาสนา ก็ต้องจากกรมศาสนาเท่านั้น และยังจะมีการร่างแผนตั้งกระทรวง กรม กันอีก ซึ่งดูจะเป็นการนำเงินงบประมาณมาเผาผลาญโดยเปล่าประโยชน์
4. สับสนเรื่องวัฒนธรรม ว่าดนตรี นาฏศิลป์แบบกรมศิลป์นั้นถูกต้อง ทั้ง ๆ ที่การละเล่นอย่างอื่นมีมากมาย แสดงให้เห็นว่า ไม่รู้จักเงื่อนของเวลา เอาของเก่าพ้นสมัยมาเรียกร้อง และลงโทษคนอื่นว่าไม่สนใจ ซึ่งตนเองน่จะทำการเก็บรักษาให้เป็นระบบจะดีกว่า
ส่วนวิธีการเสนอทางออก ผู้เขียนก็แนะแนวทางให้ปรับปรุงจาก 4 ข้อนี้ รัฐควรเปิดใจให้กว้าง ยอมรับฟังความเห็นจากประชาชนบ้าง ไม่ใช่ตัวเองเป็นใหญ่ และถูกต้องอยู่เพียงผู้เดียว


พิษณู ศุภ. “วิทยานิพนธ์ศิลป์ครั้งที่ 10 (ตอนที่ 2 เรื่องของสังคมเมือง).” ปีที่ 27 ฉบับที่ 37 (8 มีนาคม 2524):30-31.

วิทยานิพนธ์ศิลป์ต่อจากบทความฉบับก่อนซึ่งจะกล่าวถึงนักศึกษา 5คนที่แตกต่างจาก 3คนแรก โดยกลุ่มนี้จะบอกเล่าถึงความประทับใจต่อสภาพแวดล้อม
เริ่มจาก สุรพล แสนคำ จากภาพจิตรกรรมชื่อ “ชีวิตสลัม” ที่ยกความยากลำบากของการใช้ชีวิตของคนในชุมชนเหล่านี้มากระตุ้นสำนึกเรื่องปัญหาสังคมแก่ผู้พบเห็น อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ “ความสำพันธ์ระหว่างสีกับรูปทรงอันเกิดจากการสะท้อน” วิฑูรย์ ไชยดี “เงาสะท้อน” คุณพิษณุเปรียบเทียบผลงานจาก 2 ผู้สร้าง อำมฤทธิ์สะท้อนภาพการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมเก่าและใหม่ในสังคมเมืองซึ่งเป็นการมองในแง่ดี แต่วิฑูรย์ พูดถึงสภาพจิตใจที่ขัดแย้งกับการเติบโตของโลกทางวัตถุ มาถึงงานของเสวก จิรสุทธิสารที่ชื่อว่า “รูปทรงและเนื้อที่ว่าง” โดยได้แรงบันดาลใจมาจากแหล่งสลัม เสวกเน้นภาพให้ดูเป็นนามธรรมโดยโคลสอัพมุมมองเจาะลงไปในมุมที่อึดอัดใช้สีมืดทึบ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข ใช้สื่อแสดงออกเป็นทิวทัศน์ธรรมชาติสู่ผลงานภาพพิมพ์ แสดงภาวะความไม่น่ารื่นรมย์ของสังคมเมือง
ศิลปินที่อ้างถึง: สุรพล แสนคำ อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ วิฑูรย์ ไชยดี เสวก จิรสุทธิสาร อารยา ราษฎร์-จำเริญสุข

Pishnu Supanimitr “10th Annual Art Thesis Exhibition (Part 2, Urban Society).” Year 27, Vol. 37, (8 March 1981) : 30 – 32.

Before continuing his discussion of various works in the student art thesis exhibition, Pishnu makes a public service announcement on behalf of Khun Ying Kanita Wichiencharoen, who is heading a project to create a shelter for women and children fleeing from abusive social or labor practices. Khun Ying Kanita is asking women artists, especially to contribute works of art which can be put on sale to help raise funds for the project. Pisanu then discusses the works of Sompop Butrach, Surapon Saendam*, Amarit Chusuwan*, Witoon Chaidee*, Sawake Jirasutisarn and Araya Rasadornchamroensuk. Pishnu closes with an announcement that some Thai children have taken special prizes in a World Children’s Art Exhibition in Kanagawa, Japan. Finally, Pishnu notes that there will be a show of the art of Fua Haripitak at the National Museum Art Gallery during the month of March. (*works pictured)

พิษณุ ศุภ. “วิทยานิพนธ์ศิลปครั้งที่ 10(ตอนที่ 3 เรื่องของการดัดแปลงธรรมชาติ).”. ปีที่ 27 ฉบับที่ 38 (15 มี ค. 2524)
ต่อเนื่องจากการกล่าวถึงวิทยานิพนธ์ศิลปะครั้งที่ 10 ของนักศึกษาคณะจิตรกรรมฯมหาวิทยาลัยศิลปากรต่อจากสองครั้งก่อน ในกลุ่มนี้ถือเอาลักษณะการแสดงออก การสื่อความหมาย และอารมณ์ตนเองเป็นสำคัญโดยได้ดัดแปลงรูปทรงธรรมชาติเพื่อสนองอารมณ์ความรู้สึกที่ต้องการ
ประกิตศิลป์ วรมิศร์ เจ้าของโครงการชื่อ “บันทึกจากกรุงเทพฯ” สภาพชีวิตและบ้านเมืองในกรุงเทพฯ ใช้รูปแบบที่ดัดแปลงมาจากศิลปะประเพณี เช่นการใช้ความลึกแบบภาพ 2 มิติ มีลักษณะการใช้เส้นที่บางใสทำให้ภาพไม่ทึบตันเป็นแผ่นเหมือนภาพเขียนไทยโบราณ ดวงแก้ว เจริญชาติ เสนอโครงการ “ความสำพันธ์ของสีที่ขัดแย้งกัน” ได้เลือกเรื่องราวสวนสนุก เขาดิน สถานที่ที่เกี่ยวกับเด็ก แสดงความรื่นเริงสดใสผ่านการแสดงออกอย่างรวดเร็ว ใช้ฝีแปรงที่มีความเคลื่อนไหว วัชรพรรณ ยุวนวรรธนะ เสนอโครงการที่ชื่อ “การประสานกันของส้นและสี” งานของวัชรพรรณห่างไกลความเป็นจริงในธรรมชาติมาก เธอสร้างโลกในจินตนาการโดยใช้เส้นให้มีความเชื่อมโยงกันทั้งภาพ และใช้สีในห้วงฝันจินตนาการ (fantasy) วิไลลักษณ์ เธียรลิขิต ในผลงานชุด “An Interior” จำเพาะลงไปในเรื่องราวที่คุ้นเคยคือวัตถุสิ่งของที่อยู่อรอบตัว และสภาพแวดล้อมในห้องของส่วนตัวของเธอ
โดยใช้เทคนิคสีสันอันอบอุ่น ท้ายสุดในกลุ่มนี้คือมณีรัตน์ ฤกษ์สะอาด เจ้าของผลงานที่ชื่อ “ความเคลื่อนไหวของสีและลีลาของรูปทรง” โดยจับเอาความรู้สึกที่ได้รับบรรยากาศที่สนุกสนาน ตื่นเต้นเร้าใจจากสีสันและเสียงกลองของการเชิดสิงโตมาถ่ายทอดโดยใช้สีและรูปทรง
ศิลปินที่อ้างถึง: ประกิตศิลป์ วรมิศร์ ดวงแก้ว เจริญชาติ วัชรพรรณ ยุววรรธนะ วิไลลักษณ์ เธียรลิขิต มณีรัตน์ ฤกษ์สะอาด

Pishnu Supanimitr “The 10th Art Thesis Exhibition (Part 3, Nature Adapted)” Year 27, Vol. 38 (15 March 1981) : 31 – 32.

The call for support from women artists by Khun Ying Kanita in the last column missed the week of activities on behalf of women’s rights because the information was slow in reaching Pisanu for publication. That said, Pisanu continues his discussion of some more work from the exhibition by graduating seniors at the Faculty of Painting, Sculpture and Graphic Arts at Silpakorn University. He describes works by Prakitsilp Woramitr, Duangkaew Charoenchat, Wacharapan Yuwanwanttana, Wilailak Tienlikit and Manirat Krirksa-ad. The postscript reminds artist readers of the upcoming ASEAN 1981 show and the National Art Exhibition as well. (Pictured: Works by Prakitsilp Woramitr, Duangkaew Charoenchat, and Wilailak Tienlikit.)



พิษณุ ศุภ. “วิทยานิพนธ์ศิลปครั้งที่ 10 (ตอนที่ 4 เรื่องของนามธรรม).” ปีที่ 27 ฉบับที่ 39 (22มีนาคม 2524):30-31.
. คุณพิษณุได้กล่าวถึงงานแสดงวิทยานิพนธ์ศิลปะครั้งที่10ของนักศึกษาคณะจิตรกรรมมหาวิทยาลัยศิลปากรต่อเนื่องมา 3 ครั้ง โดยครั้งนี้จะกล่าวถึงผลงานของนักศึกษาที่ยังไม่ได้กล่าวถึงทั้งหมดซึ่งเหลืออยู่ 6 คน โดยทั้งหมดทำงานในแบบนามธรรม รูปแบบสามารถแบ่งได้อีก 2 กลุ่ม
กลุ่มแรกใช้เรื่องที่อิงจากสิ่งที่พบเห็นได้ในสภาพแวดล้อมแต่ผู้สร้างนำมาใช้แดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกภายในของตนเอง ในกลุ่มนี้มี 3 คน คือ ถาวร โกอุดมวิทย์ เจ้าของผลงานภาพพิมพ์ชื่อ “ความประทับใจในอดีต” โดยนำวัตถุที่ตนประทับใจในอดีตมาสร้างเป็นสัญลักษณ์ ศุภชัย สุขีโชติ มีผลงานในแบบเซอร์เรียลลิสม์ (เหนือความจริง) ที่สร้างรูปทรงและบรรยากาศภาพที่มาจากจิตใต้สำนึกของตนเอง วีรพร คชกาญจน์ เจ้าของผลงาน “Polution”ได้นำโลหะที่เป็นเหลี่ยมสันมาใช้แทนความเจริญทางด้านวัตถุที่ทำให้สภาพแวดล้อมเป็นพิษ อีกกลุ่มหนึ่งมีรูแบบที่เป็นนามธรรมแท้ๆไม่มีเค้าจากความเป็นจริง สร้างรูปทรงขึ้นใหม่เพื่อแสดงความงามของธาตุทางทัศนศิลป์ มี 3คนที่ทำงานในรูปแบบนี้ได้แก่ ปานทิพย์ นาถวิริยกุล ในโครงการชื่อ “ความลึก” โดยใช้รูปทรงเรขาคณิตมาประกอบกันเพื่อให้เกิดมิติความลึก อาทิตย์ สกุลย์ เจ้าของประติมากรรมสลักไม้คนเดียวในการแสดงครั้งนี้ในเรื่อง“ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ว่างกับรูปทรง” เช่นเดียงกันกับ ศิริลักษณ์ วิชกูลใน “สาระของรูปทรง” ทั้ง 2 คน ค้นหาความงามและความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ว่างกับรูปทรงและเส้นรอบนอกของรูปทรงและบรรยากาศโดยรอบ
(นักศึกษาที่กำลังแสดงงานวิทยานิพนธ์ครั้งนี้อยู่มี4คนที่ได้รางวัลจากการส่งผลงานเข้าประกวดการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 27 คือ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข เหรียญเงินประเภทภาพพิมพ์ ศุภศักดิ์ นาคบัลลังก์ ศุภชัย สุขีโชติ เหรียญทองแดงประเภทจิตรกรรม และวีรพร คชกาญจน์ เหรียญทองแดงประเภทสื่อประสม)
ศิลปินที่อ้างถึง: ถาวร โกอุดมวิทย์ ศุภชัย สุขีโชติ วีรพร คชกาญจน์ ปานทิพย์ นาถวิริยกุล อาทิตย์ สกุลกันย์ ศิริลักษณ์ วิชกูล

Pishnu Supanimitr. “The 10th Art Thesis Exhibition (Part 4, Abstraction)” Year 27, Vol.39 (22 March 1981) : 30 – 31.

Before concluding his discussion of the student thesis exhibition, Pishnu announces that the Thai Farmers Bank exhibition has again been rescheduled, this time till the end of the year, because the new head office building is still behind schedule and will not be ready to host the show. In any case, it is good that the show has been delayed because the calendar is already crowded. The Bua Luang exhibition is still scheduled for the last week in March, along with the ASEAN painting, print and photo exhibition. That said, Pishnu completes his discussion of the student art show. Tavorn Ko-Udomwit’s print, Impression From the Past, reflects the artist’s feeling about a venerable old object by placing it in a new context. Supachai Sukichote’s Relation Between Forms in Space in Imagination presents some frightening forms from the artist’s subconscious. The work of Wiraporn Kochakanot focuses on Pollution, which is a problem for society and for the world. Pisanu also describes the work of the three other students working abstractly with visual elements, i.e. Panthip Natwiryakul, Arthit Sakulkan, and Sirilak Wichakul. Students Arya Rasadornchamroen, Supasak Nakbanlang, Supachai Sukichote, and Wiraporn Kochakanot won medals in the recent 27th National Art Exhibition. In a postscript, Pishnu also notes an exhibition at the Bhirasri Gallery of 4 Northern artists which was opened on the 17th by Tawan Dachanee. Pictured: Works by Supachai Sukichote, Arthit Sakulkan, and Tavorn Ko-Udomwit

พิษณุ ศุภ , “งานจิตรกรรมและวาดเส้นของ อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์” , ปีที่ 27 , ฉบับที่ 40 ,
(29 มีนาคม 2524) :31-32
ในช่วงเดือนนี้ มีการแสดงผลงานจิตรกรรมและวาดเส้นของ อ.เฟื้อ หริพิทักษ์ ซึ่งถือเป็นการแสดงเดี่ยวครั้งที่ 2 ของอาจารย์ หลังจากที่ครั้งแรก จัดขึ้นที่หอขวัญของอ.อวบ สาณะเสน เมื่อปี พ.ศ. 2510 การแสดงผลงานของอ.เฟื้อในแต่ละครั้งนั้น ดูเหมือนว่า ไม่มีครั้งใดที่อาจารย์เป็นผู้จัดแสดงขึ้นเองเลย งานส่วนใหญ่ก็แสดงร่วมกับการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ หรืองานแสดงเดี่ยวครั้งแรก ก็มีอ.อวบ และเพื่อน ๆ , ลูกศิษย์เป็นผู้จัดให้ ครั้งหลังสุดนี้ก็มีกรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการให้ โดยมีการรวบรวมผลงานที่กระจัดกระจายของอาจารย์มาจัดแสดงไว้ให้มากที่สุด
อย่างไรก็ดี ผลงานที่นำมาจัดแสดงเวลานี้ ดูเก่า และซีดจางลงไปมาก หลายภาพเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยนำออกแสดงมาก่อน เช่น “ฝัน” รูปเหมือนของ ผศ.กฤษณา คชเสนี หรือรูปที่เรารู้จักกันดีอย่าง “คุณยายกับอีสี” ในรูปแบบสัจนิยม , “เสื้อแดง” , “องค์ประกอบ 2499” ในรูปแบบคิวบิสม์ รวมไปถึงรูปเขียนศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ปีพ.ศ. 2505 ที่มีลักษณะอิมเพรสชั่นนิสม์กับคิวบิสม์ผสมผสานกันอยู่
ในตอนท้าย ผู้เขียนได้กล่าวถึงการที่มีผู้เรียกอ.เฟื้อว่า ดร.เฟื้อ จากการได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาจิตรกรรมนั้น เป็นการใช้ที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะการใช้คำว่า ดร. นั้นฟังดูเหมือนของปลอมจากเมืองนอก ไม่ใช่เมดอินไทยแลนด์
ศิลปินที่กล่าวถึง : เฟื้อ หริพิทักษ์


Pishnu Supanimitr “The Paintings and Drawings of Acharn Fua Haripitak.” Year 27, Vol. 40, (29 March 1981) : 31 – 32.

Pishnu complains of the difficulty of keeping up with news of various individuals, events and shows in the art world when his column appears only once a week. He denies any favoritism. As to who or what appears in his column, it is on a ‘first come, first serve’ basis. Acharn Fua’s show at the National Gallery is an important event and should not be missed. It has been 14 years since the last one-man show of this greatly respected old student, now 71 years old, of Professor Silpa Bhirasri. Pisanu describes the artist’s ideals, dedication and modesty. He notes with a mixture of admiration and dismay Acharn Fua’s lack of interest in showing, collecting or preserving his own works. Many paintings which Pishnu remembers from the last exhibition are missing from this latest show. He quotes the artist on his objectives as an artist (‘I study art in order seek out reality in the beauty which lies in the depths of nature.’) Young artists today would do well to take this man as a role model, Pishnu suggests.

