Saturday, April 7, 2007

Art Criticism from Siamrath Weekly 1979

1979/ 2522

­­พิษณุ ศุภ. “อิทธิพล ตั้งโฉลก ได้รับรางวัลนานาชาติที่เยอรมันอีกแล้ว.” ปีที่ 25 ฉบับ 28 (7 ม.ค. 22) 37-38
เมื่อคุณอิทธิพล ตั้งโฉลก ไปได้รับรางวัลในชุดภาพพิมพ์เดียวกันถึงสองรางวัลในต่างที่ต่างประเทศ ผู้เขียนจึงได้พูดคุยด้วย ซึ่งคุณอิทธิพล ตั้งโฉลก เล่าให้ฟังตั้งแต่ความสนใจในศิลปะในวัยเด็ก ที่เคยได้ไปเรียนเขียนภาพกับครูเขียนภาพโปสเตอร์หนังด้วย แต่ส่วนใหญ่มักจะสนใจและฝึกฝนด้วยตนเองตั้งแต่เด็ก การทำผลงานทั้งภาพเขียนและภาพพิมพ์การสนับสนุนเกื้อกูลกันสำหรับเขา แม้เทคนิควิธีของทั้งสองจะมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันมาก แต่หลังจากที่ทำงานเทคนิคได้ระยะหนึ่ง เขาก็มักจะได้ความคิดใหม่ๆของอีกเทคนิคหนึ่งเสมอ อิทธิพล ตั้งโฉลกได้แสดงความห่วงใยที่ฐานะผู้สอนศิลปะ ที่นักศึกษาของเรามีงานศิลปดีๆตัวจริงให้ดูน้อยมาก เพราะดูเพียงภาพประกอบเล็กๆจากหนังสือนั้นไม่สามารถเป็นตัวอย่างได้ดีพอ ตำราไทยก็มีน้อยและทักษะภาษาอังกฤษของนักศึกษาก็จำกัดอีกด้วย ต่อข้อถามที่ว่า ศิลปะคืออะไร อิทธิพล ตั้งโฉลก ตอบว่าศิลปร่วมสมัยก็คือสิ่งสะท้อนชีวิตและสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน ศิลปของโบราณก็สะท้อนสิ่งที่เป็นไปในอดีต ส่วนเป้าหมายทางศิลปนั้นมีเพื่อยกระดับจิตใจมนุษย์ให้ละเอีอดอ่อนสูงขึ้น ศิลปินที่กล่าวถึง :- คุณอิทธิพล ตั้งโฉลก

Pishnu Supanimitr. “Ittipol Tangchalok Honored Again at International Exhibition in Germany.” Year 25, Vol.28, (7 January 1979): 37 – 38.
The occasion of a double triumph abroad with a series of prints gives Pishnu an opportunity to interview Ittipol. Describing his childhood interest in art, Ittipol mentions getting pointers from someone who painted movie posters. Mostly, he simply had a natural attraction for making pictures from an early age. Making both paintings and prints turns out to be a mutually supporting situation. The two media have very different characteristics, but practicing in one medium stimulates new ideas for the other. As a teacher, Ittipol expresses concern that the lack of fine original artworks to study from is a disadvantage for students. It’s not enough to study from reproductions in books. Lack of textbooks and limited English language skills also hold students back. In answer to Pishnu’s question, What is art? Ittipol replies that contemporary art reflects today’s life and environment. Ancient art shows what was going on in ancient times, what society and the people were like. The aim of art is to lift up the human mind to become more discriminating.







พิษณุ ศุภ. “จิตตกโรภิกขุ : ทำงานอย่างมีสตินั้นดีกว่าสวดมนต์อย่างนกแก้วนกขุนทอง” ปีที่ 25 ฉบับ 29 (14 ม.ค. 2522) 36-38
ท่านจิตตกโรภิกขุ เป็นน้องชายของคุณประเทือง เอมเจริญ มีผลงานภาพวาดทั้งที่เป็นนามธรรมและภาพธรรมชาติ และเขียนบทกวีซึ่งนับว่าค่อนข้างจะไม่ธรรมดาสำหรับภิกษุนัก ท่านได้เริ่มเขียนภาพโปสเตอร์หนัง เช่นกันกับน้องชายที่มีชื่อเสียงของท่าน แต่แล้วก็ละงานดังกล่าว และคบหากับกลุ่มเพื่อนที่โรงเรียนช่างศิลปและมหาวิทยาลัยศิลปากร และเมื่อคุณประเทืองจัดงานแสดงภาพ ก็ได้ให้พระท่านมาร่วมแสดงผลงานด้วย ตอนท้ายบทความผู้เขียนได้สัมภาษณ์กับพระท่าน ถามความคิดเห็นของท่านต่อผลงานของ คุณประเทือง ถามถึงปัญหาและอุปสรรคที่พระท่านพบในการทำงานนี้ และสอบถามถึงการใช้เงินที่ได้จากการขายรูปไปทำอะไรบ้าง
พิษณุ ศุภ. จิตฺตกโรภิกษุ “การทำงานอย่างสตินั้นดีกว่าท่องมนต์อย่างนกแก้วนกขุนทอง 14 มกราคม 22
เป็นการกล่าวถึงท่าน จิตฺตกโร ภิกขุ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ผู้เป็นจิตรกรมีผลงานศิลปะปรากฏสู่สายตาประชาชนมากมาย
ท่านจิตฺตกโร เป็นน้องชายแท้ ๆ ของคุณประเทือง เอมเจริญ ซึ่งกำลังจะร่วมแสดงงานร่วมกับคุณประเทือง คุณบุญยิ่ง และคุณสมชาย วัชระสม ในวันที่ 12-13 มกราคม 2522 ที่สถาบันเยอรมัน ถนนพระอาทิตย์ โดยผลงานของท่านมีทั้งวาดเส้นและจิตรกรรม ลักษณะของงานมีทั้งเป็นนามธรรมและที่มาจากธรรมชาติ เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากความสนใจในลัทธิเต๋า งานของจิตฺตกดรภิกขุ จึงแสดงความเรียบง่ายแต่แฝงปรัชญาอันลึกซึ้ง ภาพเขียนของท่านมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งกับบทกวีของท่าน
คุณพิษณุได้สัมภาษณ์ภิกษุผู้เป็นศิลปินท่านนี้ จึงทราบว่าท่านเริ่มเขียนรูปจากการรับจ้างเขียนโปสเตอร์หนัง เช่นเดียวกับคุณประเทือง ต่อมามีเพื่อนอยู่ศิลปากร เมื่อได้คลุกคลีจึงได้สนใจในศิลปะมากขึ้น หลังจากที่ล้มเหลวจากงานโฆษณา คุณประเทืองจึงชักชวนให้เขียนรูป ในทรรศนะของศิลปินท่านนี้คิดว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นศิลปะบริสุทธิ์ก็ล้วนเป็นเรื่องการปรุงแต่งในชั้นชั้นประณีตเพื่อช่วยให้มนุษย์มีจิตใจดี เมื่อคุณพิษณุถามถึงงานศิลปะของคุณประเทือง ท่านจิตฺตกโร ภิกขุ คิดว่างานของคุณประเทืองมีความเฉพาะตัวและมาจากความจริงจังของชีวิตที่มุ่งมั่น
ศิลปินที่อ้างถึง :- จิตฺตกโร ภิกขุ ประเทือง เอมเจริญ บุญยิ่ง เอมเจริญ ฟรานซ์ โคลน์ มอนเดรียน บุปเฟท์ กรมพระยานริศฯ อนันต์ ปาณิน พิชัย นิรันต์





Pishnu Supanimitr.. “Jittokro Pikku : ‘ Working with Awareness is Better Than Chanting Like a Talking Mynah Bird.’ ” Year 25, Vol.29, ( 14 Jan 1979): 36 – 38.