พิษณุ ศุภ , “ทำไมต้องพูดถึงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 27” , ปีที่ 27 , ฉบับที่ 41 (5 เมษายน 2524) : 30-32
แรกที่เดียวนั้น อ.พิษณุตั้งใจไว้ว่าจะไม่พูดถึงการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 อีก แต่มาในระยะหลัง มีการอภิปรายในหัวข้อที่ว่าด้วยการตัดสิน อีกทั้งในช่วงที่การแสดงใกล้จะปิดลง ได้มีข่าวคราวจากหลายด้านรุมเข้ามาทำให้ต้องกลับมาพูดถึงอีก ในบทความนี้ อ.พิษณุได้นำจดหมายจากผู้อ่านท่านหนึ่ง ที่เขียนเข้ามาเพื่อซักถาม และแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับการได้ไปฟังการอภิปรายของวิทยากร ที่เป็นกรรมการตัดสินงานศิลปกรรมแห่งชาติในครั้งใหม่
ข้อความในจดหมาย ได้กล่าวในเชิงตำหนิบรรดาผู้อภิปราย อันประกอบด้วย ผศ.กำจร สุนพงษ์ศรี , รศ.อารีย์ สุทธิพันธ์ , อ.สวัสดิ์ ตันติสุข , ผศ.ทวี นันทขว้าง (ไม่มา) และอ.วระ อิษวาส ว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรู้ในระดับครูบาอาจารย์ แต่กลับแสดงพฤติกรรมที่ไม่สมควร โดยเฉพาะการโจมตีกันเอง แทนที่จะได้รับฟังทัศนะใหม่ ๆ อย่างที่คาดหวังไว้แต่ต้น นอกจากนี้ ยังมีความรู้สึกเห็นใจ และสงสาร อ.สวัสดิ์ ตันติสุข ที่ถูกวิทยากรบางท่านอภิปรายในเชิงเสียดสี ก้าวร้าว ซึ่งอ.สวัสดิ์เองก็มีความเป็นสุภาพบุรุษ นิ่งสงบ และไม่ใช้วาจาอันละเมิดสิทธิผู้ใดเลย นอกจากนี้ วิทยากรบางท่านยังได้กล่าวพาดพิงไปถึงศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรีด้วย
ในตอนท้ายของจดหมายเป็นการถามปัญหา โดยรวมแล้วว่าด้วยเจตนาของวิทยากร และผู้จัด คือมหาวิทยาลัยศิลปากร ในการจัดการอภิปรายครั้งนี้ว่ามีจุดประสงค์ใดกันแน่ รวมไปถึงทัศนะของอ.พิษณุเกี่ยวกับคนที่พูดเก่ง ว่าแท้จริงเขาเหล่านั้นรู้หรือเข้าใจอะไรได้ถูกต้องหรือไม่
ศิลปินที่กล่าวถึง : กำจร สุนพงษ์ศรี , อารีย์ สุทธิพันธ์ , สวัสดิ์ ตันติสุข , ทวี นันทขว้าง , วระ อิษวาส , ศิลป พีระศรี

Pishnu Supanimitr. “Why Talk About the 27th National Art Exhibition?” Year 27, Vol. 41, (5 April 1981) : 30 – 32.

Although he had been unwilling to go on in the glaring light of public media with the unpleasant story of the 27th National Art Exhibition, Pishnu feels compelled to take up the issue again, pressured by comments from peers and students and by a sense of moral obligation as he sees the taxpayer’s money being misused by opportunists. He publishes a distressed letter he received complaining about the show. The letter comes from a viewer who also attended the seminar organized for the exhibition. The role of Mixed Media in the exhibition was one point at issue. The seminar was a forum for many bitter personal and polemic attacks, revealing some angry conflicts within the art world. The letter writer expresses sorrow over the role of Sawat Tantisuk in this controversy. The revered and respected senior artist seems to have got more than he bargained for by participating as a judge and seminar speaker for this exhibition. The article contains a number of telling questions from the letter writer, some of which Pishnu may respond to at a later date.

พิษณุ ศุภ , “อารัมภบทเรื่อง ศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27” ปีที่ 27 , ฉบับที่ 42 (12 เมษายน 2524) : 30-31
ในฉบับนี้ เป็นการวิพากษ์ถึงผลที่ได้รับจากการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยศิลปากร หลังจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติได้สิ้นสุดลง อ.พิษณุได้ออกตัวก่อนว่า สาเหตุที่ไม่ได้เข้ารับฟังการอภิปรายของคณะกรรมการตัดสินฯ นั่นเพราะเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายบรรยากาศของการอภิปรายที่เกิดขึ้นซ้ำซาก นั่นคือ 1.ผู้อภิปรายขาดความสามารถในการพูด 2.ความไม่รู้จริงของผู้อภิปราย 3.การยกตนว่าเป็นผู้วิเศษเหนือคนอื่น 4.ความขัดแย้งกันเองของผู้อภิปราย ฉะนั้น หากผู้เขียนเห็นว่าการอภิปรายครั้งใดน่าสนใจ ก็จะขอฟังจากการบันทึกเสียงในภายหลัง สำหรับครั้งนี้ก็เช่นกัน หลังจากที่ได้ฟังเทปบันทึกเสียงเสร็จแล้ว ได้มีเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในระดับกรรมการดำเนินงาน มาขอเก็บเทปบันทึกเสียงคืน โดยชี้แจงว่ายังไม่ต้องการเผยแพร่ ทำให้ดูเหมือนมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น
สำหรับการวิพากษ์วิจารณ์ครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการจะพาดพิงถึงศิลปิน ถึงแม้ว่าจะมีข้อขัดแย้งกันมากในเรื่องของการตัดสินว่า ผลงานที่ได้รับรางวัลนั้นไม่เหมาะสม แต่กรรมการตัดสินต่างหากที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ จะมาอ้างว่าคุณภาพของงานลดลง หรือกรรมการท่านอื่น ๆ ไม่เอาไหน หรืออ้างว่าแพ้เสียงของคนส่วนมากนั้นไม่ได้ และไม่สมควรที่กรรมการจะเอาความลับในระหว่างการตัดสินมาเปิดเผย
ก่อนที่จะเข้าเรื่อง อ.พิษณุได้เท้าความถึงสิ่งที่พูดไปแล้วก่อนหน้านี้ นั่นคือการตั้งข้อสังเกตการทำงานของมหาวิทยาลัยศิลปากร และพยายามซักถามทางมหาวิทยาลัยฯไว้หลายข้อ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่กระจ่างจนบัดนี้ ซึ่งคำถามเหล่านั้นได้แก่ 1.การที่หลายคนสงสัยว่า มหาวิทยาลัยฯกำลังเปลี่ยนแปลงจุดมุ่งหมายเดิมของการแสกงศิลปกรรมแห่งชาติ 2.คณะกรรมการอำนวยการมาจากกลุ่มบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ 3.คณะกรรมการตัดสินส่วนใหญ่มี่ใช่ผู้ทรงคุณวุฒิที่แท้จริง 4.มีหลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาคุณสมบัติของกรมการตัดสิน 5.การเลือกกรรมการตัดสินด้วยการเสนอชื่อคนในกลุ่มกรรมการอำนวยการด้วยกันเอง มีความเหมาะสมเพียงใด

Pishnu Supanimitr “Prologue to the Story of the 27th National Art Exhibition.” Year 27, Vol. 42, ( 12 April 1981) : 29 – 30.

Panel discussions can be very interesting, but not when the participants do not use reason, have no speaking skills, don’t know what they are talking about but pretend to have privileged knowledge or appear simply to be arguing and fighting among themselves about the same old things. The tapes of the panel discussion at the Silpakorn Gallery by the judges of the 27th exhibition were confiscated by university clerks, as if the materials were classified, after Pishnu and his friends had a jolly time listening to them. Pishnu restates his intention to discuss the matter of the 27th Exhibition in detail and reviews the challenges he posed to the university. . He restates the basic objections to the organization and implementation of the latest National Exhibition which he intends to review. That is, 1) that many people think that the university changed the rules and the objectives of the exhibition, 2) that the selection committee for judges did not adequately represent the art world, 3) that most of the judges were not qualified, 4) that the criteria for selecting the judges were not clear, and 5) that it was inappropriate for the members of the committee to nominate themselves as judges. Pishnu refrains from naming names in order to prevent any misunderstanding about the aims of his critique. In future articles, Pishnu will continue to challenge the competence of the judges and the expertise of their awards decisions


พิษณุ ศุภ , “ใครบ้างที่บอกว่า ศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 27 ตกต่ำ” , ปีที่ 27 , ฉบับที่ 43 (19 เมษายน 2524) : 30-31
ในบทความนี้ ต้องการนำเสนอข้อคิดเห็นในเรื่องการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติในอดีต และมาตรฐานของการแสดงครั้งนี้ โดยอ.พิษณุได้กล่าวว่า ในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติตลอดเวลาเกือบ 30 ปีมานี้ จะไม่มีการก้าวก่ายไปถึงเรื่องคุณภาพของผลงาน หรือความเป็นศิลปะ และศิลปินที่ผ่านเวทีในระดับชาติมาแล้ว ก็ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพของตนได้ดีเสมอมาจนปัจจุบัน แต่สิ่งที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดก็คือ การได้รับรางวัลของกลุ่มศิลปากรมา จนเกิดช่องว่างระหว่างศิลปินภายนอกกับศิลปินศิลปากร กระทั่งมีการกล่าวหากันว่า มีการเล่นพรรคเล่นพวกกัน
แต่เหตุผลที่อ.พิษณุได้อธิบายต่อข้อวิพากษ์นี้ คณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นคณะที่เปิดสอนในด้านการสร้างสรรค์ศิลปะโดยตรงเพียงคณะเดียว การเรียนการสอนก็มุ่งตรงไปในการสร้างสรรค์ตลอดหลักสูตร 5 ปี มีการคัดเลือกผู้เข้าศึกษาจากนักเรียนหัวกะทิทั่วประเทศ อีกทั้งอาจารย์ผู้สอนก็มีความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์ องค์ประกอบเหล่านี้จึงน่าจะช่วยให้มหาวิทยาลัยฯสามารถผลิตนักศึกษาที่มีประสิทธิภาพ และในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 นี้ มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการครั้งใหญ่ โดยไม่มีครูบาอาจารย์จากคณะจิตรกรรมฯเข้าร่วมเป็นกรรมการเลยแม้แต่คนเดียว แต่นักศึกษาคณะจิตรกรรมก็ยังได้รับรางวัลในอัตราส่วนที่สูงอยู่เช่นเดิม นี่จึงน่าจะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของมหาวิทยาลัยฯได้ดี
ส่วนเรื่องมาตรฐานของการแสดงในครั้งนี้ อ.พิษณุได้นำข้อมูลทั้งจากแบบแสดงความคิดเห็นของประชาชน และจากคณะกรรมการเอง ได้ความรวมว่า รูปแบบของผลงานในปีนี้เป็นแนวเดียวกันหมด ดูไม่เปิดกว้าง ผลงานมีคุณภาพด้อยลง และดูจืดชืด อยู่ในระดับนักเรียน ไม่สมกับมาตรฐานศิลปกรรมแห่งชาติ นอกจากนี้ พบว่าศิลปินหลายคนได้ทำการประท้วงคณะกรรมการ โดยการไม่ส่งผลงานเข้าประกวด
ศิลปินที่กล่าวถึง : กำจร สุนพงษ์ศรี , อารีย์ สุทธิพันธ์ , สวัสดิ์ ตันติสุข , ถวัลย์ ดัชนี


__________. “Who Said the 27th National Art Exhibition Fell Flat?” Year 27, Vol. 43, (19 April 1981) : 30 – 31.
The article contains a concise statement of Pisanu’s philosophy of art. He understands the importance of the National Exhibition by reference to its title: the aim of the show is there in its name. The works shown and honored there should have significant value for the nation. The national exhibition should be an indicator for everyone who wants to know what good art is. He emphasizes that some things that look like art (drawn images, sculptured images, illustrations, propaganda) are not really art. Quoting the principles of Sawat Tantisuk as outlined in an article by Kamchorn Soonpongsri, Pihanu notes that pure art or art for art’s sake should be characterized by unity, moving emotions, striking individuality and understanding of artistic forms and elements. The National Art Exhibition has been going on for 30 years. Though it has been criticized, the high quality of the artworks has never come into question. The artists honored have proved themselves. The exhibition never offered anything of low quality to the people. Pishnu denies the accusation of cronyism and defends without apology the dominance of Silpakorn University staff in the organization, implementation and awards won at the show, citing the excellence of the staff and the high quality of the curriculum and of the students. This is something for Thai people to be proud of.


อิทธิ คงคากุล , “งานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้ง 27 เปลี่ยนแปลงในทางบวก” , ปีที่ 27 , ฉบับที่ 44 (26 เมษายน 2524) :29-30
อิทธิ คงคากุล ได้เขียนบทความนี้เพื่อแสดงความคิดเห็น ทั้งสนับสนุน และคัดค้านบทความของอ.พิษณุในฉบับที่แล้ว ในส่วนที่เป็นความเห็นแย้งนั้น ผู้เขียนได้แบ่งเป็นข้อ ๆ ดังนี้
1. การที่อ.พิษณุกล่าวว่า คุณภาพของงานศิลปะที่ได้รับรางวัลในอดีตที่ผ่านมา เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปนั้น ไม่น่าจะถูกต้องนัก เพราะได้มีตัวอย่างเกิดขึ้นหลายครั้งที่กรรมการตัดสินงานทำผิดพลาด เช่นการตัดสินให้งานที่มีคุณภาพด้อยกว่าได้รับรางวัล เป็นต้น
2. กรรมการตัดสินงานแสดงศิลปกรรมส่วนใหญ่มาจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยศิลปากร และก่อนที่นักศึกษาจะส่งงานเข้าประกวด ก็มีการนำผลงานไปให้อาจารย์ติชมก่อนเสียครั้งหนึ่ง จึงดูไม่เป็นธรรมกับศิลปินข้างนอก ด้วยเหตุนี้ อิทธิจึงเสนอแนวทางแก้ไขว่า กรรมการตัดสินงาน จะต้องมาจากสถาบันสอนศิลปะต่าง ๆ ในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน และอย่าได้คิดว่า คณะจิตรกรรมนั้นเหนือกว่าผู้อื่น เพราะสถาบันอื่น ๆ เขาก็มีคนเก่งเหมือนกัน
3. ไม่มีเหตุผลอะไรในการตำหนิกรรมการชุดใหม่ เพราะถึงแม้เขาจะไม่ได้มาจากศิลปากร แต่ศิลปินจากรั้วศิลปากรก็ยังคงได้รับรางวัลในอัตราสูง คือ 18 จาก 22 รางวัล ฉะนั้นจึงไม่น่าจะมองว่าคณะกรรมการไม่มีความสามารถ แต่การเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับในวงการศิลปะของทุก ๆ ฝ่ายมากกว่า
4. ในการอ้างความคิดเห็นของประชาชนต่องานแสดงศิลปกรรมแห่งชาตินั้น อิทธิเห็นว่าไม่มีน้ำหนักพอ แต่จากบางข้อความ เช่นที่บอกว่า “มีความรู้สึกว่างานครั้งนี้จืดชืดมาก งานส่วนมากที่ได้รับรางวัลเป็นแนวเดียวกันหมด เหมือนกับว่าเอาใจผู้ตัดสิน หรือเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง” แสดงให้เห็นว่าประชาชนผู้นี้รู้เรื่องศิลปะเป็นอย่างดี ฉะนั้นจึงไม่น่าจะใช่ประชาชนทั่วไปเป็นแน่ แต่กลัวว่าจะเป็นบุคคลที่อยู่ในแวดวงมหาวิทยาลัยศิลปากร อิทธิจึงต้องการให้อ.พิษณุระบุชื่อของผู้อ้างอิงให้ชัดเจนในคราวต่อไป


Ithi Kongkakul. “The 27th National Art Exhibition Has Changed for the Better.” Year 27, Vol. 44, (26 April 1981): 29 – 30.

Ithi agrees with Pihanu on many points in the 19th April column, but while there is much to agree on, there are still major complaints from voices ‘outside the wall’ of Silpakorn University. The Silpakorn students who participate in the National Exhibition prepare their works under the guidance of their teachers, the very ones who act as judges of the national show. How can Silpakorn then avoid the appearance of cronyism and conflict of interest when these teacher-judges give prizes to their own students? Nor is it appropriate to suggest that no one is competent enough to make these high level judgments except Silpakorn. This position is very insulting to the rest of the nation’s art world. Ithi finds no fault with the judges of the 27th Exhibition. He urges that the exhibition must be acceptable to all the groups in Thailand’s art world.


พิษณุ ศุภ , “การ (ประท้วง) ไม่ส่งผลงาน มีผลต่อมาตรฐานในครั้งที่ 27 หรือไม่” , ปีที่ 27 , ฉบับที่ 45 (3 พฤษภาคม 2524 ) :30-31
เรื่องการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้ง 27 ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ ในฉบับนี้ อ.พิษณุได้แยกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทั้งหมดออกเป็นหมวด ๆ เริ่มจาก
- ภาษีของประชาชน รัฐบาลนำเงินภาษีอากรของประชาชนมาใช้ในการสนับสนุนศิลปะร่วมสมัยเพียงแค่ 140,000 บาทต่อปี ซึ่งไม่ใช่จำนวนที่มากมายนัก แต่เรากลับไม่ได้ใช้จ่ายมันไปอย่างถูกต้องตรงกับเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ มีผลทำให้มาตรฐานที่เคยดีอยู่กลับลดลง เกิดความแตกแยกในหมู่ศิลปิน ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนจะต้องอ้างถึงเงินภาษีอากรเหล่านี้กันบ้าง
- สาเหตุแห่งความตกต่ำ เกิดจากกลุ่มบุคคล 3 กลุ่มคือ ศิลปิน , กรรมการตัดสิน และผู้ดำเนินงานคือมหาวิทยาลัยศิลปากร ในที่นี้จะพูดถึงศิลปินและกรรมการเท่านั้น เพราะได้พูดถึงกลุ่มผู้ดำเนินงานมามากแล้ว กลุ่มศิลปินถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการแสดงฯ เพราะถ้าหากเขายังศรัทธาต่อการแสดงนั้น ๆ อยู่ เขาก็พร้อมจะส่งผลงานเข้าร่วมประกวด ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้จัดที่จะต้องสร้างความมั่นใจ และความเป็นกลางอย่างแท้จริง
- แห่งชาติเจตนาทิ้งศิลปิน ตัวเลขของศิลปินที่ได้รับคัดเลือกในปีนี้ มีทั้งสิ้น 84 คน เป็นศิลปินหน้าใหม่ 24 คน ศิลปินเก่า 30 คน ในจำนวนศิลปินเก่า มีผู้ส่งงานมาแล้ว 2 ครั้งจำนวน 16 คน และเป็นศิลปินเก่าที่เป็นขาประจำจริง ๆ ประมาณ 14 คนเท่านั้น ด้วยตัวเลขที่แตกต่างกันมากขนาดนี้ แสดงว่าการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ มุ่งที่จะสนับสนุนศิลปินหน้าใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่จะให้ละทิ้งคนทิ้งคนเก่าไปเลยนั้น ดูจะไม่เหมาะ
- พวกที่ (ประท้วง) ไม่ส่งผลงาน อ.พิษณุได้เปรียบเทียบเอาตัวเลขระหว่างศิลปินเก่าจากครั้งที่แล้ว หักออกจากครั้งนี้ ปรากฏว่า มีศิลปินผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการ ที่ไม่ยอมส่งผลงานในการแสดงครั้งล่าสุดถึง 40 คน
- คุณภาพเท่านั้นที่มีผลงาน ถ้าศิลปิน 40 คนนี้ ให้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยด้วยการส่งงานเข้าประกวด การแสดงครั้งนี้จะเรียกได้ว่าเป็นงาน “แห่งชาติ” อย่างแท้จริง ไม่ใช่งานระดับนักเรียน ดังที่กรรมการตัดสินท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ อย่างไรก็ดี สาเหตุที่ศิลปินไม่อยากส่งงานเข้าประกวดแล้ว อาจมาจากการที่เขาขาดความเชื่อถือ และความมั่นใจในเรื่องความยุติธรรม รวมไปถึงคุณภพของการตัดสิน งานนี้ อ.พิษณุจึงไม่อยากเรียกว่าเป็นงานแห่งชาติ เพราะไม่มีขอบเขตกว้างขวาง ครอบคลุมได้ทั้งคุณภาพ และจำนวนศิลปิน
- คุณภาพในอนาคต อ.พิษณุได้ตั้งความหวังไว้ว่า กลุ่มศิลปินเก่า 40 คนนี้ จะยังคงมีความศรัทธาต่อการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติต่อไป พร้อมที่จะรอดูผลงานในปีนี้เสียก่อน เพื่อที่คุณภาพของการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติจะได้ดีขึ้น
ศิลปินที่กล่าวถึง : เกียรติศักดิ์ ชานนนารถ , ทวน ธีระพิจิตร , เดชา วราชุน , กมล สุวุฒิโท


Pishnu Supanimitr. “Did the Boycott of the 27th Exhibition Impact Its Standards?” Year 27, Vol 45, (3 May 1981) : 30 – 31

The standards of the 27th National Art Exhibition are said to have fallen very low. Is it true? This sort of scandal, caused by the lust of the irresponsible, can destroy the exhibition completely. It is reckless use of 140,000 baht in taxpayer’s money. It is shameless cronyism. Even the facts and figures in the exhibition catalog are doubtful. About 40 experienced, well-established artists did not send work this year, including Kietisak Chanonarod, Tuan Tirapichit, Decha Worachun, Kamon Suwutho, Pichai Kanakulsoontorn (printer), Somsak Chaotadapong (painter), Asanee Chu-arun (printer), Sumetha Sawang (printer) and Rung Tirapichit (painter). Rising young artists who did not send their work included Panya Wijintanasarn, Boripol Salyapongse, Wacharee Wongwattanond, Tavorn Ko-Udomwit, Santana Bleumchusak, Narintorn Paenmeurn, Prakitsil Woramisr, Somchai Taothong, Suchat Taothong, Siripoon Poonlarb and many others. Clearly, the contest lacked credibility. The work sent does not justify the exhibition’s claim to being a ‘national’ level event. Most of the work was purely ‘academic.’



พิษณุ ศุภ , “กรรมการตัวสำรอง มีผลต่อมาตรฐานในครั้งที่ 27 หรือไม่” , ปีที่ 27 , ฉบับที่ 46 (10 พฤษภาคม 2524) :29-30
ตามที่มีผู้กล่าวว่า มีการเล่นพรรคเล่นพวกในกลุ่มคณะกรรมการนั้น อ.พิษณุกล่าวว่า ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องคุณสมบัติของคณะกรรมการมากกว่า และไม่ใช่เพียงคณะกรรมการ 3 ท่าน คือ กำจร สุนพงษ์ศรี , อารีย์ สุทธิพันธ์ , ประเทือง เอมเจริญ แต่เป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการทั้ง 10 ท่าน อีกประการหนึ่งคือ การกำหนดโควตาให้ศิลปินจากกลุ่มต่าง ๆ ได้รางวัลเฉลี่ยเท่า ๆ กันนั้น ไม่ใช่วิถีแห่งความยุติธรรมที่แท้จริง หากคุณภาพของศิลปินไม่ได้มาตรฐาน
กรรมการตัดสินนั้นมาจากการคัดเลือกของกรรมการอำนวยการ ซึ่งมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นผู้แต่งตั้งขึ้น และกรรมการอำนวยการส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการศิลปะจริง แต่ถูกส่งมาตามสายงานหรือตามหน้าที่ นี่จึงส่งผลถึงคุณสมบัติของกรรมการตัดสิน และมหาวิทยาลัยฯก็ไม่เคยชี้แจงเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติของกรรมการอำนวยการเลย
กรรมการตัดสินในปีนี้ก็เป็นกรรมการชุดสำรอง ที่จัดเข้ามาแทนกรรมการที่ลาออกไป 7 คน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ทางมหาวิทยาลัยฯน่าจะหยุดพิจารณาว่า เหตุใดผู้ทรงคุณวุฒิที่เคยให้ความร่วมมือมาตลอดจึงปฏิเสธการทาบทามในครั้งนี้ ซึ่งอ.พิษณุได้สันนิษฐานว่า อาจเกิดจากเหตุผลดังนี้
1. คือการไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงหลักการของการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ
2. ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งกรรมการอำนวยการ ที่ไม่ได้มาจากผู้ที่อยู่ในวงการศิลปะจริง
3. ไม่เห็นด้วยกับตัวบุคคลที่เข้าร่วมเป็นกรรมการตัดสิน
4. ไม่เห็นด้วยกับการเลือกกรรมการตัดสิน โดยการเสนอชื่อบุคคลในกรรมการอำนวยการ
5. ไม่เห็นด้วยกับการโหวตเสียง เพื่อสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
6. ต้องการหลีกทางให้กับกรรมการใหม่ ๆ
7. เหตุผลส่วนตัว
ทางมหาวิทยาลัยฯได้แบ่งกลุ่มกรรมการตัดสินเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มอาจารย์สอนศิลปะ , กลุ่มศิลปินอิสระ และกลุ่มนักวิชากรผู้สนใจศิลปะ ปัญหาก็คือ เกิดความไม่ชัดเจนในคำนิยามของคำว่า นักวิชาการผู้สนใจศิลปะว่าเขามีความสนใจมากน้อยแค่ไหน และอย่างไร กับกลุ่มศิลปินอิสระ ว่าต่างจากคนทำงานศิลปะที่ประกอบอาชีพอื่น ๆ ด้วยอย่างไร นอกจากนี้ การใช้กรรมการสำรอง ก็ดูเหมือนเป็นการเตรียมการอยู่ก่อนแล้ว เพราะทราบดีอยู่ว่ากรรมการเก่าคงปฏิเสธไม่ยอมรับเป็นกรรมการ ด้วยข้อจำกัดดังกล่าวข้างบน
ศิลปินที่กล่าวถึง : กำจร สุนพงษ์ศรี , อารีย์ สุทธิพันธ์ , ประเทือง เอมเจริญ




_________. “Did the Replacement Judges Influence the Standards of the 27th Exhibition?” Year 28, Vol. 22 (10 May 1981): 29 – 30.

Pishnu explains why the standards of the exhibition fell. Some of the judges were unqualified, rather than being guilty of cronyism or crass opportunism. Pishnu singles out three in particular i.e., Kamchorn Soonpongsri, Ari Sutiphan and Prateuang Emcharoen (Prateuang is quoted as having said earlier, “ I have seen 20 years of National Art Exhibitions. I don’t see that anything at all seems to have improved.”) Pishnu assesses that these individuals tried to judge fairly, but their abilities were limited. Pishnu challenges the university for not making clear why half of the old panel of judges and 5 or 6 members of the organizing committee resigned, but he suggests a number of possible reasons: 1) they did not agree with the changed objectives of the exhibition; 2) they did not agree with the composition of the organizing committee; 3-4) they did not agree with the selection of the new set of judges; 5) they did not agree with the committee’s practice of voting; 6) they wanted to avoid the attacks that inevitably came.

พิษณุ ศุภ , “เมื่อศิลปินมาตัดสินงานของศิลปิน เขาควรมีคุณสมบัติอย่างไร” , ปีที่ 27 , ฉบับที่ 47 (17 พฤษภาคม 2524) : 30-31
เป็นเรื่องคณะกรรมการอำนวยการต่อจากฉบับที่แล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ สถาบันการศึกษา , ธนาคาร ซึ่งไม่ได้คลุกคลีอยู่กับวงการศิลปะอย่างแท้จริง และไม่ได้มีบทบาทที่จะเป็นที่ปรึกษา หรือผู้รับผิดชอบอย่างจริงจังกับงานศิลปะระดับชาติ มีการเข้าประชุมเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ละครั้งก็ไม่ครบองค์ประชุม ในจำนวนนี้ มีผู้แทนจากกลุ่มศิลปินอีก 1 กลุ่ม จากการแสดงศิลปกรรมแห่งประเทศไทย อ.พิษณุมองว่า กลุ่มศิลปินในประเทศไทยของเรานั้น ไม่ได้มีเพียงกลุ่มนี้กลุ่มเดียว เหตุใดมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงยอมรับเพียงแค่กลุ่มนี้ ฉะนั้น บทบาทหน้าที่ทั้งหมดจึงเท่ากับเป็นของมหาวิทยาลัยฯ
การที่กรรมการอำนวยการได้เสนอชื่อในหมู่กรรมการฯด้วยกันเองให้เอข้าเป็นกรรมการตัดสิน ซึ่งเป็นทั้งเรื่องของความเกรงใจ และเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ กล่าวคือ คณะกรรมการสามารถเสนอชื่อบุคคลที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้ หรือถ้าบุคคลใดมีอำนาจเหนือที่ประชุมอยู่แล้ว ก็ย่อมใช้อำนาจนั้นโน้มน้าวความคิดเห็นของผู้อื่นได้
ประการต่อมาคือเรื่องกลุ่มกรรมการ 3 กลุ่มที่มีความคลุมเครือในนิยามดังที่กล่าวไปในบทความก่อน และประการสุดท้าย มีกรรมการอำนวยการท่านหนึ่ง ส่งผลงานเข้าประกวดในการแสดงครั้งนี้ และได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ 1 สาขาภาพพิมพ์
กรรมการตัดสินโดยส่วนใหญ่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มศิลปิน เนื่องจากไม่มีงานวิจารณ์ และงานวิชาการเป็นที่ประจักษ์ อีกทั้งแต่ละคนต่างเคยทำงานขีด ๆ เขียน ๆ มาบ้าง แต่คุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นกรรมการตัดสินนั้น ไม่ใช่สักแต่ว่าเคยเขี่ย ๆ งานสัก 4-5 ชิ้น หรือเคยส่งผลงานเข้าประกวดแต่โดนคัดออก ทั้งยังไม่เคยได้รับรางวัลในระดับสูงมาก่อน ด้วยเหตุนี้ ศิลปินหลายคนจึงไม่อยากลดตัวลงมาให้ผู้ที่มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐานเช่นนี้มาตัดสินงานของตน

Pishnu Supanimitr. “When Artists Judge Artists, What Qualifications Should They Have?” Year 27, Vol. 47, (17 May 1981) : 30 – 31.
Pishnu regards the panel of judges selected for the 27th Exhibition as having been put in place in a very shady process. The organizing committee, generally, was not really familiar with the inner workings of the art world. Pishnu notes that, the higher the exhibition, the more expertise is required of the judges. There was no art critic on the panel because there is no critic well respected enough to be invited to judge at the national level. Nor could any scholar in the arts be found with sufficient expertise in modern art, or any director of an art gallery or museum. Therefore, there were only artists of national standing to choose from to serve as judges. However, the judges who served lacked credibility. One artist who won a silver medal did not come to collect it. He said he was not proud to receive this award. Pishnu quotes Itti Kongkakul’s statement in Siamrat Daily that the judges were art teachers from respected public universities. They are associate and assistant professors who have students throughout the country. How, Itti asked, could anyone say they are not qualified to judge? But Pishnu retorts that having an academic rank does not automatically qualify someone to judge and evaluate art, making clear that he does not recognize the competence of the judges in the 27th exhibition.

ดรรชนี ประดับนิล , “ผู้อ่านพูดถึงงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ” ปีที่ 27 , ฉบับที่ 48 (24 พฤษภาคม 2524) :29-30
ในฉบับนี้ เป็นการนำจดหมายจากผู้อ่านที่ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 มาเสนอบ้าง โดยมีดรรชนี ประดับนิลเป็นผู้เขียน คุณดรรชนีเองก็ไม่ต้องการเห็นความแตกแยกเกิดขึ้นในวงการศิลปะ เขายังมีความเชื่ออยู่ว่า เป้าหมายในการประกวดงานศิลปะที่แท้จริงนั้น คือต้องการยกระดับงานศิลปะร่วมสมัย และต้องการสร้างบรรยากาศของการแข่งขัน เพื่อพัฒนาคุณภาพของงาน ซึ่งคนที่เป็นศิลปินระดับสูงแล้ว เขาจะไม่ประกวดเพื่อชิงรางวัลอีก
ความคิดเห็นรายแรกเป็นของอ.ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินครั้งนี้ด้วย ได้กล่าวว่า การที่คุณอิทธิ คงคากุล ได้เคยกล่าวไว้ว่า การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติแทบไม่มีการชี้แนะให้ประชาชนได้ศึกษานั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะในช่วงแรกตัวอาจารย์เองและบรรดาศิลปินทั้งหลายต่างช่วยกันให้คำแนะนำแก่ผู้เข้าชมงาน พร้อมรับฟังคำติชมอยู่เสมอ แต่ในระยะหลังนี้ไม่ทราบว่ามีหรือไม่ และหลังจากที่อ.เขียน ยิ้มสิริได้ถึงแก่กรรมลง ก็ไม่มีประติมากรเข้ามาเป็นคณะกรรมการเลย จะเป็นไปได้ไหมว่ากีดกันเรื่องผลประโยชน์
ความเห็นต่อมาของคุณ ณรงค์ วงศาเลิศ ได้กล่าวว่า จากการที่ได้ติดตามข้อวิพากษ์เรื่องการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 นี้มานาน เห็นว่าความขัดแย้งที่สำคัญมาจากเรื่องการแบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่เชื่อถือกรรมการ จึงให้คำแนะนำไปว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเราแยกกันอยู่ ไม่มีสื่อกลาง ไม่มีสมาคมเพื่อพบปะหารือกันในกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพเดียวกัน ฉะนั้นจึงน่ามีการตั้งสมาคม มีกฎข้อบังคับร่วมกัน และมีจรรยาบรรณ ความขัดแย้งต่าง ๆ ก็น่าจะลดลง ศิลปินที่กล่าวถึง : ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ , เขียน ยิ้มสิริ

Dachani Pradapnil. “A Reader Talks About the National Art Exhibition.” Year 27, Vol. 48 ( 24 May 1981) : 29 – 30.

ดรรชนี ประดับนิล , “ผู้อ่านพูดถึงงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ (2)” ปีที่ 27 , ฉบับที่ 49 , 31 พฤษภาคม 2524 (30-31)
อำนาจ เย็นสบาย ได้แสดงความเห็นต่อกรณีขัดแย้งในครั้งนี้ ในหัวข้อ “เหตุเกิดที่ศิลปกรรมแห่งชาติ บทเรียนของทุกฝ่าย”โดยกล่าวว่า อันที่จริง เรื่องการตัดค้านคณะกรรมการ ไม่ได้เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เช่นในการแสดงศิลปกรรมฯครั้งที่ 15 เพียงแต่มีเนื้อหาที่แตกต่างกัน เวลานี้มหาวิทยาลัยศิลปากรถือคติว่า ต้องการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการให้มาจากหน่วยงานหลาย ๆ ฝ่าย เพื่อความเป็นธรรม และความรู้สึกของงานศิลปกรรมแห่งชาติจะได้เข้าไปสู่อ้อมกอดของทุก ๆ คน ถึงแม้จะมีปัญหาเรื่องคุณภาพของกรรมการ แต่ก็ยังเป็นอันตรายน้อยกว่าระบบผูกขาดหรือยึดถือตัวบุคคล
ในด้านแนวทางของศิลปะก็เปิดกว้างขึ้น จากที่เคยชินกับตระกูลฮิวแมนนิสม์ อันเป็นอิทธิพลจากยุโรปในสมัยฟื้นฟู ก็เริ่มเปิดโอกาสให้ศิลปะสมัยใหม่เข้าไปมีบทบาทมากขึ้น รูปแบบของงานก็มีความหลากหลายมากขึ้น ส่วนในเรื่องคุณภาพของผลงาน ตามที่อ.พิษณุได้เคยกล่าวไว้ว่า “คุณภาพของงานครั้งนี้ ไม่อาจเรียกว่าเป็นงานศิลปกรรมแห่งชาติ”จึงเกิดคำถามตามมาว่า แล้วมาตรฐานใด หรือกฎเกณฑ์ใดที่เป็นบรรทัดฐานของงานศิลปกรรมแห่งชาติ และประเด็นที่ว่า “สาเหตุที่ผลงานตกต่ำ เกิดจากการประท้วงของศิลปินระดับคุณภาพไม่ส่งผลงานเข้าแสดง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของคณะกรรมการตัดสิน” จะเห็นว่า กลุ่มผู้ประท้วงยังไม่เปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวในทางปฏิบัติเลย ทำให้เราพิสูจน์ไม่ได้ว่า กรรมการชุดนี้ปฏิเสธคุณภาพผลงานของศิลปินกลุ่มประท้วงหรือไม่ และการ ประท้วงจะช่วยให้งานศิลปกรรมแห่งชาติมีคุณภาพสูงได้หรือ

Dachani Pradapnil. “A Reader Talks About the National Art Exhibition (2)” Year 27, Vol. 49 ( 31 May 1981) : 29 – 30.