The brother of Prateuang Emcharoen paints abstract pictures as well as scenes from nature, and writes poetry, unusual activities for a monk. He started out painting movie posters like his famous brother. Both eventually lost interest in this career. Jittokro Pikku had a number a friends at Chang Silpa and Sipakorn in his youth. When Prateuang was ready to exhibit, he invited his brother to join the exhibition. Pishnu devotes the end of the article to an interview with the monk, questioning him about what he thinks of art and of Prateuang’s work. He also invites the monk to talk about the problems of doing art while wearing the saffron robe, and what he will do with any money gained from the sale of his paintings.

พิษณุ ศุภ. การประกวดภาพเขียน “ปีเด็กสากล” ของกรมศิลปากร ปีที่ 25 ฉบ 30 (21 ม.ค. 22) 36-38
ในโอกาสแห่งปีเด็กสากลปีนี้ คณะศิลปากรได้จัดประกวดภาพเขียนสำหรับเด็กขึ้น ผู้เขียนรายงานชื่อผู้ได้รับรางวัลต่างๆพร้อมกับผลงานในแต่ละรางวัล ผู้เขียนแสดงความยินดีต่อการริเริ่มงานเช่นนี้ขึ้นใหม่อีก หลังจากที่ได้เคยมีการจัดขึ้นมาแล้วในสมัยของท่านศิลป พีระศรี ด้วยเชื่อว่าหากมีการสนับสนุนมากขึ้น ก็จะมีเด็กได้รับการกระตุ้นให้ศึกษาศิลปะ หรือไม่ก็อย่างน้อยได้เป็นผู้สนับสนุนวงการศิลปะของชาติต่อไป
พิษณุ ศุภ. การประกวดภาพเขียนเด็ก “ปีเด็กสากล” ของกรมศิลปากร 21 มกราคม 22
เนื่องจากปีนี้เป็นปีเด็กสากลของกรมศิลปากรได้ถือปีนี้เป็นปีแรกในการประกวดภาพเขียนของเด็กทั่วประเทศ แต่เดิมได้เคยจัดให้มีการประวกดงานเขียนของเด็ดควบคู่ไปกับงานศิลปกรรมแห่งชาติ เมื่อสมัยท่านศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ยังมีชีวิตอยู่ แต่ต้องมามีอันต้องเลิกไปอย่างน่าเสียกาย การประกวดนี้จะจัดให้มีก่อนหน้าการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 25 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ถึง 25 มีนาคม 2522 เป็นการเปิดนำไปสู่ศิลปกรรมแห่งชาติ โดยกรมศิลปากรกำหนดหัวข้อไว้ว่า “วันเด็กของฉัน” ปีแรกของการประกวดมีเด็กส่งผลงาน 488 คน
รางวัลแบ่งเป็น 3 ประเภท คือประเภท ก. เด็กอายุระหว่าง 5-8ปี ผู้ที่ได้รับรางวัลประเภทนี้ในอันดับหนึ่งในรางวัลที่ 1 ได้แก่ ด.ญ.อัศริณีย์ นิรันต์ เป็นเรื่องราวของความรักต่อธรรมชาติ ประเภท ข. เด็กอายุเกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 12 ปี ผู้ที่ได้รางวัลที่หนึ่งได้แก่ ด.ญ. นิภา แซ่ลิ้ม เป็นภาพของงานรื่นเริง ประเภท ค. รางวัลที่ 1 ได้แก่ ภาพของ ด.ช. นิพนธ์ รอดชีวัน เป็นภาพของเด็กที่กระโดดโลดเต้น ศิลปินที่อ้างถึง :- ด.ญ.อัศริณีย์ นิรันต์. ด.ญ. ระพี หนาแน่น ด.ญ.กุณฑลี คุปตะวาทิน ด.ญ.นิภา แซ่ลิ้ม ด.ช.บัญชา ชุมชัยเวทย์ ด.ญ.อุฬาพร บุตรเรียวพันธุ์ ด.ช.นิพนธ์ รอดชีวัน ด.ญ.นที เอี่ยมโอภาส ด.ช.พรหมรัฐ สุนทโรวาท




Pishnu Supanimitr..” Department of Fine Art’s Children’s Art Competition in the International Year of the Child.” Year 25, Vol. 30, (21 January 1979): 36 – 38.
In the International Year of the Child, the Fine Arts Department has sponsored a national art competition for children. Pishnu passes on the names of the winners and descriptions of the winning works and prizes. He notes that at the time of Silpa Bhirasri, there was a similar national competition, but it was abandoned after his death. Pishnu is happy to see the activity starting up again. With more support, more children will be encouraged to study art, or at least, to become supporters of the nation’s art world.

พิษณุ ศุภ. ใครจะเป็น “ศิลปินชั้นเยี่ยม” คนใหม่จากงานศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 25 ม.ค. 2522
เป็นการบอกกล่าวให้ผู้อ่านเตรียมตัวไปชมงานศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 25 ที่จะจัดขึ้นวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หอศิลป์เชิงสะพานปิ่นเกล้า ผู้เขียนมองว่าถ้าเทียบกับการแสดงศิลปกรรมของชาติอื่น เช่น ที่โตเกียวก็ถือว่าการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติของเราก็มีความอวุโสเหมือนกัน จากนั้นจึงกล่าวถึงศิลปินชั้นเยี่ยม โดยผู้ที่เป็นศิลปินชั้นเยี่ยมได้นั้น จะต้องได้เหรียญทองถึง 3 ครั้ง หรือไม่ก็เหรียญทอง 2 ครั้ง และเหรียญเงิน 2 ครั้ง ในศิลปะประเภทเดียว และผู้ที่ได้เป็นศิลปินชั้นเยี่ยมจะต้องส่งงานเข้าประกวดต่อไป แต่จะได้รับเชิญให้แสดงงาน ที่ผ่านมาเคยมีศิลปินทั้งหมด 12 คนที่เคยได้เป็นศิลปินชั้นเยี่ยม ซึ่งพิษณุได้ตั้งข้อสังเกตุว่าปัจจุบันนี้ศิลปินชั้นเยี่ยมหลายคนหยุดทำงานศิลปะ หรือไม่ก็หันไปทำงานพาณิชย์ ซึ่งพิษณุมองว่าเป็นการลดตัว ซึ่งไม่แน่ว่าการที่ศิลปินได้เป็นศิลปินชั้นเยี่ยมอาจทำให้ศิลปินเสียคน หยุดทำงานเพราะคิดว่าตนเองเก่งแล้ว ผู้ที่เป็นศิลปินที่จริงควรทำงานศิลปะต่อไปอย่างต่อเนื่อง เช่น ปิกาสโซ และท้ายสุดได้ทำนายถึงผู้มีโอกาสได้เป็นศิลปินชั้นเยี่ยมคนต่อไป คือ ปรีชา เถาทอง และ อิทธิพล ตั้งโฉลก



Pishnu Supanimitr.. “Who Will Be the Top-Ranking Artists in the 25th National Art Exhibition?” Year 25, Vol. 31, ( 28 Jan 1979) : 37 – 39.
In a prelude to the upcoming national exhibition, Pishnu discusses the history of the top winners from competitions past. It is a heavy responsibility to win such a prize. Unfortunately, there is no clear relation between productivity and being recognized as a master artist. So far, only 12 artists* have achieved the official status of ‘master. It has been a number of years since the last artist was so honored. Pishnu names artists who could conceivably achieve this highly honored status some day.** Perhaps Ittipol Tanchlok will be next? (Pictured: Two examples of prizewinning works, one by Ittipol and one by Preecha Taothong.)