ดรรชนี ประดับนิล , “ผู้อ่านพูดถึงงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ (3)” ปีที่ 27 , ฉบับที่ 50 ( 7 มิถุนายน 2524) :30-31
คุณดรรชนีได้แสดงความคิดเห็นต่อการแสดงศิลปกรรมฯครั้งที่ 27 เป็นการส่วนตัว ก่อนที่จะนำสู่จดหมายจากผู้อ่านในครึ่งหลังของบทความ โดยมองว่าประเด็นความขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดคือ การเปลี่ยนหรือเพิ่มคณะกรรมการ ทำให้มีผู้มองว่า มหาวิทยาลัยศิลปากรอาจหวังผลจากการเปลี่ยนแปลงในรูปของความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการเป็นส่วนตัวของผู้ใดผู้หนึ่ง ในขณะที่ทางมหาวิทยาลัยเอง ก็ให้เหตุผลว่า ต้องการเปิดกว้างสำหรับวงกร เพื่อให้เป็น “แห่งชาติ” จริง ๆ โดยการชักนำผู้อื่น หรือศิลปินในแวดวงอื่นมาร่วมด้วย ศิลปกรรมแห่งชาตินั้น เริ่มต้นจากความรักของคนกลุ่มเล็ก ๆ หลักการหรือแบบแผนต่าง ๆ จึงไม่รัดกุม เมื่องานนี้ขยายวงกว้างขึ้น จึงควรมีการกำหนดกฎเกณฑ์ หรือขอบข่ายของกรรมการว่าจะต้องมีคุณวุฒิอย่างไร และสามารถอยู่ในสมัยของการเป็นกรรมการได้ครั้งละกี่ปี ถ้าทำได้เช่นนี้ เสียงที่ว่าผูกขาด จะหมดไป หรือเสียงที่ว่า กรรมการไม่เป็นที่ยอมรับก็จะหมดไปด้วย
ต่อไปเป็นข้อเขียนของคุณ “นิตยา” ซึ่งออกตัวว่า ตนเป็นแม่บ้านธรรมดา ไม่ได้มีความรู้เรื่องศิลปะ แต่ติดตามบทความการตอบโต้อันยาวนานนี้มาตลอด เธอมองว่า เราควรให้เกียรติผู้ที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการ เพราะเขาเหล่านั้นล้วนเป็นผู้มีความรู้ และเป็นผู้เสียสละกันทุกคน การมีกรรมการมาจากหลาย ๆ ฝ่าย ก็ดูจะมีผลดีกว่าการใช้คนเพียงกลุ่มเดียวดังที่ผ่านมา ส่วนในเรื่องของการวิเคราะห์ผลงาน นักวิจารณ์ที่เป็นนักวิชาการศิลปะ น่าจะเป็นผู้ที่วิเคราะห์ผลงานได้ดีกว่าคนเป็นศิลปินเพราะจะได้ไม่มีความโน้มเอียงเข้าสู่แนวทางของตนเอง และในการที่อ.พิษณุกล่าวว่า ผู้ส่งงานบางคนมีประวัติการทำงานดีกว่า และได้รับรางวัลมากกว่าคณะกรรมการเสียอีก จึงไม่ยอมลดตัวลงมาประกวด สำหรับคุณนิตยามองว่า ไม่ว่าใครจะเป็นคณะกรรมการก็มีคุณค่าทั้งสิ้น เพราะเขาย่อมต้องมีความรู้ และผลงานที่ตัดสินออกมาก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นงานที่ดีที่สุดในประเทศ เพียงแต่มันคืองานที่ดีที่สุดในสายตาของคณะกรรมการชุดหนึ่งเท่านั้น ฉะนั้น จึงไม่น่าจะยึดมั่นถือมั่นกับรางวัลตรงนี้มาก ขอเพียงแต่ให้คนที่เคยได้รางวัลแล้วรักษาคุณภาพ และฝีมือของตนไว้เรื่อย ๆ จะทำให้งานมีคุณค่าตลอดไป

Dachani Pradapnil. “A Reader Talks About the National Art Exhibition (3)” Year 27, Vol. 50 ( 7 June 1981) : 30 – 31.


พิษณุ ศุภ , “เรื่องของการแสดงศิลปกรรมอาเซียน 2524” , ปีที่ 27 , ฉบับที่ 51 (14 มิถุนายน 2524) :30-31
อ.พิษณุได้รับเชิญจากกรมศิลปากร ให้เข้าร่วมเป็นกรรมการดำเนินงานการแสดงศิลปกรรมอาเซียน 2524 ซึ่งเคยนำรายละเอียดของงานนี้มาเสนอกันแล้ว ในคราวนี้ เป็นการรายงานผลการทำงานที่ไทยเราเป็นเจ้าภาพ แต่ในตอนต้น ได้นำข้อคิดเห็นจาก อิทธิพล ตั้งโฉลก ผู้แทนศิลปินไทยที่ได้เดินทางไปติดต่อกับศิลปินทั้ง 4 ประเทศ ในเรื่องการจัดการ และการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ของเขา โดยพบว่า อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีศิลปะพื้นเมืองเก่าแก่ ประเทศนี้ให้การสนับสนุนศิลปะกันมาก โดยเฉพาะศิลปะพื้นบ้าน และพาณิชย์ศิลป์ อีกทั้งด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเกาะแก่งมากมาย ศูนย์กลางทางศิลปะจึงกระจายไปทั่ว ไม่เกาะกลุ่มเฉพาะเมืองหลวงอย่างบ้านเราแต่ผลงานของเขาดูจะยึดมั่นกับรูปแบบดั้งเดิมมากเกินไป
ฟิลิปปินส์ มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่มากมายเพราะได้รับการสนับสนุนจากมาดามมากอส ผลงานศลิปะโดยรวมกำลังนิยมรูปแบบนามธรรมแท้ ๆ และยังมีการค้นคว้า ทดลองงานแนว Environmental Art แต่ก็เป็นเพียงการทดลองระยะเริ่มต้นเท่านั้น
สิงคโปร์ เป็นประเทศเล็กที่กำลังเปิดกว้างในเรื่องศิลปะ เพราะเป็นประเทศใหม่ ไม่มีศิลปะดั้งเดิมของตน แต่ก็พร้อมตระเตรียมสำหรับศิลปวัฒนธรรมในอนาคต ผลงานศิลปะของเขายังไม่มีอะไรเป็นของตัวเองนัก นอกจากงานสมัยใหม่ที่พบเห็นได้บ่อย หรือมิฉะนั้นก็เป็นงานเขียนจีนโบราณ มาเลเซีย มีหอศิลป์แห่งชาติขนาดไม่ใหญ่โตนัก มีการพยายามนำเอาศิลปะประจำชาติของตนมาผสมผสานกับความคิดใหม่ ๆ แต่ก็เป็นเพียงการทดลองในระยะต้น
สำหรับมาตรฐานของผลงานศิลปะบ้านเรา อยู่ในระดับที่ดีพอสมควร เนื่องจากเรามีรากฐานที่ดีจากศาสตราจารย์ศิลป และมีการพัฒนาที่ต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ศิลปินของเรามีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และมีความคิดลึกซึ้งมากกว่า
ส่วนเรื่องข้อบกพร่องในการทำงานที่เราในฐานะเจ้าภาพได้รับ ประเด็นสำคัญคือความล่าช้าของทุก ๆ ประเทศ โยเฉพาะฟิลิปปินส์ที่ส่งผลงานและข้อมูลมาไม่ทัน สูจิบัตรจึงยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ทั้ง ๆ ที่งานเปิดไปแล้วตั้งแต่ 1 มิถุนายน (จากกำหนดเดิม 15 พฤษภาคม)และการจัดแสดงก็ไม่เหมาะสม อันเนื่องมาจากสถานที่คับแคบ จึงควรปรับปรุงขยับขยายหอศิลป์ของเราให้ดีกว่านี้ เพื่อเป็นหน้าเป็นตาในงานระดับนานาชาติที่จะต้องมีต่อไป
Pishnu Supanimitr “On the 1981 ASEAN Art Exhibition.” Year 27, Vol. 51, (14 June 1981) : 30 – 31.

By luck, Pisanu is invited to be on the organizing committee for the 1981 exhibition in Bangkok of paintings, prints and photos of the 5 ASEAN nations. Artists everywhere in ASEAN must take care of things in their art world, he notes. For example, the Indonesian artist attending the seminar for the exhibition has also been in charge of the collection, selection and sending of works of art, as well as the writing of critiques for the works on view, somewhat similar to the case of Sawat Tantisuk, the director of Chang Silpa College, who will also be showing and critiquing. Pisanu chats with Ittipol Tangchalok, who traveled to ASEAN countries to see the development of the various art circles. By comparison, Thailand’s progress looks pretty good. However, as host for the exhibition, Pisanu sees some problems. The works from the Philippines still have not arrived. The catalog (for which Pisanu is responsible) is not ready, and the National Gallery is a very narrow and crowded venue. How embarrassing to host an international show and to face foreign visitors under such circumstances!



พิษณุ ศุภ , “เขาคัดเลือกผลงานศิลปินอาเซียนกันอย่างไร” , ปีที่ 27 , ฉบับที่ 52 (21 มิถุนายน 2524 ) :28-29
มีบทความศิลปะบางบทที่พยายามชี้นำว่า ในการคัดเลือกผลงานเข้าแสดงงานจิตรกรรม ภาพพิมพ์ และภาพถ่ายของศิลปินอาเซียน 2524 นี้ มีการเล่นพรรคเล่นพวก ถึงขนาดกล่าวว่า ไม่ว่าการคัดเลือกงานศิลปะของประเทศใดก็มีการเล่นพรรคเล่นพวกทั้งสิ้น อ.พิษณุจึงได้อธิบายหลักการในการคัดเลือกผลงานศิลปินให้เป็นที่เข้าใจว่า
ตามหลักการแล้ว โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายให้เกิดความร่วมมือกันของศิลปินในภูมิภาคเดียวกัน การแสดงศิลปะจึงเป็นเพียงการเชิญทุก ๆ ประเทศให้ส่งผลงานเข้าร่วมแสดงโดยไม่มีการประกวด เพียงแต่ให้ทุกประเทศดำเนินการคัดเลือกหรือสรรหากันเอง อินโดนีเซีย มี Directorate of Art เป็นผู้เลือกสรร สิงคโปร์มีคณะกรรมการทางศิลปะระดับชาติเป็นผู้คัดเลือกศิลปิน มาเลเซียก็มีหอศิลป์แห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการเชิญศิลปิน ฟิลิปปินส์มี Cultural Center รับผิดชอบ ส่วนไทยเรานั้น เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาว่าจะมีการเล่นพรรคเล่นพวก อีกทั้งบทเรียนจากการเปิดการประกวดที่มีศิลปินส่งงานมาน้อย เราจึงใช้วิธีการทั้ง 2 แบบ คือ เชื้อเชิญศิลปินระดับสูง พร้อมกับมีการคัดเลือกผลงานของศิลปินหนุ่มสาวในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่ง คือเชื้อเชิญ 10 คัดเลือก 10 แต่ศิลปินเชื้อเชิญมีผู้ส่งงานมาเพียง 4 ท่าน จึงเพิ่มโควตาศิลปินคัดเลือกเป็น 16 คน
แต่คุณภาพของผลงานที่ได้รับคัดเลือกมานั้น ดูด้อยกว่าผลงานต่าง ๆ ที่เคยแสดงมาแล้วในกรุงเทพฯ เนื่องจากศิลปินส่งผลงานมาน้อย เพราะคิดว่าการคัดเลือกผลงานเพียง 10 ชิ้น ตนคงไม่มีหวัง อีกทั้งการแสดงครั้งนี้ไม่มีผลตอบแทน และมีการจำกัดขนาดของผลงาน (ไม่เกิน 120 cm.)ศิลปินที่มีผลงานชิ้นใหญ่กว่าจึงไม่ได้ส่ง
ส่วนภาพถ่าย มีสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยรับไปดำเนินการ คือส่งช่างภาพเชื้อเชิญ 8 คน ส่งงานคนละ 2 ชิ้น เป็น 16 ชิ้น ที่เหลืออีก 4 ชิ้นมาจากการคัดเลือก


Pishnu Supanimitr. “How Did They Select the Works for the ASEAN Exhibition?” Year 27, Vol. 52, (21 June 1981) : 28 – 29.

There have been murmurs about favoritism or cronyism in the selection of artist’s works for the ASEAN Exhibition. Some people say cronyism rules everywhere, which Pisanu calls too dark a view. Since the objective of the exhibition is simply to bring ASEAN artists together, and there is no competition, the selection process is defined only by the size and number of works which can be included. However, the whole process is in the hands of government officials of the 5 concerned nations. In Indonesia, the selection is entirely in the hands of one man, the Directorate of Art. In Singapore, likewise, no general announcement or invitation to artists to submit works was made. In Malaysia, a rather small National Gallery is put in charge of the process. The Philippines had a lot of conflict and were only going to send works in one branch. After recounting the methods used by the rest of the ASEAN participants, Pisanu describes the selection process in Thailand, which appears relatively enlightened by comparison.

กำจร สุนพงษ์ศรี , “ขออีกครั้งเถอะ...เรื่องงานแสดงศิลปกรรมฯครั้งที่ 27 (1)” ปีที่ 28 , ฉบับที่ 1 (28 มิถุนายน 2524 ) 30-31)
อ.กำจร ได้เสนอบทความนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นการโต้แย้งวิพากษ์ของอ.พิษณุ เนื่องจากตนตกเป็นผู้เสียหายจากข้อวิพากษ์ดังกล่าว ซึ่งมีข้อความพอจับเป็นประเด็นสำคัญในการคัดค้าน และโจมตีการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ของอ.พิษณุไว้เป็น 5 ข้อด้วยกัน และอ.กำจร ก็ได้ทำการชี้แจงไปตามหัวข้อดังนี้
1.การคัดค้านและโจมตีการดำเนินงานของผู้บริหารมหาวิทยาลัยศิลปากร (ศ.มรว.ทองใหญ่ ทองใหญ่ อธิการบดี และ รศ.ดร.เจตนา นาควัชระ รองอธิการบดี) โดยกล่าวหาว่า ดำเนินงานอย่างมีเลศนัยและขาดความรับผิดชอบ ซึ่งในประเด็นนี้ เป็นการพยายามของผู้บริหารในชุดของ ศ.มรว.ทองใหญ่ ที่ต้องการแก้ปัญหาการเล่นพรรคเล่นพวกภายใน ซึ่งมีมาตั้งแต่การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 15 แล้ว โดยการจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการ เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการตัดสิน แทนที่จะมีการแต่งตั้งเหมือนแต่ก่อน ซึ่งอาจทำให้คนบางกลุ่มเสียผลประโยชน์ที่ตนเคยได้รับ
2.คัดค้านโครงการดำเนินงาน คือการจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการ เพื่อทำหน้าที่ปรึกษา และร่วมกันสรรหาคณะกรรมการตัดสิน อ.กำจรเห็นว่า การเชื้อเชิญบุคคลจากสถาบันและองค์กรต่าง ๆ มาร่วมเป็นกรรมการอำนวยการนั้น เป็นเรื่องที่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งผู้แทนทุกคนต่างได้ใช้ความรู้ ความสามารถ และความคิดของตนเป็นอย่างดี ไม่ใช่เข้ามา “เออ ๆ ค่ะ ๆ” ตามที่อ.พิษณุกล่าว
3.คัดค้านฐานะผู้แทนของชมรมศิลปกรรมแห่งประเทศไทยว่า ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งกรรมการอำนวยการ ซึ่งเป็นปัญหาที่ผูกพันกับอ.กำจรโดยตรง เพราะผู้เขียนได้เข้าไปเป็นกรรมการอำนวยการในฐานะผู้แทนของชมรม โดยเริ่มแรก ทางชมรมก็มีความคิดแตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งไม่อยากให้ตัวเองเขข้าไปเกี่ยวข้องกับการประกวดของรัฐ เพราะจะทำให้เกิดปัญหาผูกพันตามมากับองค์กรอิสระอย่างนี้ อีกฝ่ายเห็นว่า ควรให้ความร่วมมือ เพราะจะเป็นการช่วยกันพัฒนาวงการศิลปกรรมด้วยกัน จนในที่สุดมีการลงมติ ฝ่ายทีเห็นว่าควรให้ความร่วมมือได้เสียงข้างมาก และจากการที่อ.พิษณุเห็นว่า กลุ่มศิลปินของไทยที่มหาวิทยาลัยศิลปากรยอมรับมีเพียงชมรมนี้เท่านั้นหรือ ผู้เขียนจึงชี้แจงว่า ชมรมนี้ประกอบด้วยสมาชิกถึง 600 คน ทั้งศิลปิน , ครู , นักศึกษา , ประชาชน และทำกิจกรรมด้านศิลปะมากมาย รวมไปถึงการเผยแพร่ความรู้ทางศิลปะด้วย ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มที่คิดถึงแต่ปัญหาของตนเองอย่างแคบ ๆ
ศิลปินที่กล่าวถึง : พิษณุ ศุภนิมิตร ,ทองใหญ่ ทองใหญ่ , เจตนา นาควัชระ