* Misiem Yipinsoi (painting), Fua Haripitak (painting), Sawat Tantisuk (painting), Tawi Nantakwang (painting), Chalud Nimsamur (painting), Khien Yimsiri (sculpture), Sittidet Saenghiran (sculpture), Sawaeng Songkmangme (sculpture), Paitoon Muangsomboon (sculpture), Manit Pu-Ari (graphic art), Chit Rienpracha (applied art) and Prasong Panmanut (Decorative Art).

** Manote Kongkanant, Damrong Wonguparat, Pichai Nirand, Brayad Pongdam, Chamleung, Sant Sarakrobrirak, Anant Panint, Tuan Tirapichit, Kamol Suwukito, Decha Worachun, Preecha Taothong and Ittipol Tangchalok.

พิษณุ ศุภ. ธนะ เลาหะกัยกุล ศิลปินไทย ได้รางวัลชนะเลิศประติมากรรมที่อเมริก า4 กพ 2522
คุณธนะ เลาหะกับกุล ได้เริ่มมีผลงานเป็นที่ยอมรับในวงการศิลปะ เมื่อได้รับรางวัลเหรียญเงินประเภทจิตรกรรมในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 16 ในผลงานที่ชื่อว่า “ละครโรงใหญ่” ซึ่งขณะนั้นยังเป็นนักศึกษาหนุ่มจากศิลปากร ได้รับการกล่าวขวัญถึงในแง่การใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการวิจารณ์สังคม และในปีนั้นไม่มีผู้ใดได้รางวัลเหรียญทอง คุณธนะจึงถือว่าได้รับเกียรติสูงสุดในครั้งนั้น ต่อมาคุณธนะได้เดินทางไปต่างประเทศ ได้รับเชิญเข้าเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส สหรัฐอเมริกาและต่อมาได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดงานศิลปะประเภทประติมากรรมของมลรัฐเท็กซัส ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยงานประติมากรรมที่ชื่อว่า “หมึกสีน้ำเงิน” หรือ “BIUE INK” คุณพิษณุมีความเห็นว่า ผลงานครั้งนี้มีความก้าวหน้าไปจากงานจิตรกรรมที่เคยได้รางวัลที่เมืองไทยมากทีเดียว เป็นงานที่แสดงสภาวะการมมองเห็นด้วยเรื่องราวของพิธีกรรมที่เกี่ยวกับความเชื่อที่ส่งผลสะท้อนต่อจิตใต้สำนึกของมนุษย์ เป็นลักษณะของรูปไข่ทำเป็นจานแบน ๆ ด้วยปูนปาสเตอร์เหมือนเป็นที่รองรับ และวงรูปไข่ขนาดใหญ่นั้นมีความหมายไปในเรื่องของเพศหญิง ลูกดอกแหลมที่ปักอยู่ที่จานโปสเตอร์ นั้นเป็นเหมือนสัญลักษณ์เพศชาย ให้ความรู้สึกที่เกี่ยวกับการทำลาย
ศิลปินที่กล่าวถึง :- ธนะ เลาหะกัยกุล ดำรง วงศ์อุปราช พิชัย นิรันต์ กำจร สุนทรพงษ์ศรี


Pishnu Supanimitr.. “Tana Lahakaikul : “Thai Artist Wins a Top Sculpture Prize in America.” Year 25, Vol.32, (4 February 1979) : 36 – 38.
Thinking back 13 or 14 years ago, Pishnu recalls a number of artists who worked in an abstract (non-figurative) style and won top prizes at the National Art Exhibition. Tana Lahakaikul took high honors with a painting of sharp social criticism, The Big Playhouse. Afterwards, Tana disappeared from the local art scene, only to reappear in the role of artist and professor of art at a Texas university. Pishnu quotes at length a local Texas art critic’s interpretation of Tana’s sculpture, Blue Ink, which took the top prize for sculpture in the state contest.

พิษณุ ศุภ.การประกวดศิลปกรรมของสำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียน 11 ก.พ. 2522
คุณพิษณุ ศุภ. ได้รับเชิญให้เป็นกรรมการตัดสินการประกวดศิลปกรรมของสำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียน ซึ่งได้ก่อตั้งมานานถึง 28 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 ซึ่งการประกวดนี้เชื่อว่าได้มีส่วนสร้างศิลปินที่มีชื่อเสียงของชาติ เช่น ดำรง วงศ์อุปราช ประวัติ เล้าเจริญ ปรีชา เถาทอง สน สีมาตรัง สมศักดิ์ เชาวราดาพงษ์ โดยสำนักงานกลางแห่งนี้ได้จัดการประกวดมาแล้ว 15 ครั้ง ครั้งนี้ได้มีการจัดหัวข้อคือ “การกสิกรรม” ผู้ที่ร่วมเป็นกรรมการตัดสินได้แก่ ดำรง วงศ์อุปราช อิทธิพล ตั้งโฉลก ประเทือง เอมเจริญ ปรีชา อรชุนภะ โดยครั้งนี้จัดให้มีการกระจายรางวัลมากขึ้น ทำให้เงินรางวัลที่ศิลปินแต่ละคนได้รับน้อยลง เหลือรางวัลละ 1,000 บาท ซึ่งพิษณุเห็นว่าสำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียน น่าจะหาผู้อุปถัมภ์จากข้างนอก และยังแสดงความเห็นว่า การประกวดครั้งนี้มีผู้ให้ความสนใจน้อยเกินไป สังเกตุได้จากจำนวนงานที่นักศึกษาส่งมามีเพียง 82 ชิ้น ซึ่งทำให้งานด้อยคุณภาพ และมีผลงานจำนวนมากที่ลอกเลียนงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่าง ถวัลย์ ดัชนี ประเทือง เอมเจริญ ท้ายสุดยกตัวอย่างผลงานที่มีคุณภาพได้รับรางวัลคือ ผลงานของ ปัญญา วิจินอนุสาร ชื่อ “ภัยธรรมชาติ” ซึ่งเป็นงานที่ใช้เทคนิคไทยประเพณีที่แสดงเรื่องราวที่ดูโลดโผนเหนือจริง


Pishnu Supanimitr.. “Christian Student Center Art Competition.” Year 25, Vol. 33 (11 Feb 79)34 – 36.
Pishnu was invited to judge an exhibition of art at the Christian Student Center. He gives some history of the Center’s support of creative expression by students. A number of well-known Thai artists showed here when they were still in school. The jury also included Damrong Wonguparat, Decha Boonkarm, Ittipol Tangchalok, Prateuang Emcharoen, Santi Israiwutikun and Preecha Arsuna. The prizes were a bit too modest, Pishnu notes. The Center needs better financial support to make the competitions more interesting. Reviewing the quality of the entries, Pishnu considers that, overall, many works showed a lack of understanding of creative approaches and a lack of individual development. Many works were derivative and too clearly reflected the styles of famous Thai artists. Thai students should avoid the misconception that imitating is being creative. Even so, Pishnu urges students to take more interest in participating in such competitions.
(works pictured: Panya Wijintanasarn and Keysini Wisitwiryakai)

Prizes awarded: Chanarong Pornrungroj (painting) Faculty. of Education, C.U.
(continued) Panya Wijintanasarn (painting) Faculty of Painting, S.U.
Walitha Sadattien (graphic art) Faculty of Education, C.U.
Keysini Wisitwiryakai (graphic art) C.U.
Kaneungnit Buajabok (drawing) Buriram Teachers College
Supote Boonpusar (drawing) Buriram Teachers College
Runners up: Jirasak Pattanapong (painting) Thaiwijitsilpa Technical School
Chaiyong Buphaklin (graphic art) Poh Chang College
Manu Engkwan (drawing) Buriram Teachers College




Pishnu Supanimitr.. “Conversations with a Master Artist: Acharn Sawat Tantisuk, in Par-tee Magazine.” Year 24, Vol. 34, (19 February 1979) : 30 – 31.
Pishnu quotes excerpts from an interview given in another magazine by this nationally recognized artist, judge of the National Art Exhibition, and director of Chang Silpa College. Pishnu says he felt deeply and strangely moved and encouraged when he read this article. According to Acharn Sawat, the artists of older countries like Thailand, China, Japan and India need to move through traditional and transitional to modern works, but the artists of young countries like America feel unrestricted by history and so tend to make more modern works. Besides, rich countries like America have the advantage of being able to buy famous works for their young artists to study and learn from. There are few who can explain contemporary art clearly, says Pishnu, but he quotes in detail Acharn Sawat’s very concrete, practical and optimistic explanations, including a few words about the ongoing criticism that the National Art Exhibition is Silpakorn’s ‘family affair.’