Kamchorn Soonpongsri. “One More Time, Please…the 27th National Art Exhibition (1).” Year 28, Vol 1, (28 June 1981)
กำจร สุนพงษ์ศรี , “ขออีกครั้งเถอะ...เรื่องงานแสดงศิลปกรรมฯครั้งที่ 27 (จบ)” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 2 , 5 กรกฎาคม 2524 (30-31)
4. คัดค้านและโจมตีคุณสมบัติของคณะกรรมการตัดสินงาน ซึ่งเป็นข้อที่น่ากลัวที่สุด เพราะอ.พิษณุไม่ได้เอ่ยนามบุคคลโดยตรง แต่ใช้วิธีให้เกิดการเดาเอาเอง อ.พิษณุโจมตีคุณสมบัติของกรรมการว่า
- ต้องไม่ใช่ศิลปินที่เคยเขี่ย ๆ งานมาสัก 4-5 ชิ้น ข้อนี้ หากย้อนกลับไปดูรายชื่อคณะกรรมการที่ผ่านมาตั้งแต่ครั้งที่ 1 คงสอบตกกันระนาว อีกทั้งนักวิจารณ์ และนักทฤษฎีศิลป์ชาวต่างประเทศชื่อดังอาทิ เฮอร์เบิต รีด , โรเจอร์ ฟลาย , อังเดร มัลโรต์ ฯลฯ ก็โชคดีที่ไม่ได้เกิดเป็นคนไทย
- ต้องไม่ใช้ศิลปินที่เคยโดนคัดงานออก และไม่เคยได้รับรางวัลในระดับสูงมาก่อน รวมถึงไม่เป็นศิลปินที่มีผลงานขายตัวเองอยู่ในตลาดการค้าขายศิลปะ คุณสมบัติเหล่านี้ อ.กำจรก็ยอมรับว่าตนก็บกพร่อง แต่หากจะมองหาผู้ที่มีคุณสมบัติครบตามนี้ คงมีแต่เทวดากับอ.พิษณุเท่านั้น
5. คัดค้านและโจมตีคุณภาพของผลงานที่แสดงในงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ด้วยเหตุเพราะศิลปินผู้มีชื่อเสียงและอัจฉริยภาพไม่ส่งผลงานร่วมประกวด แต่อ.กำจรได้ยกตัวอย่าง คุณไพรวัลย์ ดาเกลี้ยง ที่ได้รับรางวัลเหรียญทองจากการแสดงครั้งนี้ เกิดได้รางวัลที่ 1 ในการประกวดภาพเขียนของบัวหลวงอีก และคณะกรรมการส่วนใหญ่ก็เป็นชุดใหม่ จึงเป็นข้อพิสูจน์คุณภาพของศิลปินได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ศิลปินที่อ. พิษณุอ้างว่าพากันประท้วงโดยการไม่ส่งงานเข้าประกวด ต่างพากันนำผลงานไปประกวดในงานที่ธนาคารกรุงเทพ กับธนาคารกสิกรจัดขึ้น
ในตอนท้าย อ.กำจรได้สรุปว่า การโจมตีเรื่องการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ของอ.พิษณุมุ่งคัดค้านระบบโครงสร้าง , คณะกรรมการดำเนินงานทั้งหมด และผู้บริหารมหาวิทยาลัย เป็นการสร้างความระแวง แบ่งพรรคแบ่งพวกมากขึ้น รวมไปถึงสรรเสริญเยินยอบุคคลภายในกลุ่มตน ซึ่งทั้งหมดเป็นความคิดที่สวนทางกับความก้าวหน้าทั้งมวล

Kamchorn Soonpongsri. “One More Time, Please…the 27th National Art Exhibition (1).” Year 28, Vol 2 ( 5 July 1981)


พิษณุ ศุภ , “คุยกับอิทธิพล ตั้งโฉลก เรื่องศิลปะอาเซียน” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 3 , 12 กรกฎาคม 2524 (30-31)
ฉบับนี้ เป็นบทสัมภาษณ์อ.อิทธิพล ตั้งโฉลก เกี่ยวกับการแสดงจิตรกรรม ภาพพิมพ์ และภาพถ่ายของศิลปินอาเซียน ได้ความว่า โครงการนี้ เริ่มมาจากการที่ประเทศญี่ปุ่น ให้เงินอาเซียนเป็นกองทุนวัฒนธรรม และอาเซียนก็ได้ทำโครงการขึ้นมาทั้งหมด 10 โครงการ โครงการนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น อ.อิทธิพลได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของศิลปินที่มีผลงานอยู่ในการแสดงครั้งที่ 1 เพื่อเข้าร่วมประชุม ดูงาน และรับข้อเสนอแนะ ตลอดจนปัญหาต่าง ๆ เพื่อนำกลับมาประสานงานในการจัดงานครั้งต่อไป (คืองานที่สิ้นสุดไปนี้) อ.อิทธิพลยังได้เปรียบเทียบการดำเนินงานในโครงการทั้ง 2 ครั้งว่า ครั้งแรกที่จัดในประเทศอินโดนีเซียนั้น เป็นเพียงการจัดนิทรรศการในประเทศเท่านั้น ไม่มีนิทรรศการเวียน การประชุมและการเตรียมการต่าง ๆ ก็ไม่ก็ไม่พร้อม แต่จากการได้ไปอินโดนีเซียครั้งนั้น ทำให้ได้ศึกษาดูงานทางศิลปะจากประเทศอื่น ๆ ด้วย ซึ่งคุณภาพก็ใกล้เคียงกัน แต่การสนับสนุนของรัฐบาลเรามีน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด เราไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านศิลปะร่วมสมัยโดยตรง และเรายังมีความสับสนในเรื่องโครงสร้างของหน่วยงานที่รับผิดชอบทางศิลปะด้วย คือเดิม มหาวิทยาลัยศิลปากรอยู่ในความควบคุมของกรมศิลปากร ต่อมาเมื่อมีการแบ่งส่วนราชการใหม่ก็ไปขึ้นกับทางทบวงมหาวิทยาลัย การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติก็เลยติดไปด้วย ในขณะที่ทุกประเทศเขาจะมีหน่วยงานของรัฐบาล ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะที่มีอิสระ มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง
ศิลปินที่กล่าวถึง : อิทธิพล ตั้งโฉลก

Pishnu Supanimitr “ A Chat with Ittipol Thangchalok on the Art of ASEAN” Year 28, Vol 3 ( 12 July 1981)


พิษณุ ศุภ , “คุยกันเรื่องศิลปะอาเซียนต่อ (จบ)” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 4 , 19 กรกฎาคม 2524 (29-30)
ฉบับนี้เป็นบทสัมภาษณ์อ.อิทธิพล ตั้งโฉลกต่อเนื่องมาจากฉบับที่แล้ว สรุปความว่า ในด้านการบริหารจัดการศิลปะนั้น ประเทศอื่นๆ มีการสนับสนุนศิลปะที่ดีกว่าเรามาก แต่หากพูดถึงเรื่องของผลงานแล้ว ศิลปินชั้นนำของเรามีความสามารถมาก และมีความเป็นตัวของตัวเองไม่ซ้ำใคร การจัดงานครั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศค่อนข้างแย่ ทำให้งานทุกอย่างล่าช้าหมด
นอกจากนี้ยังมีการสัมมนาถึงความเคลื่อนไหวของศิลปกรรมร่วมสมัยและภาพถ่ายของอาเซียน แต่ละประเทศต่างตระหนักถึงคุณค่าของศิลปะแบบประเพณี และต้องการนำพื้นฐานจากศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิม ผสมผสานกับสิ่งแวดล้อมในสมัยปัจจุบันมาสร้างเป็นศิลปะร่วมสมัย ในด้านการครองชีพ ศิลปินทุกประเทศต่างประสบปัญหาคล้าย ๆ กัน มีข้อเสนอให้รัฐบาลในแต่ละประเทศลดภาษีขาเข้าของวัสดุและอุปกรณ์ทางศิลปะ และกระตุ้นให้สาธารณชนตระหนักถึงคุณค่าของศิลปะร่วมสมัยโดยผ่านสื่อมวลชน มีการพูดถึงความร่วมมือระหว่างศิลปินและช่างภาพ โดยจะตั้งเป็นสมาคมศิลปินอาเซียน แต่เรื่องนี้ กองทุนวัฒนธรรมอาเซียนไม่อาจให้เงินสนับสนุนได้ สุดท้ายจึงสรุปแต่เพียงตั้งศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข่าวสาร เอกสารที่เกี่ยวกับศิลปะและศิลปินในแต่ละประเทศ
ส่วนเรื่องของการจัดงานครั้งต่อไปที่มาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพ มีผู้เสนอให้เลือกศิลปินชั้นนำเพียงประเทศละ 4-5 คน โดยมีผลงานคนละ 3-4 ชิ้น เพื่อจะได้เห็นผลงานที่อยู่ในขั้นสำเร็จสุดยอด และยังมีการเสนอโครงการใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย
ศิลปินที่กล่าวถึง : อิทธิพล ตั้งโฉลก

Pishnu Supanimitr. “A Chat About the Art of ASEAN.” Year 28, Vol 4 (19 July 1981)


พิษณุ ศุภ , “ศึกสายเลือดอวสานแล้วหรือ” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 5 , 26 กรกฎาคม 2524 (29-30)
มีผู้ถามอ.พิษณุว่า ศึกสายเลือด ซึ่งหมายถึงความขัดแย้งในการจัดงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ที่เกิดขึ้นในหน้าศิลปวัฒนธรรมนี้เป็นเวลานาน ได้จบลงแล้วหรือ
ในทัศนะของอ.พิษณุ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็คือการเปิดโอกาสให้ทุก ๆ ฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น แสดงข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้เป็นความขัดแย้งถึงขนาดต้องใช้วิธีตอบโต้กันอย่างรุนแงเหมือนวงการอื่น ๆ อันที่จริง ที่เรารู้สึกว่าเป็นความขัดแย้งนั้น ก็เพราะเราทนต่อการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ไม่คุ้นต่อการวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สนามวิจารณ์ของเรายังไม่กว้างขวาง ขาดแคลนนักวิจารณ์ สำหรับอ.พิษณุเองก็เขียนวิจารณ์มานานนับ 10 ปี มีทั้งคนชองเมื่อถูกชม และคนเกลียดเมื่อถูกตำหนิ ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็พยายามจะวางตัวให้เป็นกลางอย่างที่สุดแล้ว เมื่อถามว่าศึกสายเลือดจบแล้วหรือ ผู้เขียนบอกว่าไม่มีศึกสายเลือดที่นี่

Pishnu Supanimitr “Has the Conflict Over the 27th Exhibition Ended Now?”Year 28, Vol 5 (26 July 1981)


พิษณุ ศุภ , “รางวัล “พิณทอง” เพลงไทย(เดิม)จะก้าวไปได้อย่างไร” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 6 ,
2 สิงหาคม 2524 (31-32)
การประกวดการแต่งเพลงไทย และเพลงไทยสากล รางวัลพิณทองที่อ.พิษณุได้มีโอกาสไปชมนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะให้เกิดการแข่งขัน และพัฒนาในด้านการประพันธ์เพลงไทย และเพลงไทยสากล ถือเป็นการให้เกียรติแก่ผู้ประพันธ์ หรือผู้สร้าง งานนี้มีเงินรางวัลสำหรับผู้ชระเลิศถึง 1 แสนบาท บางท่านกล่าวว่า การให้รางวัลสูงเช่นนี้ เป็นการเพาะนิสัยที่ไม่ดีให้กับศิลปิน เนื่องจากจะทำให้เกิดความโลภ ผลงานที่ได้มาก็ไม่บริสุทธิ์ แต่ผู้เขียนมองว่า เราควรพิจารณาจากเนื้องานเป็นสำคัญ งานที่มีคุณภาพก็ควรยกย่องส่งเสริม สำหรับค่าของเงินนั้น ไม่ว่าจะเป็นจำนวนมากเท่าใด ก็ไม่อาจเทียบได้กับค่าของการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้มนุษยชาติ นอกจากนี้ ศิลปินก็ควรได้รับการตอบแทนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ดำรงฐานะของตนได้
การประกวดครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทไทย(เดิม) และไทยสากล ในส่วนของเพลงไทย มีผู้ส่งงานเข้าประกวดเพียง 12 เพลง และได้รับรางวัล 3 เพลง การมีผู้ส่งงานเข้ามาน้อย แสดงให้เห็นว่าเพลงไทยที่มีการสร้างใหม่ของเรากำลังจะหมดไป ทุกวันนี้ การอนุรักษ์เพลงไทย เป็นเพียงการรักษาของเดิมที่มีอยู่ แต่ไม่ได้เกิดการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ เพลงที่ได้รับรางวัล แม้จะเป็นการประพันธ์ขึ้นใหม่ แต่ก็ไม่มีความแตกต่างจากเพลงไทยเดิมที่เราคุ้นหูกัน ผู้เขียนจึงอยากทราบว่า ในการสร้างสรรค์เพลงไทยเดิมนั้นมีกฎเกณฑ์จำกัดหรือไม่ เพราะหากเทียบกับงานศิลปะไทยประเพณี เรามีเพียงหลักเกณฑ์ กว้าง ๆ เช่นเรื่องรูปแบบ , เรื่องคตินิยม , เรื่องเทคนิค แต่เรามุ่งความสำคัญไปที่การสร้างสรรค์ใหม่มากกว่า


Pishnu Supanimitr. “The Golden Harp Award for Thai Songs – How Will It Go Forward?” Year 28, Vol. 6 (2 August 1981)


พิษณุ ศุภ , “รางวัล “พิณทอง” ระหว่าง “ในโลกบันเทิง” กับ “ผีเสื้อ” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 7 ,
9 สิงหาคม 2524 (32-33)
ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งจะพูดเรื่องเพลงไทยสากลบ้าง มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดถึง 483 เพลง มีเพลงที่ผ่านเข้ารอบ 13 เพลง เพลงที่ได้รับรางวัลทุก ๆ รางวัลล้วนมีคุณภาพสูง แต่ติดขัดตรงอันดับ ที่ผู้เขียนมองว่า เพลงที่ได้รองชนะเลิศ คือเพลง “ผีเสื้อ” ประพันธ์และขับร้องโดย คุณชรัส เฟื่องอารมณ์ น่าจะได้รับรางวัลที่ 1 แทนที่จะเป็นเพลง “ในโลกบันเทิง” ประพันธ์โดย ยงยศ แสงไพบูลย์ ขับร้องโดย ทิพวรรณ ปิ่นภิบาล เพราะ ผีเสื้อ มีเนื้อหาที่ใช้สัญลักษณ์ของความอิสระ และความงดงามของปรัชญาชีวิตมนุษย์เข้าไปด้วย ในขณะที่ ในโลกบันเทิง มีเนื้อหาที่ค่อนข้างจำกัดอยู่กับคนกลุ่มเดียว นอกจากนี้ ในบางเพลงยังพบว่า ผู้เรียบเรียงเสียงประสานสนุกกับการแสดงออกของตนจนมีความเด่นชัดเกินท่วงทำนองเดิม หรือไม่ได้อารมณ์อย่างที่ผู้ประพันธ์ต้องการเพราะขาดการประสานงานกัน
สิ่งสำคัญที่สุดที่อ.พิษณุต้องการเห็นคือ น่าจะมีการส่งเสริมในเรื่องการพัฒนาการสร้างสรรค์เพลงไทยให้ก้าวหน้าขึ้น จะได้ไม่ต้องมีคำว่า เพลงไทยเดิม ที่ฟังแล้วรู้สึกเหมือนไม่มีการสร้างสรรค์ใหม่ หรือเพลงไทยสากล ที่ทำให้คิดว่าไม่ใช่เพลงของเรา แต่เป็นเพลงไทยร่วมสมัยที่เข้ามามีส่วนร่วมกับวิถีชีวิตคนไทย และมีความสัมพันธ์กับโลกภายนอก


Pishnu Supanimitr. “The Golden Harp Award – Between Entertainment and Butterfly” Year 28, Vol. 7 (9 August 1981)


ดรรชนี ประดับนิล , “การประกวดสัญลักษณ์” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 9 , 23 สิงหาคม 2524 (33-34)
ฉบับนี้เป็นการเชิญชวนให้ผู้สนใจเข้าร่วมส่งประกวดสัญลักษณ์ของห้างสรรพสินค้าเมอร์รีคิงส์ โดยมีรางวัลสำหรับผู้ชนะ 50,000 บาท และรางวัลชมเชยอีก 3 รางวัล รางวัลละ 3,000 บาท ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า การจัดประกวดสัญลักษณ์ก็ถือเป็นการออกแบบ เป็นการสร้างสรรค์อีกประเภทหนึ่ง มีคุณค่าไม่น้อยกว่างานศิลปะประเภทอื่น ๆ เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้คนทั่วไปสามารถจดจำ และคุ้นเคยกับบริษัท ห้างร้านนั้น ๆ และการจัดประกวดเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์เหล่านี้ น่าจะได้รับการสนับสนุน เพื่อที่นักศึกษา หรือนักออกแบบของไทยจะได้มีโอกาสแสดงฝีไม้ลายมือ ดีกว่าการไปว่าจ้างชาวต่างประเทศในราคาแพง ซึ่งเท่ากับเป็นการดูถูกคนไทยด้วยกัน

Dachani Pradapnil. “Symbol Competition.” Year 28, Vol. 9 (23 August 1981)


พิษณุ ศุภ , “ถาวร โกอุดมวิทย์ ความสำเร็จของศิลปินหนุ่มแห่งยุค” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 10
(30 สิงหาคม 2524 ) :33-34 ถาวร โกอุดมวิทย์ ถือเป็นศิลปินหนุ่มรุ่นใหม่ อายุเพียง 25 ปี ซึ่งหากเทียบกับความสำเร็จของเขาแล้ว ดูจะมีมากกว่าคนอายุเท่า ๆ กันนั่นคือ เขาประสบความสำเร็จครั้งแรกจากการได้รับรางวัลเหรียญเงิน การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 25 และ 26 ล่าสุดก็คือได้รางวัลจากการประกวดศิลปกรรมของศิลปินกลุ่มประเทศเอเชีย 9 ประเทศ จากนั้นมา เขาก็ได้รับการยอมรับมากขึ้นในระดับนานาชาติ โดยได้ส่งผลงานไปแสดงในงานต่าง ๆ อาทิ งานภาพพิมพ์นานาชาติ ครั้งที่ 6 เมืองฟรีเช่น เยอรมัน , งานภาพพิมพ์นานาชาติที่ยูโกสลาเวีย อันเป็นการแสดงที่มีมาตรฐานสูงและเก่าแก่ที่สุด , การเป็นตัวแทนของศิลปินไทยในการแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยแห่งเอเชีย ณ พิพิธภัณฑ์ฟูกูโอกะ ญี่ปุ่น , ร่วมแสดงในงานประกวดโปสเตอร์นานาชาติ ในหัวข้อ “สิทธิมนุษยชน” ที่ประเทศฝรั่งเศสถาวรไม่ได้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ทั้ง ๆ ที่ได้รับการคาดหมายว่าน่าจะได้รับรางวัลสูงสุด นั่นเพราะไม่เห็นด้วยกับการกระทำของมหาวิทยาลัยศิลปากร และเปลี่ยนมาส่งประกวดการแสดงศิลปกรรมร่วมสมัย ปี 2524 ของธนาคารกสิกร ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมพร้อม ๆ กับรางวัลที่ 3 จากการแสดงจิตรกรรมฯบัวหลวง ของธนาคารกรุงเทพ
เวลานี้ น่าภูมิในที่เขาได้มีโอกาสแสดงผลงานเดี่ยวที่หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่มหาวิทยาลัยศิลปากร หันมาให้การสนับสนุนศิลปินหนุ่มรุ่นใหม่อย่างถาวร