พิษณุ ศุภ เมื่อมหาดไทยพูดถึง พ.ร.บ. รักษาความสะอาดเป็นความจริงใจหรือ 4 มี.ค. 2522
โดยสิ่งที่น่าตื่นเต้นในทรรศนะของพิษณุคือโปสเตอร์หาเสียงต่างๆหลากหลายขนาด โดยตั้งข้อสังเกตุว่า สำหรับผู้ที่สามารถทำโปสเตอร์ขนาดใหญ่นั้นต้องใช้เงินจำนวนมาก ซึ่งถ้าผู้สมัครคนไหนอ้างว่าตนเองจนเห็นจะไม่เป็นความจริง และในระหว่างนี้ทางกระทรวงมหาดไทย ได้พยายามที่จะออก พ.ร.บ. ให้ผู้สมัครปิดโปสเตอร์โฆษณาตามที่ที่กรรมการกำหนดไว้ หากใครฝ่าฝืนจะมีความผิดทางกฎหมาย ซึ่งผู้เขียนคิดว่าได้กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้การเลือกตั้งไม่คึกคัก เพราะว่าสถานที่ที่ราชการกำหนดอาจเป็นที่ที่ไม่เหมาะต่อการติดโปสเตอร์หาเสียงก็ได้ เพราะว่าไม่ได้อยู่ในแหล่งชุมชน การที่กระทรวงมหาดไทยอ้างว่า การที่มีข้อจำกัดในการปิดโปสเตอร์รณรงค์หาเสียงเพื่อรักษาความสะอาด จึงฟังดูไม่สมเหตุสมผล เพราะที่ผ่านมาบ้านเมืองของเราก็สกปรกอยู่แล้ว จากการละเลยความควบคุมการปิดโปสเตอร์โฆษณาต่างๆ


Pishnu Supanimitr.. “When the Ministry of Interior Cites the Cleanliness Act, Are They Really Sincere?” Year 25, Vol. 36, (4 March 1979) : 36 – 38.

The National Art Exhibition will open at the National Gallery on 25 March. There is plenty to write about, but one political note. (Lovers of art and culture are not deaf to political issues.) As the April elections grown near, the city is flooded with campaign posters, hung up helter-skelter and willy-nilly over every surface of the city, even on the walls of temples and historical sites. No surface is safe from these political advertisements. What a shame that people who want to be elected (or re-elected) as leaders of the nation cannot campaign in a tidy, orderly manner. These posters represent a considerable investment which ends up as scrap paper and trash to be cleared away. The recent announcement by the Ministry that posters can be put up only in designated areas is welcome news. Hopefully, the new regulations will prove fair and effective.


Pishnu Supanimitr. “Another Chat with a Judge from the National Art Exhibition – Misiem Yipinsoi.” Year 25, Vol. 37, (11 March 1979) : 36 – 38

After meeting Sawat Tantisuk , Pishnu takes his readers to an interview with Misiem Yipinsoi, also on the panel of judges for the National Exhibition. Khun Misiem is 72 years old now, and has devoted herself to the art world for many years. She is now president of the International Association of Artists in Thailand. Misiem describes the selection process for works in the National Exhibition. Unfortunately, monetary awards are still small because of funding limitations. Sawat Tantisuk had lots to say in support of the first prize award in painting to Preecha Taothong. Although the theme was not new for Preecha, he had improved so much that the judges decided to reward that effort. The judging committee worked all day from 9.00 in the morning to 6.30 in the evening. They had a lot of discussion and sometimes serious disagreement. Misiem said she based her decisions on what appealed on sight. Reason came afterwards to back up and defend that first intuitive response. The graphic arts section had made much more progress than the other groups in the exhibition this year. The prints were very refreshing. The artists’ pleasure in making the works was apparent. By contrast, the paintings were very labored and therefore tiring to look at. Even so, it was encouraging that so many works (more than 100) were submitted. There was so little sculpture, and nothing in stone. Ittipol Tangchalok’s gold medal print is beautiful – better than his painting. He works so hard on his paintings, while the prints are so full of peace. Pishnu Supanimitr’s generally works better in black and white than in color. His prints are also more striking than his painting. Misiem says she did not exactly understand Suwicharn Taothong’s painting which won the silver medal. Photography has a lot of influence in painting nowadays. I liked the grey color very much, said Misiem, but I think paintings should have color. Fua Haripitak said the same. Perhaps I am old fashioned, said Misiem. The National Gallery is too small, hot upstairs and awkward for showing artworks. We have been slow to establish a national gallery compared with many other countries where the people have more interest in fine art.


พิษณุ ศุภ. เกี่ยวกับศิลปกรรมแห่งชาติ : One Man Show ของปรีชา เถาทอง และ “ศิลปากร 20” ที่ไทยไดมารู ปีที่ 25 เล่ม 38 (18 มี.ค. 22) 36-38
ผู้เขียนมีความเห็นสอดคล้องกับข้อเขียนที่คุณวนิดา อินสอนลาลงในสยามรัฐรายวัน วันที่ 20 ก.พ. ภายใต้ชื่อเรื่อง “งานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติในสายตาประชาชน” จึงขอนำมาถ่ายทอดพร้อมด้วยความเห็นเพิ่มเติมของผู้เขียนเอง ดังนี้ ในข้อที่ว่าควรจัดให้มีผู้รู้คอยพูดคุยกับผู้เข้าชมงาน (ที่จริงก็มีการทำกันอยู่แล้ว) ควรมีการตีพิมพ์เหตุผลของคณะกรรมการตัดสินในการเลือกภาพที่ได้รางวัลไว้ (ด้วยเหตุผลเวลาอันจำกัด จึงยากที่จะนำคำแถลงของกรรมการทั้งหลายมาตีพิมพ์ได้ทัน) ผู้เขียนจึงเสนอให้หน้าที่สื่อมวลชนเป็นฝ่ายลงตีพิมพ์คำแถลงการตัดสินของคณะกรรมการแทน ในข้อที่ว่า สูจิบัตรมีภาพเขียนพิมพ์ไว้มากเกินไปนั้น (ในต่างประเทศสูจิบัตรก็มีแต่รูปเต็มไปหมดเหมือนกัน)
ผู้เขียนกล่าวถึง การแสดงผลงานของปรีชา เถาทอง ซึ่งเป็นตัวอย่างอันดีในการสร้างสรรศิลปะอันควรที่นักศึกษาศิลปะควรจะไปชม เพื่อจะได้เห็นความคลี่คลาย และพัฒนาการของงานศิลปอย่างมีเหตุผล ลงท้ายผู้เขียนเอ่ยถึง “ศิลปากร 20” ที่รวบรวมผลงานของ 22 ศิลปินที่จัดขึ้นที่ชั้น 2 ไทยไดมารู



Pishnu Supanimitr.. “About the National Art Exhibition, the One Man Show of Preecha Taothong, and ‘Silpakorn 20’ at Thai Daimaru.” Year 25, Vol. 38, (18 Mar 79): 36 – 38.