Pishnu Supanimitr “Tavorn Ko-udomwit: Success of a Young Man of Our Time.” Year 28, Vol. 10 (30 August 1981)

พิษณุ ศุภ , “เรื่องของอดีตที่ก้าวไปสู่การสร้างสรรค์ในอนาคต” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 11 , 6 กันยายน 2524 (33-34)
ถาวร โกอุดมวิทย์ ศิลปินหนุ่มรุ่นใหม่ กำลังเปิดแสดงนิทรรศการผลงานภาพพิมพ์อยู่ที่หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ฉะนั้น ในฉบับนี้ จึงเป็นการพูดถึงแนวคิดและผลงานของถาวร โดยอ.พิษณุได้ท้าวความไปถึงพัฒนาการทางศิลปะของมนุษย์ จากความพยายามเลียนแบบธรรมชาติ มาสู่เป้าหมายแห่งการบรรลุพุทธิปัญญา ต่อมาก็เป็นการแสวงหาแนวทางใหม่ที่วิทยาศาสตร์ทำไม่ได้ จนกระทั่งศิลปะเริ่มหลุดออกมาจากกรอบเกณฑ์เดิม ๆ โดยศิลปินมีวิธีการมากมายที่ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเขียนภาพแบบอะคาเดมิค แต่หยิบเอาสัญญะจากสิ่งแวดล้อมมาแสดงออก ให้ตรงกับความรู้สึกของตน
จากประวัติศาสตร์ของศิลปะ ผู้เขียนได้เชื่อมโยงกับพัฒนาการของถาวร โดยผลงานของเขานั้น เริ่มแรกมีลักษณะเป็นงานภาพพิมพ์ 2 มิติ มุ่งแสดงเรื่องความรักต่อครอบครัว ต่อมา เขาจึงเริ่มนำวัสดุจริงมาใช้ เช่น ตู้ หมายถึงอดีตที่เป็นผู้สร้างชีวิตใหม่ ตะเกียง คือความหวังและแสงสว่าง เพื่อแสดงเรื่องของการเติบโตของมนุษย์ ต่อมาจึงเป็นการทดลองวัสดุจากกระดาษทำเอง โดยใช้ความหมายของการบรรจุหีบห่อ การเดินทาง การส่งไปรษณีย์ แสดงความหมายของการก้าวไปสู่อนาคต โดยมีพลังของอดีตเป็นตัวผลักดัน
ศิลปินที่กล่าวถึง : ถาวร โกอุดมวิทย์

Pishnu Supanimitr “ A Story From the Past Moving Toward a Creative Future.”Year 28, Vol 11 (6 September 1981)

พิษณุ ศุภ , “เรื่องของ”วันศิลป พีระศรี” วันนี้ก็จะสายไปเสียแล้ว” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 12 , 13 กันยายน 2524 (32-33)
วันศิลป พีระศรี ถือเป็นวันที่มีความสำคัญต่อผู้ที่อยู่ในวงการศิลปะเป็นอย่างมาก ถือเป็นภารกิจที่คนรุ่นหลังจะต้องทำ เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณความดีของท่านศาสตราจารย์ศิลป์ ที่ได้สร้างไว้ให้แก่ประเทศชาติ ความจริง วันนี้เป็นวันที่นักศึกษาสมัยหนึ่งกำหนดให้เป็นวันสำคัญขึ้นมา แต่จะทำได้ดีแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความสามารถของคณะกรรมการที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี
ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับสมาคมนักศึกษาเก่าเป็นผู้จัดอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะการจัดการต่าง ๆ จะได้มีความพร้อม หลังจากที่ 4-5 ปีที่ผ่านมา วันศิลป พีระศรี ดูซบเซาลงไปมาก นิทรรศการต่าง ๆ ก็จัดอย่างแกน ๆ
โอกาสนี้ อ.พิษณุจึงได้แนะนำให้ทางมหาวิทยาลัย จัดการรวบรวมผลงานของอาจารย์ที่กระจัดกระจายมารวมกันในหอศิลป์ของมหาวิทยาลัย เพราะผลงานเหล่านั้นถือเป็นประวัติศาสตร์ที่จะต้องเก็บรักษาวั้งสิ้น นอกจากนี้ น่าจะมีการปรับปรุงห้องทำงานของอาจารย์ ที่ได้เก็บรักษาให้คงสภาพเหมือนกับตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ให้อยู่ในสภาพดีขึ้น เป็นเหมือนหอศิลป์เล็ก ๆ ของประเทศ เดิมห้องนี้อยู่ภายใต้ความควบคุมของกรมศิลปากร แต่ไม่สามารถเข้ามาจัดการได้ เพราะโดยพฤตินัย ห้องนี้อยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยศิลปากร

Pishnu Supanimitr “Silpa Bhirasri Day: It Will Be Too Late.” Year 28, Vol.12, (13 September 1981) : 30 – 31.

The article features a prominent photo-montage of Professor Silpa Bhirasri working on the model for the monument to King Taksin. The founder’s memorial day rolls around every year and is dutifully dusted off for remembrance. This year Silpakorn University is co-organizing the event with the Alumni Association, which is a big improvement. It should, in fact, be an official holiday for the university. The observances have been rather thin lately – the exhibition by the members of the Faculty of Painting has been called ‘showing the corpse’ of Acharn Silpa. Pishnu supports the initiative to collect together the scattered works of the founder, along with surviving photos and other memorabilia in a single place - the great man’s old office. It would be an appropriate museum, but its present state is badly run-down. The heads of Silpakorn University and the Fine Arts Dept. should get together and set this right. Waiting too long risks having this historical record crumble away.

พิษณุ ศุภ , “ความบริสุทธิ์ของเด็ก กับนิทรรศการหนังสือการ์ตูน” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 13 ,
20 กันยายน 2524 (31-32)
อิทธิพลของสื่อ โดยเฉพาะภาพยนตร์ และหนังสือการ์ตูนนั้น ส่งผลต่อพฤติกรรมการแสดงออก และบ่มเพาะความก้าวร้างในตัวเด็ก ๆ เป็นอย่างมาก เวลานี้ผู้ใหญ่ที่ไม่มีความรับผิดชอบหลายคนได้จำหน่ายการ์ตูนลามกแก่เด็ก ๆ ซึ่งการ์ตูนเหล่านี้ได้ถูกวางแทรกอยู่บนแผงหนังสือการ์ตูนธรรมดา ฉะนั้น เราในฐานะผู้ใหญ่เองก็ควรช่วยกันรณรงค์ต่อต้านการ์ตูนประเภทนี้ และสนับสนุนให้มีหนังสือที่มีประโยชน์แก่เด็ก ๆ
ธนาคารกสิกรไทย ได้จัดให้มีการประกวดการ์ตูนสำหรับเด็กขึ้น เพื่อมุ่งส่งเสริมจริยธรรมของเด็ก และพัฒนาการสร้างสรรค์ทางศิลปะในเวลาเดียวกัน ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมประกวดมากมายถึง 202 เรื่อง ได้รับคัดเลือกให้เข้ารอบรองชนะเลิศ 45 เรื่อง และได้รับรางวัลทั้งหมด 7 รางวัล นอกจากนี้ ยังมีผลงานของนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพให้ชมกันในงานอีกด้วย
ศิลปินที่กล่าวถึง : ประยูร จรรยาวงษ์ , อรุณ วัชระสวัสดิ์ , ประยุต เงากระจ่าง , รงค์ แห่งชัยพฤกษ์ , วิโชค มุกดามณี

Pishnu Supanimitr. “The Innocence of Children and an Exhibition of Picture Storybooks.” Year 28, Vol. 15 (20 September 1981)

พิษณุ ศุภ , “นิทรรศการการประกวดหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็ก” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 14 ,
27 กันยายน 2524 (31-32)
เป็นบทความต่อเนื่องมาจากสัปดาห์ที่แล้ว เรื่องการประกวดการ์ตูนสำหรับเด็กว่า ลิขสิทธิ์ของผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมดตกอยู่กับธนาคารกสิกร แต่ทางผู้จัดก็ได้คืนลิขสิทธิ์แก่เจ้าของไป เพราะต้องการให้ของดี ๆ อย่างนี้ได้รับการเผยแพร่ให้มากที่สุด ส่วนรางวัลที่ 1 และที่ 2 ทางผู้จัดจะพิมพ์จำหน่ายเพื่อนำเงินเข้าสาธารณกุศลต่อไป และเหตุที่ไม่แจกฟรีเพราะเหมือนนำของดีไปทิ้งขว้าง ผู้ให้ก็ไม่เห็นคุณค่า
วิธีการคัดเลือกและตัดสินผลงานนั้น แบ่งเป็น 3 รอบ คือ รอบแรก เป็นการคัดเอาคุณภาพทางฝีมือในการเขียนการ์ตูนก่อน โดยยังไม่พิจารณาเนื้อเรื่องให้ละเอียดนัก รอบที่สอง จะให้คณะกรรมการพิจารณาอย่างละเอียด จากการอ่านเรื่อง และดูภาพประกอบกัน ส่วนรอบสุดท้าย เป็นการให้คะแนน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ คะแนนด้านศิลปะและฝีมือ และ คะแนนสำหรับแนวคิดและการสื่อความหมาย เรื่องที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ คือเรื่อง “เปลือกหอยกับความสุข”ของ น.ส.สุธีรา สาธิตภัทรีภาพและ นายมานิต ประภาษานนท์ จากเนื้อเรื่องที่พูดถึงการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน รางวัลรองชนะเลิศคือ “ลูกเสือหาเหยื่อให้แม่” ของวาณิช จรุงกิจอนันต์ และเกษมศักดิ์ ตรานุชรัตน์ จากเนื้อเรื่องที่ว่าด้วยความกตัญญู และภาษากวีสละสลวยของวาณิช
ศิลปินที่กล่าวถึง : วาณิช จรุงกิจอนันต์


Pishnu Supanimitr. “Exhibition of Children’s Picture Storybooks.” Year 28, Vol 14, (27 September 1981) : 31 – 32

Pishnu takes this opportunity to emphasize the importance of children’s storybooks and to urge his readers to visit the exhibition. More than 200 books were entered in the competition, but 179 were eliminated because they did comply with the rules of the contest. Some entries were written, illustrated and bound by the same person. Others were put together by a writer and an illustrator. Still others were the work of a team of specialists. Authors and illustrators in Bangkok sent 93 entries; writers from the provinces sent 86. The panel of 10 judges, led by Dr. Ekawit Na Talang of the Department of Curriculum and Instruction Development, put the quality of illustration as their first consideration, reasoning that illustrations are the heart of children’s storybooks. There were 45 entries which passed this round. Eventually, 16 books were recognized as worth of note, with prizes awarded to 7. The top prize went to Miss Sutira Satitsatriparp and Manit Prapatanand for their story, “Seashells for Happiness,” which tells of a collector of seashells who overcomes his own selfishness and shares some of his treasure with a needy child. The second prize went to Wanit Jaroongkitanand and Kasemsak Tranuchrat, two well known writers. Their entry, “Tiger Baby Hunts Prey For His Mom,” is about the importance of gratitude. Wanit’s text is particularly beautiful. While the publishing rights for the top winners were to go to Thai Farmers Bank, the bank is returning these rights to encourage the authors. The first and second prize winners will be published by the organizers, and sold at a low price intended to encourage children to buy the books. Money from the sales will go to a public charity.

พิษณุ ศุภ , “เงินก้อนโต กับการฉลอง 200 ปี กรุงเทพฯ” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 15 , 4 ตุลาคม 2524 (31-32)
การเฉลิมฉลอง 200 ปี กรุงเทพมหานครนั้น เป็นเรื่องที่ควรกระทำเพราะเป็นการแสดงประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศ แต่การที่รัฐทุ่มเงินจำนวนมหาศาล เพื่อให้หน่วยงานราชการทั่วประเทศจัดงานนี้อย่างยิ่งใหญ่เกินความจำเป็น ดูจะเป็นการสุรุ่ยสุร่ายเกินไป อีกทั้งยังผิดเป้าหมาย เพราะกรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเทศไทยทั้งหมด และถ้าจะทำเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองประเทศ ก็เป็นเรื่องควรทำสำหรับประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราช ซึ่งไม่ใช่เรา หากเน้นฉลองกรุงเทพฯอย่างที่ว่ามาแล้ว รัฐบาลก็ควรที่จะฉลองกรุงเมืองอื่น ๆ อีกหลายเมืองด้วย เพราะแต่ละเมืองก็มีความสำคัญต่อประเทศทั้งนั้นนอกจากนี้ การเริ่มต้นการทำงานก็ล่าช้า งานบางอย่างก็ทำอย่างรีบเร่ง บางโครงการก็ดูท่าว่าจะเสร็จไม่ทัน ซึ่งจะทำให้ได้ผลงานที่ไม่สมบูรณ์ และอาจมีการรั่วไหลของงบประมาณ เช่น โครงการบูรณะซ่อมแซมวัดพระแก้ว , การประกวดราคาเครื่องหมายที่ใช้ในงาน , การประกวดโปสเตอร์ ฯลฯ โครงการเหล่านี้ใช้เงินจำนวนมหาศาล แต่ผลงานที่ได้กลับไม่เป็นที่พอใจของประชาชน บางโครงการจัดขึ้นมาโดยไม่รู้วัตถุประสงค์ ดูไม่คุ้มกับเงินของชาติ อ.พิษณุจึงเตือนให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ระมัดระวังการใช้จ่ายให้ดี และจับตาดูการทำงานในแต่ละโครงการอย่างใกล้ชิด มิฉะนั้น เงินภาษีของประชาชน จะสูญหายไปอย่างไร้ประโยชน์

Pishnu Supanimitr _. “ A Bundle of Money and the Bicentennial Celebration.” Year 28, Vol 15 (4 October 1981)

พิษณุ ศุภ , “ปฏิทินการประกวดศิลปกรรมของศิลปินผู้ยากไร้” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 16 , 11 ตุลาคม 2524 (31-32)
ฉบับนี้เป็นการรายงานข่าวการประกวดศิลปกรรมต่าง ๆ ในรอบปี เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ศิลปินได้ทบทวน และเตรียมตัวกันล่วงหน้าในปีถัดไป
1. การประกวดหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็ก จากเดิมที่ผู้จัดคิดว่าจะจัดพิมพ์การ์ตูนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ และรองชนะเลิศเพื่อจัดจำหน่าย เปลี่ยนมาเป็นการแจกฟรี โดยขอได้จากธนาคารกสิกรไทย
2. นิทรรศการศิลปะของสมาคมฯในงานนานาชาติ คือศิลปะสมาคมระหว่างชาติ นำโดยคุณมีเซียม ยิปอินซอย ร่วมกับโรงแรมแอมบาสเดอร์ ได้จัดนิทรรศการศิลปะของสมาชิกสมาคม เนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยได้จัดให้มีการประชุมใหญ่ระดับนานาชาติ 2 ครั้งที่โรงแรมแห่งนี้
3. ศิลปกรรมของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นการแสดงศิลปกรรมของธนาคารเนื่องในโอกาสเปิดสำนักงานใหญ่ โครงการนี้ได้มีการเลื่อนกำหนดถึง 2 ครั้ง เพราะตัวอาคารสำนักงานใหญ่สร้างไม่ทัน งานนี้มีทั้งการประกวด ในแบบศิลปะร่วมสมัยและศิลปะไทยประเพณี และศิลปินเชื้อเชิญ
4. การประกวดภาพเขียนสมโภชกรุงเทพฯ 200 ปี จัดโดยธนาคารกสิกรไทย โดยมีแนวเรื่องต้องแสดงจุดเด่นที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ของแต่ละรัชสมัยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
5. การประกวดเพลงไทยและเพลงไทยสากลรางวัล “พิณทอง” ของธนาคารกสิกรไทยเช่นกัน เพลงที่แต่งต้องไม่เคยนำออกบรรเลงในที่สาธารณะมาก่อน และต้องแต่งทั้งคำร้องกับทำนองขึ้นใหม่ ไม่เกี่ยวข้องกับผู้จัด หรือการโฆษณาทางการเมือง ศิลปินที่กล่าวถึง : มีเซียม ยิปอินซอย

Pishnu Supanimitr. Exhibition Schedule for Impoverished Artists.” Year 28, Vol.16, (11 October, 1981) : 31 – 32.

This week’s report on exhibitions into 1982 is a calendar for the artists who are still struggling to ‘make it.’
- A note on the contest for best children’s cartoon books sponsored by Thai Farmers Bank. The exhibition was quite well received. Publishers should contact Thai Farmers Bank if they wish to negotiate with the authors about further editions.
- Second, the International Association of Artists in Thailand is organizing an exhibition by its members at the Ambassador Hotel to coincide with two international seminars being held at the hotel. Members should send their work not later than 19 October.
- Third, regarding the well publicized exhibition sponsored by the Bank of Thailand to celebrate the opening of their new head office, organizers will begin receiving entries in mid-November.
- Fourth, the Thai Farmers Bank is celebrating Bangkok’s bicentennial with an exhibition. The entries should depict the outstanding moments, characteristics and traditions in the various reigns of the Rattanakosin period. Many generous purses as prizes for this show.
- Finally, Thai Farmers Bank also sponsors the 2nd Pintong competition to compose traditional Thai music, receiving entries since 31 January, 1982. Struggling artists can compete for purses rather than investing at risk for their own one-man-show.