Pishnu responds to the comments by Walida Insornla in her article, ‘The National Art Exhibition in the Eyes of the Public,’ in Siamrat Daily News on 20 February. Yes, someone should be available to explain to the viewers what the works of art are about. (In fact, this is being done.) Yes, the judges’ reasons for selecting particular works as winners should be published. (Technically, it is very difficult to get these comments into the catalog on time.) Better let the news media publish the judges explanations later, suggests Pishnu. Yes, the catalog was over-crowded with pictures, but this is a way of including and recording everyone. (They similarly crowd the catalog with pictures in some overseas shows.) Pishnu then mentions Preecha Taothong’s show : ‘Art students should especially go to see this good example of the logical unfolding development of artworks, a good example of creative art.’ And a very mixed group of 22 artists, Silpakorn 20, showing at the 2nd floor hall of Thai Daimaru.


พิษณุ ศุภ. ปรีชา เถาทองกับงาน One Man Show ปีที่ 25 เล่ม 39 (25 มี.ค. 1979) 36-38
งานแสดงผลงานทั้งภาพเขียนและลายเส้นกว่า 50 ภาพ ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของปรีชา เถาทอง ที่หอศิลปพีระศรี ปรีชาอายุ 31 ปี และเป็นอาจารย์สอนในคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดงานนี้ขึ้นด้วยความสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในวงการศิลปที่ไม่ต้องการให้เอ่ยนาม ปรีชา (ดูรูป) ได้จัดพิมพ์หนังสือชื่อ “แนวความคิดในการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมของปรีชา เถาทอง” เป็นการให้การศึกษาศิลปะแก่ประชาชน เพื่อให้เข้าใจภาพเขียนที่แสดงไว้ครั้งนี้ด้วย จากผลงานช่วงแรกที่ใช้แต่ขาว – ดำ เขาได้ใช้การปิดทอง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ไทย เขากล่าวว่า “เราน่าจะหาส่วนที่เป็นแก่นของเราที่เป็นคนไทย แสดงเชื้อชาติด้วย และเป็นทั้งศิลปะร่วมสมัยด้วย” เขาได้เป็นช่างฝึกหัดงานฝีมือในวัด และเป็นศิษย์ของ เหม เวชกรอยู่ 5 ปี ในสมัยเด็ก จึงทำให้เขาหันกลับมาเขียนภาพของโบสถ์อีกหลังจากทดลองหาแนวทางของตนเอง “สิ่งที่ใกล้ตัวผมมากที่สุดก็คือ Landscape ของวัด” การได้ไปดูงานที่อิตาลีและยุโรปทำให้เขาได้ประโยชน์ในการทำงาน และคิดว่าน่าจะให้ทั้งลูกศิษย์และอาจารย์ศิลปทุกคนได้ไปดูงานที่ยุโรปแบบนี้สักเดือนสองเดือนก็จะดี

­­­
Pishnu Supanimitr.. " Preecha Taothong’s One Man Show.” Year 25, Vol. 39, (25 March 1979): 36 – 38.

The show at the Bhirasri Gallery by the 31 year old teacher at the Faculty of Painting, Silpakorn University, is a retrospective of more than 50 drawings and paintings. The exhibition is sponsored by a big name on the art scene who prefers to remain anonymous. Preecha [pictured] has also written a book ( The Concept of Preecha Taotong’s Painting’) aimed at helping the public better understand the exhibition. Never interested in bright color, Preecha describes how boredom led him to apply gold leaf to his works, which were mostly black and white. Gold seemed a very Thai color to choose. ‘We should find that part of ourselves which is both Thai and contemporary in spirit,’ he said. Preecha describes the evolution of his work, recalling how he began as an artisan working in the temple for 5 years under the direction of his teacher, Hem Wechakorn. He tells how, in his 4th year at university, his struggle to develop his art led him back to the temple. ‘The thing nearest to me was the landscape of the temple!” His trip to Italy and other countries in Europe was eye-opening. Preecha said he wished all art teachers and art students could travel to Europe to see and study the art for a couple of months.

Anne – Marie Butzbach (แปลโดย อ.สดชื่น ชัยประสาธ) นบทวิจารณ์การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 25 จากการประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส 1 เมษายน 22
เนื่องจากมีบทวิจารณ์งานศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 25 โดยนักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาค้นคว้าวิจัยศิลปะไทย เธอมีชื่อว่า อานนท์ มารี บุทซ์บาค (Anne-Marie Butzbach) ซึ่งศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะทั่วไปจาก Ecole du Louvre คุณพิษณุนักเขียนประจำคอลัมน์ศิลปวัฒนธรรมนี้จึงเห็นเป็นการดีที่จะรับการทัศนะของชาวต่างประเทศที่มองศิลปะร่วมสมัยของไทย
ผู้เขียนนั้นเมื่อได้พิจารณาภาพทั้งหมดอย่างละเอียด ทำให้มองเห็นแบบอย่างศิลปะหลายแบบหลายลักษณะ ทั้งที่เมื่อดูภาพเหล่านี้ครั้งแรกคิดว่าเป็นการยากที่จะหาแนวทางร่วมของศิลปินได้ ผู้เขียนจึงให้ข้อเสนอแนะบางประการ เช่นในเรื่องการติดตั้งจัดแขวนภาพ ควรจะจัดเป็นกลุ่มโดยถือแบบอย่างของภาพที่มีลักษณะคล้ายกันเพื่อไม่ทำลายเอกภาพของภาพทั้งหมด ที่จัดแสดงร่วมกันและง่ายต่อการเข้าใจแนวสำคัญ ๆ ของศิลปะร่วมสมัยของไทยได้ง่ายขึ้น
ผู้เขียนมีความสนใจกลุ่มภาพรูปธรรม (Figurative) ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ศิลปินมุ่งแสดงออกความเหมือนจริง ศิลปินส่วนใหญ่มีความชำนาญด้านทักษะแต่ต่างพยายามซ่อนลักษณะบุคลิกส่วนตัวของตนเอง มีจิตรกรน้อยคนที่แสดงหาเทคนิควิธีแสดงรูปทรงของความเป็นจริงอย่างเป็นอิสระ ผู้เขียนพยายามเสนอแนวโน้มต่าง ๆ ของกลุ่มศิลปินที่ทำงานเป็นรูปธรรม
(ต่อ)
ศิลปินที่อ้างถึง :- สุวิชาญ เถาทอง กัญญา เจริญศุภกุล ภูเบศร์ โหยประดิษฐ์ รุ่งศักดิ์ พงษ์โสภณ นวลจันทร์ ลิจันทร์พร ศุภชัย สุกชีโชติ ปฏิภาณ ณ ป้องเพ็ชร เรณู ธรรมเจริญ สุกรี วัชรพรรณ ทัศนีย์ ทิปรักษพันธุ์ ไพโรจน์ ไทยยิ่ง เทพศักดิ์ ทองนพคุณ ประหยัด พงษ์ดำ


Butzbach, Anne Marie. (translated by A.Sodchern Chaiprasart) “Critique of the 25th National Art Exhibition by a French Art Historian.” Year 25, Vol.40, (1 April 1979) : 37 – 39.

Turning over the space for his weekly column for 2 weeks, Pisanu hosts a critique by Mlle. Butzback from the Ecole du Louve, also trained in museum exhibitions and art conservation, with special interest in Indian art. The French historian first makes an observation about the exhibition’s taxonomy, i.e. that the works of a number of individual artists are not shown together but are scattered through the exhibition. Also, the paintings are difficult to identify, even with the exhibition catalog in hand. These technical faults make it more difficult for visitors to enjoy the works on display. Some of the artists who work in a photo-realist or super-realist style ‘hide their personalities behind the smooth, detailed surfaces, while showing off their great skill.’ Although few of the artists appear to be working for new ways to freely express ‘the forms of reality,’ there are many pictures full of emotion, imagination and dreams. (The critique is finished in the following week’s column.)

Anne – Marie Butzbach แปลโดย สดชื่น ชัยประสาธน์บทวิจารณ์งานศิลปกรรมแห่งชาติจากนักประวัติศาสตร์ศิลปชาวฝรั่งเศส (ต่อ) 8 เมษายน 22
ผู้เขียนพยายามแยกผลงานศิลปะอันหลากหลายออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้สะดวกต่อการวิจารณ์โดยดูภาพรวมของกลุ่มศิลปินที่ทำงานมีลักษณะคล้ายกับและยกตัวอย่างผลงานที่หน้าสนใจด้วย
เริ่มจากกลุ่มศิลปินที่ทำงานรูปธรรมเกี่ยวกับธรรมชาติ ผู้เขียนแปลกใจและเสียดาย ที่มีศิลปินไทยทำงานแนวนี้น้อยเพราะว่าประเทศไทยมีแสงแดดจ้าและสีสันสดใส ศิลปินหลายคนมักใช้กลุ่มสีทึบ แสดงอารมณ์ความมืดมน ส่วนศิลปินที่สนใจใช้แสงก็มักจะทำให้ตรงข้ามกับเงา ซึ่งแสงเป็นตัวรองจากเงาเสียมากกว่า ศิลปินจำนวนมากใช้แสงเพื่อวิจัยองค์ประกอบของเส้น และโครงสร้างรูปทรงเรขาคณิต ทำให้งานศิลปินกลุ่มนี้มีลักษณะกึ่งนามธรรม เช่น ภาพ “ความสงบในบรรยากาศของกิติพงษ์ วัชรวิชานันท์ ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าศิลปะนามธรรมแบบเรขาคณิตดูจะเป็นที่ชื่นชอบของในศิลปินรุ่นใหม่ ราวกับจะประกาศตัวเป็นศิษย์ของ Mondrian การแยกตัวจากธรรมชาติจึงเหมือนเป็นการแสวงหารูปทรงที่เย็นชาเต็มไปด้วยระเบียบ อีกประการหนึ่งคือศิลปินกลุ่มนี้สนใจแสวงหาวัสดุมากกว่าการใช้สีซึ่งเป็นการไม่ยอมรับการเขียนแบบผิวราบ ศิลปินที่ใช้ “ภาษา” ที่เป็นไปโดยธรรมชาติจะมีก็แต่ กัญญา เจริญศุภกุล ในภาพ “ถ้อยความหมายเลข 4 และ 5” และ ภาพแรงหมุน ของ ลักษมี ตั้งโฉลก นอกจากสีก็มีศิลปินจำนวนน้อยที่มีแนวโน้มการทำงานศิลปะแบบใช้เส้นลวงตา สิ่งที่ผู้เขียนสะดุดใจคือผลงานชื่อ “ผนัง” ของอิทธิพล ตั้งโฉลก ที่รูปทรงซึ่งทึบและมีลักษณะกดดันถูกนำมาเสนอด้วยเทคนิคที่เต็มไปด้วยการใช้เหตุผลตลอดราวกับว่าไม่มีความรู้สึกเหลืออยู่เลย งานที่ผู้เขียนชอบได้แก่ ภาพจิตรกรรมของนิพนธ์ ผลิตะโกมล ที่ชื่อ “แจกันกับดอกไม้” ซึ่งใช้กลุ่มสีที่สวยงามมาก และภาพพิมพ์ของ ทวน ธีระพิจิตร ชื่อ “รูปทรงและพื้นผิว” ซึ่งใช้เศษวัสดุมาผสมกัน (assenblage) ท้ายสุดผู้เขียนแสดงความรู้สึกเสียดายพรสวรรค์ของศิลปิน ไทยที่มักจะถูกนำมาใช้ในการพัฒนาเทคนิคอย่างเดียว และหวังที่จะได้เห็นความเป็นตัวตนของสิลปินปรากฏในงานศิลปะมากกว่านี้
ศิลปินที่อ้างถึง (วัชรี วงศ์วัฒนอนันต์ จรูญ บุญสวน ปริพงษ์ ศัลยพงษ์ จรูญพรรณ กูลมาตย์ เอี่ยมวิทย์ เอี่ยมขันทอง สมศักดิ์ ขุนพลพิทักษ์ ปรีชา เถ้าทอง สุรสิทธิ์ เสาวิดง พิชัย กรรณถุกสุนทร สมคิด อินทร์นุพันธ์ กิติพงษ์ วัชรวิชานันท์ ปรีชา อ่อนแอกสุข ชัยอนันท์ ชะอุ่มงาม ชัชวาล ใหญ่ศิริ อิทธิพล ตั้งโฉลก ลักษมี ตั้งโฉลก กัญญา เจริญศุภกุล มณเฑียร บุญมา พิษณุ ศุภนิมิต รุ่ง ธีระพิจิตร ทวน ธีระพิจิตร นิพนธ์ พริตะโกมล)







Butzbach, Anne Marie. “Critique of the 25th National Art Exhibition by a French Art Historian (continued).” Year 25, Vol.41, (8 April 1979) : 37 – 39.

In the second part of her critic, Mlle. Butzbach notes her disappointment that there are so few concrete images of nature in a country of such bright sunshine as Thailand. She also senses a sadness in many works, whether abstract or more concrete. Though many artists make pictures which study relationships between light and shadow, few pictures are bathed in light and color. Darkness tends to dominate. Mlle.Butzbach wonders what attracts so many young Thai artists to the style of geometric abstraction. Sometimes the voices and ideas of the artists seem to be limited by the techniques they use. Sometimes the prints are made with such clinical precision that the absence of emotion is a shock. All in all, among the several groups of styles and approaches in the exhibition, the critic concludes that the artists are brave and adventurous, with promising creativity.

พิษณุ ศุภ. นิทรรศการศิลปกับการเลือกตั้ง 15 เมษายน 22
จากการที่มีกลุ่มนักศึกษาคณะมัณฑศิลปมหาวิทยาลัยศิลปากรจัดนิทรรศการศิลปะกับการเลือกตั้งอันเป็นนิทรรศการกลางแจ้ง ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ว่าเป็นการทำให้คนเสื่อมศรัทธาต่อการเลือกตั้ง เหล่านักศึกษาจึงพากันชี้แจงถึงเจตนาของนิทรรศการครั้งนี้ว่า เพื่อที่จะแยกแยะ นักการเมืองที่ดีและเลวออกให้ประชาชนได้เห็น แต่คุณพิษณุเห็นว่า งานศิลปะนั้นก็ยังเห็นเป็นการล้อเลียนเสียดสีนักการเมืองอยู่ดี เพราะเห็นแต่ภาพนักการเมืองที่มีหัวเป็นสัตว์ประหลาด มองไม่เห็นถึงการแยกแยะนักการเมืองดีชั่ว ซึ่งทำให้ต้องคิดไปได้ว่ามีผู้ที่คิดจะทำลายประชาธิปไตย
คุณพิษณุได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของงานด้านทัศนศิลป์ว่าเกิดขึ้นได้จากการเห็นงานศิลปะนั้น ๆ เกิดโดยทันทีทันใด ซึ่งต่างจากวรรณกรรมที่ต้องมีเรื่องเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง มีจุดเริ่มต้นไปถึงจุดจบ แต่งานทัศนศิลป์จุดมุ่งหมายไม่ได้อยู่ที่ตัวหนังสือที่พยายามอธิบายภาพนั้น แต่อยู่ที่ภาพที่มองเห็น จึงเตือนนักศึกษาในการทำงานศิลปะประเภทที่เกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก ผู้สร้างจะต้องแสดงแนวคิดที่แจ่มชัดและง่ายที่จะเข้าใจได้ ไม่ก่อให้เกิดการเข้าใจผิด


Pishnu Supanimitr.. “Art Exhibition and Elections.” Year 25, Vol.42, (15 Apr 79) : 37 – 38.
With balance and clarity, Pishnu analyzes some of the major issues at stake when a group of well-meaning Silpakorn students makes a political statement that backfires.
Pishnu encourages the students for taking an interest in the nation’s important political events, and doesn’t doubt the students’ belated explanation that their ironic sculptural tableau of animal-headed politicians was intended to suggest to the public that they must discriminate between good candidates and bad ones. However, he points out that successful visual art cannot rely on explanations for its impact. The exhibition, though sincere, was flawed and misleading in an unstable period where some groups would like to see democracy fail.