พิษณุ ศุภ , “ทางที่ต้องสวนทางกันเองของผู้สร้างหนัง (ไทย) กับนักวิจารณ์” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 17 , 18 ตุลาคม 2524 (31-32)
คุณสนานจิตต์ บางสะพาน ได้อ้างชื่ออ.พิษณุในคอลัมน์บันเทิง เกี่ยวกับเรื่องของหนังไทย ทำให้อ.พิษณุอยากเขียนถึงหนังไทยในคอลัมน์ศิลปวัฒนธรรมบ้าง เพราะยังไม่เคยเขียนถึงหนังไทยโดยตรงมาก่อน
โดยภาพรวมแล้ว หนังไทยในช่วงเวลานี้กำลังอยู่ในภาวะตกต่ำ เพราะรัฐบาลชุดก่อนหันมาเอาใจผู้สร้างหนังไทยโดยการขึ้นภาษีหนังต่างประเทศ พวกนายทุนจึงหันมาเก็งกำไรจากหนังไทย ทำให้คนทำหนังต้องเร่งผลิตเพื่อสนองความต้องการของตลาดให้มาก คุณภาพของหนังจึงด้อยลงและเนื้อเรื่องก็วนเวียนซ้ำซาก
แต่อย่างไรก็ดี อ.พิษณุก็เลือกที่จะดูหนังไทยมากกว่าหนังฝรั่ง เพราะต้องการความบันเทิงแบบไร้สาระ ไม่ต้องคิดอะไรนอกจากหัวเราะลูกเดียว และการจับผิดหนังก็เป็นความสนุกอีกรูปแบบหนึ่งของอ.พิษณุ นอกจากนี้ ผู้เขียนยังต้องการดูให้รู้กับตาของตนเองว่า หนังไทยที่ว่าตกต่ำนั้น มันจะไปถึงขนาดไหนแต่ในฐานะนักวิจารณ์ จะต้องเป็นผู้ประเมินคุณค่าของหนังเรื่องนั้น ๆ ให้คนดูเข้าใจว่า ความเป็นศิลปะของหนังอยู่ตรงไหน หนังเรื่องนี้ ดีหรือไม่ดีอย่างไร ตามทฤษฎีและหลักวิชาที่ร่ำเรียนมา เพราะคุณภาพของหนัง ไม่ได้วัดที่การลงทุนสูง หรือใช้ดารายอดนิยม ฉะนั้น แนวทางของคนทำหนังกับนักวิจารณ์จึงเดินสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เพราะคนทำหนังมักมองที่เรื่องของผลทางธุรกิจเป็นตัววัดความสำเร็จ ถ้าอยากให้หนังไทยเป็นหนังที่ดีมีคุณค่าทางศิลปะ ในขณะเดียวกันก็ทำเงินได้อย่างหนังฝรั่งเขาทำกัน ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างน้อย ๆ ก็อย่างเป็นอริกับนักวิจารณ์ เพื่อทำสิ่งที่นักวิจารณ์ว่าไว้มาปรับปรุงงานให้ดีขึ้น

­­ Pishnu Supanimitr "Producers of Thai Movies and Critics: Going in Opposite Directions.” Year 28, Vol 17 (18 October, 1981) : 31 – 32.


พิษณุ ศุภ , “เรื่องของผู้สร้างหนัง (ไทย) กับนักวิจารณ์อีกที” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 18 (25 ตุลาคม 2524) :36-37
ต่อเรื่องของการเก็บอุดมการณ์ของคนทำหนังไว้ เมื่อต้องการนำเงินเข้ากระเป๋าของคนทำหนังไทยในระดับแนวหน้า คนสร้างหนังไทยมักอ้างว่าเขาสร้างศิลปะเพื่อประชาชน แต่หนังที่เขาทำมาแต่ละเรื่องกลับทำแบบสุกเอาเผากิน แนวเรื่องก็ซ้ำซาก ไม่มีการสร้างสรรค์ใหม่ เพราะคนทำไม่กล้าทำหนังที่นอกเหนือไปจากแนวเรื่องเดิม ๆ ซ้ำยังเป็นที่นิยมของตลาดและนายทุน จึงมุ่งทำหนังเพื่อป้อนตลาดกลุ่มชาวบ้านกลุ่มเดียว จึงน่าจะมาช่วยกันคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะพยุงสถานะของหนังไทยไว้ได้ ในขณะเดียวกันก็สร้างหนังให้มีคุณภาพด้วย
อันที่จริง ถ้าจะทำหนังไทยให้ดีก็ทำได้ เพราะเรามีวัตถุดิบที่ดี คือนักแสดงที่มีฝีมือ และเราก็จับแนวเรื่องที่คนไทยชอบได้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับคนทำว่าจะใช้วัตถุดิบเหล่านี้มาผสมผสานให้มีทั้งสาระและศิลปะได้อย่างไร คนทำหนังที่มีคุณภาพ ต้องมีอุปกรณ์และแนวทางของตนตามที่ถนัด ไม่ใช่ตลาดอยากได้แบบไหนก็สร้างได้หมด แต่คนคุณภาพแบบนี้ดูจะหาได้ยากในบ้านเรา

Pishnu Supanimitr “About Making Movies (Thai) and Critics – One More Time.” Year 28, Vol. 18, (25 October 1981) : 36 – 37.

Talking about Thai movies and critics last week, Pishnu continues to finish his line of thinking. He was addressing the ideals of filmmakers, which are pressured by the need to earn at the box office. Some filmmakers who say they make films for the enjoyment of the majority of Thai people – i.e. the country people – are being false. Pishnu decries the quality of too many Thai movies, urging local filmmakers to take a wider, more varied view of possible film stories. He expounds on movies as a kind of art, and about the artists who make them. Like other artists, filmmakers have ideals and face the creative demands of their art. Compared with many foreign filmmakers who have become great working freely with plenty of budget, Thai filmmakers have a difficult road ahead. Even so, with so many fine actors, actresses and directors in Thailand, there is still reason for optimism.

พิษณุ ศุภ , “เรื่องที่ไม่ (น่า) เป็นเรื่อง” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 19 , 1 พฤศจิกายน 2524 (35-36)
ฉบับนี้เป็นการนำเรื่องเล็ก ๆ ที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ที่ส่งผลกระทบต่อวงการศิลปะ เรื่องแรก สยามรัฐรายวัน หน้าบันเทิง ได้นำรูปการแสดงศิลปะของนักเรียนช่างศิลป์มาลงพร้อมคำบรรยายที่สอดแทรกความคิดเห็นว่า
“การแสดงผลงานนี้ก็นับเป็นนิมิตหมายอันดีของอนาคตของวงการศิลปะในเมืองไทย ถ้าต่อไปจะไม่แบ่งก๊กแบ่งเหล่ากันเหมือนศิลปินรุ่นพี่”
ข้อความเช่นนี้ ดูเหมือนผู้เขียนต้องการจะบอกให้คนอ่านเข้าใจว่า วงการศิลปะนี้แตกความสามัคคี ซึ่งในความเป็นจริง สืบเนื่องมาจากข้อขัดแย้งในเรื่องการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 นั้น ก็คือการตอบโต้กันทางหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น เป็นการแสดงความคิดเห็นที่ก่อให้เกิดกระบวนการพัฒนาทาง
ความคิด ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าการแสดงความคิดเห็นมา แล้วมีแต่ความเงียบ ไม่มีการโต้แย้ง การแสดงความเห็นคัดค้านหรือสนับสนุนใด ๆ เกิดขึ้น เพราะนั่นหมายถึงการตายทางปัญญาของมนุษย์
เรื่องต่อมา ข่าวลงวันที่ 2 กันยายน 2524 จั่วหัวไว้ว่า “วงการศิลปะเมินงานฉลอง 200 ปีอาจร่วมมือถ้ามีผลประโยชน์” เป็นการลงข่าวที่กล่าวหาว่าคนทำงานศิลปะเป็นผู้ที่ทำงานแบบตัว
ใครตัวมัน ไม่ค่อยสนใจที่จะทำกิจกรรมเพื่อสังคม นอกเสียจากจะมีรางวัลหรือผลตอบแทนที่สูงเป็นสิ่งจูงใจ การเขียนข่าวแบบนี้ ถือเป็นเรื่องที่เสียหายต่อทุกวงการ ทั้งวงการนักข่าวเอง และวงการศิลปะ
อันที่จริงนั้น การที่ศิลปินทำงานศิลปะใดขึ้นมา ผลงานนั้นก็ถือเป็นสมบัติของชาติอยู่แล้ว สำหรับงาน 200 ปีนี้ ก็มีการดำเนินงานในเรื่องศิลปวัตถุมากมาย ทั้งการซ่อมบำรุงโบราณสถาน การจัดทำตำราวิชาการ การเขียนรูปเข้าประกวด รวมทั้งการทำงานส่วนตัวของศิลปิน การเสนอข่าวเช่นนี้ อ.พิษณุเห็นว่าเป็นข่าวของผู้หาข่าวที่ตั้งจุดหมายไว้แล้ว แต่ไปหาข่าวไม่ได้ หรือพบแหล่งข่าวที่ไหนไม่รู้ และเจาะข่าวไม่ลึกพอ รีไรท์เตอร์ก็เอามาใส่สีสันจนบิดเบือนความเป็นจริง
ข่าวสุดท้าย คือเรื่องที่ถวัลย์ ดัชนี ให้สัมภาษณ์แก่สยามรัฐฉบับวันที่ 2 ตุลาคม 2524 ว่า “เมืองไทยไม่มีศิลปินแท้ มีแต่นักล่าเงินรางวัล” เขาไม่ยอมรับการเป็นศิลปินของคนที่ประกอบอาชีพอื่นด้วย มีเพียงตนเองและอังคาร กัลยาณพงศ์อีกคน ซึ่งข่าวนี้ อ.พิษณุจะพูดถึงต่อในสัปดาห์หน้า
ศิลปินที่กล่าวถึง : ถวัลย์ ดัชนี , อังคาร กัลยาณพงศ์

Pishnu Supanimitr. “Something That Shouldn’t Be an Issue.” Year 28, Vol. 19 (1 November, 1981) : 35 – 36.


พิษณุ ศุภ , “เมื่อศิลปินพูดว่า ครูศิลปะเป็นได้แค่ควายบ้าน” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 20 , 8 พฤศจิกายน 2524 (34-36)
ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว คือการให้สัมภาษณ์ของคุณถวัลย์ โดยเขาได้เปรียบเทียบว่า ศิลปินนั้น ก็เหมือนควายป่าที่ต้องออกหาอาหารเอง ในขณะที่ครูสอนศิลปะเป็นได้แค่ควายบ้านที่มีเจ้าของคอยหาอาหารให้ ตกเย็นก็กลับมาเคี้ยวเอื้องที่บ้านทุกวัน ไม่มีเกียรติยศ ฉะนั้น คนที่จะได้ชื่อว่าเป็นศิลปิน ก็ไม่ควรประกอบอาชีพอื่นใดเลยนอกจากการทำงานศิลปะ ซึ่งเขาสรุปว่า ในประเทศไทยมีศิลปินอยู่เพียง 2 คน คือตัวเขาเอง และอังคาร กัลยาณพงศ์ โดยเฉพาะตนเองนั้นถือว่าเป็นผู้ถึงพร้อมที่สุดในทุก ๆ ด้าน อีกทั้งยังมีหอศิลป์เป็นของตนเอง ในตอนท้าย วิโรจน์ เจียมจิราวัฒน์ ศิลปินอิสระได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ศิลปินของเรานั้นส่วนมากทำงานเพื่อหวังเงินรางวัลในการประกวด เห็นแก่อามิสสินจ้าง
อ.พิษณุมองว่า เรื่องของนิยามความเป็นศิลปิน อยู่ที่แต่ละคนจะมองอย่างไร ตั้งแต่แง่มุมที่หยาบที่สุดเช่นเรื่องการแต่งตัวประหลาด ๆ พูดจาแปลก ๆ ก็เป็นศิลปินได้ในสายตาของคนกลุ่มหนึ่ง หรือจะดูกันให้ละเอียดจากผลงานของศิลปินแต่ละคนก็ได้เช่นกัน สำหรับคุณถวัลย์มองไปในเรื่องการประกอบอาชีพเป็นสำคัญ ศิลปินในทัศนะของเขาจะต้องเขียนรูปอย่างเดียว
แต่ไม่ว่าจะเป็น ควายป่า หรือ ควายบ้าน ก็เขียนรูปเหมือนกันทั้งสิ้น ควายบ้านเสียอีกที่ยังมีประโยชน์ต่อมวลชน พยายามเข้ากับคน รับใช้ประชาชน ไม่ตัดช่องน้อยเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานเหมือนควายป่า นอกจากนี้ ศิลปินเอกของโลกมากมายที่ประกอบอาชีพอื่นด้วย
วงศ์ อาชีวะได้เขียนท้วงเรื่องนี้ว่า การเป็นครูนั้นถือเป็นอาชีพที่ต้องมีทั้งคุณธรรมและจรรยาบรรณ ฉะนั้น จะเป็นการดีกว่าถ้าหากครูสอนศิลปะ นักวิชาการ และศิลปินเป็นคนคนเดียวกัน เพราะหากศิลปินไม่มีวิญญาณของความเป็นครู ศิลปะก็คงหายสาบสูญไปจากวงการ
ส่วนประเด็นของคุณวิโรจน์ อ.พิษณุจะไม่ขออธิบายอีกว่าการประกวดให้ประโยชน์ต่อวงการศิลปะอย่างไร เพียงแต่ต้องการเตือนว่า หากเราใช้เกณฑ์นี้มาวัดจริง ๆ ประเทศไทยก็ไม่มีศิลปินเลยสักคน ไม่ว่าจะเป็นถวัลย์ หรือวิโรจน์
ศิลปินที่กล่าวถึง : ถวัลย์ ดัชนี , อังคาร กัลยาณพงศ์ , วิโรจน์ เจียมจิราวัฒน์


Pishnu Supanimitr. “When Artists Said that Art Teachers Are Just Water Buffalo.” Year 28, Vol. 20, (8 November 1981) : 34 – 35.
As he was saying last week, it may seem to be nonsense, but when an important artist says something, it may be serious and needs to be discussed. Tawan Dachani said recently that,” Thailand has no real artists, only purse chasers…It’s hard to find a real artist, especially around Na Phra Larn road. They never had any real artists there.” Pishnu discusses the statements by Tawan and his compatriots, Ankarn Kalyanapongse and Wirote Jiamjirawat attacking Thai artists who are also civil servants and (university / college) art teachers. The critcs suggest that artists who are civil servants are the slaves of their masters. Pishnu describes a whole spectrum of ‘types’ of artists, beginning with strangely dressed and weirdly behaving eccentrics and ending with dedicated and principled professionals of the art world. Pishnu acknowledges the right and even the need of artists to make dramatic and provocative public pronouncements. However, he maintains that salaried artists (‘domestic buffalo’) are as useful to the people as the independent artists (‘wild buffalo’).



พิษณุ ศุภ , “การออกแบบเครื่องหมาย คนไทยก็ทำได้” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 21 , 15 พฤศจิกายน 2524 (29-31)
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ห้างเมอร์รี่คิงส์ ได้จัดประกวดแบบสัญลักษณ์ขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจระคนยินดี เพราะโดยปกติแล้ว ไม่ค่อยมีใครใส่ใจกับเรื่องศิลปะการออกแบบมากนัก โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้านายห้าง
บ้านเรานั้น อาจแบ่งประเภทของนักลงทุนได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มแรกเป็นพวกที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องของศิลปะเลย เครื่องหมายการค้าจะเป็นรูปอะไรก็ได้ กลุ่มที่สองอาจสนใจเรื่องอการออกแบบบ้าง แต่ไม่มีมารยาทของนักออกแบบที่ดี คือไปขโมยเครื่องหมายการค้าของต่างประเทศไกล ๆ มาดัดแปลง หรือบางทีก็เอามาใช้ทั้งดุ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดจรรยาบรรณเป็นอย่างยิ่ง กลุ่มสุดท้าย คือประเภทที่เห็นความสำคัญของการออกแบบมากเกินไป ถึงกับว่าจ้างนักออกแบบฝรั่งราคาเป็นล้าน โดยไม่คิดว่าบ้านเราก็มีนักออกแบบที่มีความสามารถ ทำให้เงินตรารั่วไหลโดยไม่คุ้มค่า
ฉะนั้น การส่งเสริมคนไทยด้วยกันเองโดยการจัดให้มีการประกวดนี้ จึงเป็นโครงการที่น่าชื่นชม เพราะนอกจากจะได้เครื่องหมายที่มีคุณค่าทางศิลปะแล้ว เงินทองก็ไม่รั่วไหลไปไหน และน่าจะเป็นแบบอย่างให้บริษัท , ห้างร้านอื่น ๆ ได้ทำต่อไป

­­Pishnu Supanimitr. “ Designing Signs : Thai People Can Do It” Year 28, Vol. 21 (15 November, 1981) : 29 – 31.