พิษณุ ศุภ. ข้อสังเกตจากบทวิจารณ์ของนักประวัติศาสตร์ศิลปชาวฝรั่งเศส 22 เมษายน 22
จากบทวิจารณ์การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 25 โดย อานนท์ มารี บุทซ์บาท นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวฝรั่งเศส ที่คุณพิษณุได้ลงในคอลัมน์นี้เมื่อสองสัปดาห์ก่อน คุณพิษณุต้องการแสดงความเห็นต่อข้อพิจารณ์
คุณพิษณุเห็นด้วยกับข้อวิจารณ์ที่เกี่ยวกับการจัดติดตั้งผลงานที่ยังบกพร่องทำให้ไม่มีอารมณ์ต่อเนื่องในการชม โดยปัญหานั้นเกิดจากความคับแคบของเนื้อที่จัดแสดงงาน และข้อสังเกตความคาดหวังของนักวิจารณ์หญิงฝรั่งเศสที่มักเป็นเช่นเดียวกับชาวตะวันตกทั่วไป ในการคิดว่างานศิลปะของคนเมืองร้อนจะต้องมีสีสันรุนแรง ซึ่งคุณพิษณุเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา และยอมรับว่างานของศิลปินไทยส่วนใหญ่นิยมใช้สีดำมืดทึบจริง ซึ่งตามความเห็นของผู้รู้ทางศิลปะจึงสรุปเป็นข้อ ๆ ได้ว่า 1 เป็นเพราะแสงแดดที่จะทำลายความเป็นสี เมื่อแสงกระทบวัตถุเกิดแสงสว่างกล้า และเกิดเงามืด ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกัน งานลักษณะนี้จึงพบทั่วไป 2. อาจเป็นเพราะหลักจิตวิทยาของคนไทยที่ต้องการทดแทนสิ่งที่ตนไม่มีเพราะประเทศเราเต็มไปด้วยแสงแดดแล้ว จึงอยากสร้างภาพสีโทนมืด ซึ่งอาจจะดูเย็นตากว่า 3. อาจเนื่องมาจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่มั่นคง สิ่งเหล่านี้อาจซึมอยู่ในจิตสำนึกของศิลปิน จึงสะท้อนสู่ผลงานศิลปะ จากนั้นคุณพิษณุได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรสนิยมของ อานน์ มารี ว่าเป็นคนที่ชอบศิลปะที่ให้ความรู้สึกสดใส จึงทำให้คลายความสนใจในศิลปะแบบตรงข้าม เช่น งานของคุณอิทธิพล ตั้งโฉลก ซึ่งแม้ว่ามีลักษณะที่ให้ความรู้สึกกดดันและรูปทรงมืดทึบ แต่ลักษณะการแสดงภาพแบบนี้ไม่ต้องการความลึกในระยะที่เป็นจริง แต่สร้างความลึกได้ทางความรู้สึก

­­
Pishnu Supanimitr..“ Observations on the Critique by the French Art Historian.” Year 25, Vol.43, (22 April 1979) : 36 – 38.

Pishnu generally agrees with the observation of Anne Marie Butzbach that there were a number of faults in the display of the National Art Exhibition, i.e. that the pictures were not in clear groupings, and the works of some individuals were scattered. This was confusing and emotionally disruptive. The wall space is often narrow, and there were too many works crowded together. Pishnu notes that Mlle. Butzbach was confused about following the catalog because it was alphabetized by the Thai, not the English alphabet. The lack of identification of the works of art on display was a mistake that won’t happen again.
Pishnu notes the French critic’s preference for brightly colored pictures, but says that brightly colored objects under bright sunlight look hard and will cast dark shadows, not an appealing picture. He concludes that a European from a cold, cloudy climate would yearn for bright color. People in a hot climate feel more comfortable with dark colors. The monochrome images might reflect a Buddhist philosophy of simplicity, or might be due to economic constraints. Or perhaps it really was an unconscious expression of the sadness of the people in general. Pishnu defends in a detailed analysis the print by Ittipol Tangchalok to which the Frenchwoman reacted negatively. Her analysis, while very much reflecting the fact that she is an art historian, was very useful to Thai art criticism.


พิษณุ ศุภ. ธุรกิจกับศิลป นิทรรศการศิลปี 2522 ของธนาคารกสิกรไทย 29 เมษายน 22
คุณพิษณุได้เรียกร้องให้องค์กรธุรกิจเอกชนหันมามีบทบาทในการส่งเสริมวัฒนธรรมในประเทศโดยเฉพาะด้านศิลปะ ยกตัวอย่างนักธุรกิจในสหรัฐอเมริกาที่มีการรวมตัวเป็นคณะกรรมการธุรกิจเพื่อศิลปะ (B.C.A.) ขึ้น ซึ่งมีการจัดตั้งงบประมาณเพื่อการนี้เป็นจำนวนเงินหลายร้อยล้านเหรียญในปี พ.ศ. 2518
ในส่วนของประเทศไทยก็ไม่มีะนาคารหลายแห่งหันมาให้การสนับสนุนทางด้านศิลปกรรม เช่น ธนาคารกรุงเทพ ที่จัดให้มีการประกวดภาพจิตรกรรมทั้งแบบจิตรกรรมร่วมสมัยและจิตรกรรมไทยประเพณี ธนาคารศรีนครเคยจัดประกวดศิลปกรรมทุกประเภท ทั้งจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์
ล่าสุดธนาคารกสิกรไทยได้จัดให้มีการประกวดศิลปกรรมร่วมสมัย และจะเปิดแสดงให้ได้ชมวันที่ 14 พฤษภาคม ถึง 17 มิถุนายน 2522 ที่หอศิลป์ พีระศรี สาธรใต้ โดยเป็นการประกวดศิลปกรรมด้านทัศนศิลป์ ได้แก่ งานจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ สำหรับรางวัลแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล เงินรางวัล 30,000 บาท และรางวัลชนะเลิศมี 6 รางวัล รางวัลละ 15,000 บาท การประกวดนี้เริ่มจากการที่คณะกรรมการศิลปสมาคมระหว่างชาติแห่งประเทศไทย โดยมีคุณมีเซียม ยิมอินซอยได้ขอความสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานและได้รับการตอบรับที่ดีจากธนาคาร และในการแสดงครั้งนี้มีศิลปินไทยส่งผลงานเข้าประกวดจำนวนมากเกือบเท่าการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ คุณพิษณุ จึงคิดว่าต่อไปธุรกิจเอกชนอย่างเช่น ธนาคารอาจกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญของความเจริญในด้านศิลปะร่วมสมัย
ศิลปินที่อ้างถึง :- มีเซียม ยิมอินซอย สวัสดิ์ ตันติสุข ชลูด นิ่มเสมอ ถวัล ดัชนี


พิษณุ ศุภ. ธุรกิจและศิลปะ นิทรรศการศิลปะปี 2522 ของธนาคารกสิกรไทย ปีที่ 25 เล่ม 44 (29 เม.ย. 22) 36-38
ด้วยการค้าขายที่เจริญรุดหน้า ทั้งภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต่างทำกำไรและยังปัญหามากมายต่อการจราจร สร้างของเสียต่อสิ่งแวดล้อมและมลพิษในอากาศ ผู้เขียนเร่งเร้าภาคเอกชนไทยให้เอาตัวอย่างนักธุรกิจอเมริกันที่ให้เงินทุนสนับสนุนศิลปะอเมริกันจำนวนมาก ศิลปินไทยที่หวังพึ่งภาครัฐก็คงจะยาก ดีที่ธนาคารมีศักยภาพทำหน้าที่อุปถัมภ์ศิลปะได้ เช่น ธนาคารกรุงเทพฯที่สนับสนุนการประกวดภาพเขียนทั้งแบบไทยร่วมสมัยและไทยประเพณีมาเป็นครั้งที่ 3 แล้ว เป็นต้น ขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ ธนาคารกสิกรไทยก็ได้ประกวดภาพที่หอศิลป พีระศรี โดยมอบรางวัลยอดเยี่ยมเป็นเงิน 30,000 บาท กับรางวัลชนะเลิศอีก 6 รางวัลๆละ 15,000 บาท


Pishnu Supanimitr. “Business and Art: Thai Farmers Bank Art Exhibition, 1979.” Year 25, Vol. 44, (29 April 1979) : 36 38.

The world of commerce, business and industry is thriving in Thailand, taking profits, but many times contributes to traffic jams and scars the environment with waste and pollution. Pishnu urges Thailand’s business sector to follow the example of American businessmen who give generously to the support of art in America. In Thailand, where artists cannot depend on government support, the banks have good potential as art patrons. Bangkok Bank has for 3 years organized a show for traditional and contemporary Thai painting. Now Pishnu announces the opening of a show at the Bhirasri Gallery, sponsored by Thai Farmers Bank, with a first prize of 30,000 baht and 6 runner-up prizes of 15,000 each.


Pishnu Supanimitr.. “Elections and Art : Kill Yourself in Order to Spite the Graveyard – Is It a Good Idea?” Year 25, Vol. 45, (6 May 1979) : 36 – 37.

Pishnu the art critic shows a passionate interest in developments in Bangkok’s political scene. He devotes this week’s column to discussing the aftermath of recent elections and the people’s choice between the Thai People’s Party (Prachakorn Thai) and the Democrat Party (Prachatipat). Analyzing the outcome of the election, Pisanu is particularly dismayed to find that the voter turnout was very small.


พิษณุ ศุภ. งานศิลปะที่น่าภาคภูมิใจ “สุดสาคร” หนัง การ์ตูนขนาดยาวเรื่องแรกของคนไทย
13 พฤษภาคม 22
คุณพิษณุได้กล่าวชมความคิดริเริ่มของ คุณปยุต เงากระจ่าง ที่บุกเบิกการสร้างหนังการ์ตูน ซึ่งเป็นการ์ตูนเรื่องแรกของเมืองไทย ซึ่งมีความยากทั้งการกำหนดเนื้อหา การสร้างภาพการ์ตูนโดยจิตรกร และการลงทุนที่ใช้เงินสูงมาก แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้ได้รับทราบข้อผิดพลาดและปรับปรุงครั้งต่อไป จึงต้องยกข้อที่ควรแก้ไขให้ดีขึ้นมากล่าวถึง
ในส่วนของเนื้อเรื่องคุณพิษณุคิดว่า “สุดสาคร” นี้ที่ตัดมาจากเรื่อง “พระอภัยมณี” ของท่าน “สุนทรภู่” 3 ตอน ผู้สร้างได้ดำเนินเรื่องตามบทประพันธ์เดิมมากเกินไป การที่ตัดเอามาเพียง 3 ตอน จากเรื่องพระอภัยมณีอันยาวเหยียดโดยไม่ดัดแปลงเพิ่มเติมเลย ทำให้ไม่สามารถที่จะมองเห็นบุคลิกของตัวละครได้ชัดเจน โดยเฉพาะกับตัวเอก “สุดสาคร” ที่เราแทบจะมองไม่เห็นคติธรรมเลยนอกจากการสู้รบ อีกสิ่งหนึ่งคือการสร้างภาพที่เป็นแบบฉบับของจิตรกร คือ สิ่งที่แสดงลักษณะประจำชาติใน “สุดสาคร” นี้ยังขาดเอกลักษณ์ของตนเอง และไม่สามารถแสดงลักษณะประจำชาติได้ นอกจากนั้นส่วนอื่น ๆ ที่ควรปรับปรุงคือ ลักษณะการเคลื่อนไหวของตัวการ์ตูนที่ควรจะดูเป็นธรรมชาติ และรายละเอียดของภาพที่ดูหยาบเกินไป เมื่อสร้างภาพระยะไกลมีการตัดรายละเอียดออกมาก สิ่งที่ทำได้ดีในการ์ตูนนี้ก็คือดนตรีประกอบอันไพเราะกลมกลืนกับเรื่อง และสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างหนังให้ดีคือ บทภาพยนตร์ที่ดี


Pishnu Supanimitr. “A Work of Art to be Proud Of: Sudsakorn – the First Thai Full-Length Feature Cartoon.” Year 25, Vol. 46, (13 May 1979) : 36 – 38.

Pishnu applauds the producers and financial backers of this animated cartoon for their courageous pioneering effort. He praises the choice of some adventures of Sudsakorn as the subject of the cartoon, but faults the feature for sticking too close to the literary text, which tends to make the film story tiresome. While listing many technical and artistic problems with the presentation, Pishnu praises the film-makers for their achievement, closing with the hope that there will be more to come in the not too distant future.


Pishnu Supanimitr.. “The Contemporary Art Exhibition: Preecha Taotong Takes Top Honors.” Year 25, Vol.47, (20 May 1979) : 36 – 38.
The International Association of Artists of Thailand, a member of the International Association of Artists with headquarters in France, joins with Thai Farmers Bank for their first exhibition, under the leadership of Misiem Yipinsoi, the president of the group. The Bank is funding and helping to stage the exhibition at the Bhirasri Gallery, now in its 5th year of existence. The show attracted 232 works by 100 artists, with 124 works by 86 artists eventually selected for exhibition - - 81 paintings, 5 sculptures and 38 prints. The second half of the article is devoted to some history of Preecha Taotong’s education and career as an artist. Pishnu recounts the artist’s story, including his experience, aesthetic philosophy and choice of subject matter for his painting, as well as Preecha’s artistic approaches and development in different periods.
พิษณุ ศุภ. คุณมีเซียม ยิบอินซอย ศิลปินชั้นเยี่ยมคนแรก กับงานชุด “โลกของเด็กในปีเด็กสากล 22” 27 พฤษภาคม 22
เป็นการการกล่าวถึง คุณมีเซียม ยิบอินซอย ศิลปินหญิงคนเดียว ในขณะนั้นที่ได้รับเกียรติเป็นศิลปินชั้นเยี่ยมคนแรกของประเทศไทยในสาขาจิตรกรรม ต่อมาคุณมีเซียมเริ่มเปลี่ยนจากจิตรกรรมมาทำงานด้านประติมากรรม และขณะนี้มีโครงการที่สำคัญคือ การจัดแสดงงานประติมากรรมโดยรวบรวมในชุด “โลกของเด็ก” ให้สอดคล