พิษณุ ศุภ , “ควันหลงจากวันศิลป พีระศรี” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 22 , 22 พฤศจิกายน 2524 (31-32)
ฉบับนี้ เป็นการนำข่าวซึ่งถือเป็นควันหลงจากวันศิลป พีระศรีมาเสนอ มีทั้งข่าวที่เป็นมงคลและไม่เป็นมงคลดังนี้
ข่าวแรก คือการที่กรมศิลปากรได้เจียดงบประมาณจากโครงการฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปีมาใช้ซ่อมแซมห้องทำงานของท่านอาจารย์ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานและเป็นสมบัติของชาติต่อไป
ข่าวที่สอง มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้เสนอเรื่องการพิมพ์ดวงตราไปรษณียากรเป็นรูปอาจารย์ศิลป เพื่อเป็นการให้เกียรติในฐานะที่ท่านเป็นศิลปินของกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เรื่องนี้ติดขัดตรงที่ ผู้ใหญ่ในกรม
ไปรษณียโทรเลขไม่ยอม เพราะติดขัดในเรื่องที่ท่านอาจารย์ไม่ใช่คนไทย ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าการเป็นศิลปินนั้น ไม่ได้กำหนดว่าเป็นของเชื้อชาติใดโดยเฉพาะ ท่านเป็นของสากล ขอให้ดูที่การอุทิศตัวของท่านเพื่อเมืองไทยจะดีกว่า
ข่าวที่สาม เป็นการเก็บตกมาจากหน้าบันเทิง ของหนังสือพิมพ์มาตุภูมิ เขียนโดยแว่นแก้ว กรอบทอง ความสรุปว่า เมื่อวันศิลป พีระศรีที่ผ่านมา สถาบันเกอเธ่ ถนนพระอาทิตย์ได้จัดงานเพื่อรำลึกถึงท่านอาจารย์ศิลปขึ้น โดยมีศิลปินน้อยใหญ่มาร่วมงานมากมาย และได้มีการเชื้อเชิญศิลปินอาวุโสขึ้นไปกล่าวรำลึกถึงท่านอาจารย์ เมื่อถึงคราวของถวัลย์ ดัชนี ขึ้นไปกล่าว ในช่วงท้ายก่อนจบท่านได้โยนลูกไปให้ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ให้ขึ้นมากล่าวต่อ ส่วนคุณเฉลิมชัย เมื่อยืนอยู่หน้าไมโครโฟนแล้ว ก็กล่าวด้วยลีลาอาจหาญว่า “ศิลป พีระศรีเป็นใครผมไม่สนใจ ไม่รู้สึกซาบซึ้งอะไรด้วยเพราะไม่เคยเรียน ไม่เคยสอนผม จึงไม่ต้องมีความรู้สึกอะไร ผมไม่เคยเห็นหน้า ผมจึงไม่รู้สึกอะไร เพราะผมเป็นศิลปินด้วย” ด้วยถ้อยคำดังกล่าวนี้ ทำให้ศิลปินรุ่นอาวุโสหลายท่านถึงกับน้ำตาตก บางท่านถึงกับกล่าวว่า เฉลิมชัยผู้ซึ่งถูกถือหางด้วยศิลปินใหญ่ “ฆ่าตัวตายอยู่ในคอกมันเอง” สำหรับข่าวนี้ อ.พิษณุไม่มีข้อคิดเห็นใด ๆ ทั้งสิ้น ได้แต่ขอบคุณคุณแว่นแก้ว ที่กรุณานำข่าวนี้มา
ศิลปินที่กล่าวถึง : เฟื้อ หริพิทักษ์ , ถวัลย์ ดัชนี , เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ , บุญถึง ฤทธิเกิด , ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ
______. “Silpa Bhirasi Day: After the Smoke Settles” Year 28, Vol. 21 (22 November, 1981) : 29 – 30.


พิษณุ ศุภ , “โปสเตอร์และสัญลักษณ์ของ งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 23 , 29 พฤศจิกายน 2524 (32-33)
การประชาสัมพันธ์นิทรรศการประกวดโปสเตอร์ สำหรับงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ เสร็จสิ้นไปแล้วอย่างเงียบเชียบ ทั้ง ๆที่โปสเตอร์เหล่านี้ต้องใช้สำหรับการประชาสัมพันธ์งานระดับชาติ นอกจากนี้ แม้ทางคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินงานประกวดตามขั้นตอนถูกต้องทุกอย่าง แต่ผลของการประชาสัมพันธ์ดูจะไม่ได้ผล มีศิลปินส่งงานกันน้อย ซึ่งสาเหตุนั้น อาจมาจากการขาดประสบการณ์ในการจัดการประกวดและจัดนิทรรศการ บวกกับการขาดความจริงใจในการทำงานเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ ถึงเราจะมีเทคนิคการประชาสัมพันธ์ดีอย่างไร ถ้าศิลปินไม่มีความเชื่อถือ โดยเฉพาะเรื่องความยุติธรรมและคุณภาพของผู้ตัดสิน เขาก็อาจไม่พร้อมส่งผลงาน ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการผลงานในระดับใดด้วย กล่าวคือระดับนักเรียน นักศึกษา หรือระดับศิลปิน ก็จัดคณะกรรมการที่เหมาะสมต่อการคัดเลือกในระดับนั้น ๆ
ในอดีต ศิลปินหลายคนเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับการจัดงานประกวดศิลปะและออกแบบที่คณะกรรมการมีแต่ตำแหน่งใหญ่โต แต่ไม่มีความสามารถในการตัดสินงานศิลปะ ผลที่ออกมาจึงไม่เป็นธรรม อีกทั้งผู้จัดยังทำงานอย่างขอไปที ไม่มีระบบ ซึ่งอาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ศิลปินไม่กล้าส่งงานนี้ แม้ว่าจะมีการตั้งเงินรางวัลไว้สูงก็ตาม

Pishnu Supanimitr. “Posters and Symbols for the Rattanakosin Bicentennial” Year 28, Vol. 23 (29 November, 1981) : 32 – 33.

พิษณุ ศุภ , “สัญลักษณ์กรุงเทพฯ 200 ปีที่ใช้อยู่ ของจริงหรือของปลอม” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 24 , 6 ธันวาคม 2524 (31-32)
ต่อเรื่องการประกวดสัญลักษณ์กรุงเทพฯจากสัปดาห์ที่แล้ว การจัดงานครั้งนี้ดูไม่สมเกียรติ ตั้งแต่เริ่มเปิดนิทรรศการก็มีคนมาน้อย ขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดี ควรเชิญแขกเหรื่อที่มีเกียรติมาร่วมงาน และประธานในพิธีที่ควรจะเป็นคนระดับนายกรัฐมนตรี ก็กลับไม่ได้เชิญมา นอกจากนี้ เรื่องการจัดแสดง ก็ทำอย่างชุ่ย ๆ สถานที่ก็ไม่เหมาะสม ทั้ง ๆ ที่น่าจะใช้หอศิลป์แห่งชาติ หรือหอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากรก็ได้
แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ การที่คณะกรรมการเปลี่ยนแปลงรูปแบบผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศตามใจชอบ คือผลงานของคุณมนตรี แพทย์เพียร ที่ออกแบบสัญลักษณ์กรุงเทพโดยนำรูปเทวดาไทยมาลดทอนรายละเอียดให้ง่ายเข้า เพื่อทำให้ดูสมัยใหม่มากขึ้นและเหมาะกับการนำไปย่อ เน้นการเลื่อนไหลของพื้นที่ว่าง และการตัดกันของน้ำหนักขาวดำ นำสัญลักษณ์ของราชวงศ์จักรีมาใช้ เป็นการเทิดพระเกียรติแก่ราชวงศ์จักรี ทั้งหมดถูกจัดอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว ในความเห็นของอ.พิษณุภาพนี้นับว่าดูดีที่สุดแล้ว
แต่เมื่อสัญลักษณ์ดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่จริงกลับมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบมากมาย ซึ่งถือเป็นการผิดจรรยามารยาทเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งรูปแบบที่แก้ไขมากลับดูมืดทึบ ไม่ลงตัว มีการใช้รูปเทวดาเต็มรูปแบบ และยังเปลี่ยนสัญลักษณ์ของราชวงศ์จักรีเป็นปราสาท 3 ยอด อันเป็นเครื่องหมายของรัชกาลที่ 3 ดูจะเป็นการจำเพาะที่ไม่ถูกกาลเทศะ อีกประการหนึ่ง การใช้งานสัญลักษณ์ก็ดูจะเป็นการใช้งานที่ผิดประเภท เพราะทางผู้จัดได้นำสัญลักษณ์ดังกล่าวไปใช้ทั้งการพิมพ์เสื้อ , ทำเข็มกลัด , และขยายใหญ่ ซึ่งสัญลักษณ์นี้ออกแบบเพื่อการย่อโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ผู้จัดควรจะต้องมีการระบุให้ชัดเจนก่อนว่าจะนำสัญลักษณ์นั้นไปใช้ทำอะไร เพื่อที่นักออกแบบจะได้คำนึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมได้
ศิลปินที่กล่าวถึง : มนตรี แพทย์เพียร , วิโชค มุกดามณี , ศุภชัย สุขีโชติ , กมล สุวุฒิโท , วิชัย สิทธิรัตน์

Pishnu Supanimitr, “ These Symbols of Bangkok’s 200 Years – Are They Real or Fake?” Year 28, Vol. 24 (6 December, 1981) : 31 – 32.


พิษณุ ศุภ , “แบบโปสเตอร์ งานสมโภชกรุงเทพฯ 200 ปี” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 25 , 13 ธันวาคม 2524 (30-31)
งานประกวดออกแบบโปสเตอร์ มีปัญหาเดียวกับการประกวดออกแบบสัญลักษณ์คือ คนส่งงานน้อย และคุณภาพของงานโดยรวมยังไม่น่าพอใจ ซึ่งหากพบว่าไม่มีผลงานชิ้นใดเหมาะสมที่จะได้รับรางวัล ก็น่าจะขยายเวลารับสมัครออกไปอีก หรือมิฉะนั้นก็โยนงานให้ศิลปินระดับมืออาชีพไปเสีย เพราะนี่เป็นงานระดับชาติอยู่แล้ว
ผลงานที่ได้รับรางวัลที่ 1 ของคุณสุรพล แสงโสภิต ก็ไม่สมควรได้รับรางวัล เพราะประการแรก ไม่ถูกต้องตามระเบียบที่ต้องมีข้อความภาษาไทยและภาษาอังกฤษประกอบ แต่ผลงานของเขากลับมีแต่ภาพเขียนอย่างเดียว ว่ากันว่าเดิมคุณสุรพลได้ออกแบบให้มีตัวหนังสือถูกต้องตามกติกา แต่ทางคณะกรรมการไม่ชอบใจจึงบอกให้ไปลบข้อความเสีย ซึ่งหากจริงตามนั้นก็ยิ่งดูไม่เหมาะสมมากกว่าเดิม
นอกจากนี้ รูปเขียนของคุณสุรพลก็ยังดูขาดการสร้างสรรค์ มีลักษณะเหมือนภาพถ่ายคือลอกเลียนแบบทิวทัศน์บริเวณพระบรมมหาราชวังธรรมดา และรูปที่ออกมาก็ขาดความนุ่มนวลอ่อนช้อย ดูไม่ประสานกับฉากหลังที่เป็นตึกรามสมัยใหม่ ส่งผลต่อการสื่อความในทางลบเพราะดูเหมือนว่ากรุงเทพฯนั้น เติบโตอย่างพิกลพิการ
ในขณะที่รูปโปสเตอร์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่อ.พิษณุนำมาเปรียบเทียบยังแสดงให้เห็นถึงการจัดรูปแบบที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ออกแบบเพราะบ้านเรายังไม่นิยมบอกชื่อศิลปิน คงถือคติไทยโบราณ ทั้ง ๆ ที่ตามหลักสากลนิยมแล้ว ถือว่าผิดมรรยาท เป็นการไม่ให้เกียรติศิลปิน และการระบุชื่อยังเป็นการบันทึกไว้ในแง่ของการศึกษาและประวัติศาสตร์อีกด้วย

Pishnu Supanimitr. “ Posters for the 200 Year Bangkok Celebration.” Year 28, Vol. 25 (13 December, 1981) : 30 – 31

พิษณุ ศุภ , “เมื่อโรงแรมชั้นหนึ่งอย่าง “แอมบาสเดอร์” จัดแสดงศิลปะ” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 26 , 20 ธันวาคม 2524 (31-32)
เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ศิลปะสมาคมระหว่างชาติแห่งประเทศไทย ร่วมกับโรงแรมแอมบาสเดอร์ ได้ร่วมกันจัดนิทรรศการของสมาชิกสมาคมเพื่อจุดประสงค์ในการเผยแพร่ศิลปะร่วมสมัยของบ้านเราแก่ชาวต่างประเทศ รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์งานสมโภช 200 ปี กรุงเทพฯไปพร้อม ๆ กัน
แต่เมื่อถึงเวลาแสดงงานจริง ๆ ผลที่ออกมากลับกลายเป็นทางลบไปหมด ทางโรงแรมได้ละเลยความรับผิดชอบที่ได้ตกลงกันไว้ทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องสถานที่ที่ไม่มีการจัดไฟส่องงาน ห้องมืดสนิทไม่สามารถชมงานได้ ไม่มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกในเรื่องการแจกรายชื่อศิลปิน และการรับรองผู้ติดต่อขอซื้อผลงาน ไม่มีการนำชาวต่างประเทศเข้ามาชมผลงานและไม่มีการเปิดนิทรรศการด้วย ไม่มีสูจิบัตรและการประชาสัมพันธ์ใด ๆ และที่เป็นการหมิ่นเกียรติศิลปินกันอย่างมากก็คือ ทางโรงแรมได้โยกย้ายผลงานออกไปจากนิทรรศการตามอำเภอใจ ส่วนที่เลวร้ายที่สุดก็คือ การถอดชิ้นส่วนต่าง ๆ ของ “งานประติมากรรมชนบท”ของ ชะลูด นิ่มเสมอ และยังทำชิ้นส่วนนั้นหายไปอีกด้วย แสดงให้เห็นว่า ทางโรงแรมนี้ขาดความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง และยังเป็นผู้ที่ไม่เห็นคุณค่าของศิลปะที่แท้จริง

Pishnu Supanimitr. “ When A First Class Hotel Like the Ambassador Hosts an Art Exhibition.” Year 28, Vol. 26 (20 December, 1981) : 31 – 32.
Art must be related to life and to society as it grows and changes. Thai art was long linked to Buddhism and the temple. In the new social order, however, the center of life is no longer the temple. Art is no longer limited to religious subjects. It belongs to the public, and is found in galleries and museums, in private homes and into the business sector. Many companies, especially banks, are patrons of the arts. Hotels have also become important clients of artists. They hire artists as decorators and sponsor art exhibitions on their own premises. Early in November the International Art Association of Thailand joined with the Ambassador Hotel to organize an exhibition at the hotel. Two large international meetings were taking place at the hotel. Unfortunately, the hotel did not respect the artists or the works in the exhibition. The display area was very poorly lighted, there was no receptionist, none of the foreign guests at the meeting were invited to view the exhibition, there were no public relations, and worst of all, some of the works were removed from the exhibition. A sculpture by Chalud Nimsamur was dismantled and has disappeared altogether. The art community is stunned and extremely dismayed by this shabby treatment. Similar exhibitions were arranged smoothly and successly at the Oriental and Montien hotels.

พิษณุ ศุภ , “ภาพยนตร์และฉากยอดเยี่ยม “พระสุรัสวดี’24” , ปีที่ 28 , ฉบับที่ 27 , 27 ธันวาคม 2524 (30-31)
อ.พิษณุในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินการประกวดภาพยนตร์ไทย “ตุ๊กตาทอง’ 24”ได้เสนอความคิดเห็นต่อเรื่องการประกวดดังนี้
อันดับแรก เรื่องวิธีการตัดสิน จากเดิมที่การคัดเลือกรอบแรก จะใช้ผลโหวตจากกลุ่มผู้สนใจในอาชีพต่าง ๆ และนักศึกษาจากหลาย ๆ สถาบัน แต่ในปีนี้ได้เปลี่ยนให้ผู้ที่อยู่ในวงการบันเทิงของหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ มาโหวตแทน โดยอ้างว่าเพื่อให้ทันแก่เวลาที่กำหนด แต่คนในวงการบันเทิงนั้น ก็ย่อมมีความใกล้ชิดกับดาราและเจ้าของภาพยนตร์เป็นส่วนตัวอยู่แล้ว จึงมีข่าวลือว่าผลที่ออกมาส่วนหนึ่งมาจากความเกรงใจกันระหว่างผู้ใกล้ชิดทั้งสองฝ่ายด้วย
นอกจากนี้คุณภาพหนังโดยรวมยังขาดการพัฒนา เนื้อหาสาระก็ด้อยลง มีงานที่เรียกว่าเป็นงานสร้างสรรค์กอยู่ไม่มากนัก ผลงานที่ได้รางวัลที่หนึ่งในปีนี้คือเรื่อง “หลวงตา” แต่ในความเห็นของอ.พิษณุ เรื่อง “เงาะป่า” ที่ได้คะแนนเป็นดันดับสองนั้นมีเนื้อหาสาระที่ดีไม่แพ้กัน อีกทั้งยังมีความเป็นศิลปะมากกว่าในทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่มุมกล้อง , การเดินเรื่อง , ฉาก , ดนตรี , เครื่องแต่งกาย และการศึกษาค้นคว้าในเรื่องข้อมูล ในขณะที่หลวงตานั้นมุ่งสอนจริยธรรมโดยตรงเกินไป
สำหรับการพิจารณาเรื่องฉากยอดเยี่ยม มีคณะกรรมการ 3 ท่านคือ อาจารย์นิรันดร์ ไกรฤกษ์ , อาจารย์พงษ์ศักดิ์ อารยางกูร และอ.พิษณุ โดยเรื่องฉากนี้ต้องคำนึงถึงความสมจริง , ความถูกต้องตามยุคสมัยและคุณภาพในการสร้างเป็นสำคัญ เรื่อง ”เลือดสุพรรณ” และ “มหาราชดำ” ถือว่ามีความใกล้เคียงกันเพราะใช้ฉากประวัติศาสตร์เหมือนกัน แต่มหาราชดำมีความสมจริงมากกว่า ในขณะที่ฉากของ เลือดสุพรรณนั้นดูแบน ขาดความลึก ฉะนั้น มหาราชดำจึงได้รางวัลไป

Pishnu Supanimitr. “Great Movies and Great Scenes – ‘Prasuraswadi, 24’ “ Year 28, Vol. 27 (27 December, 1981) “ 30 - 31

No comments: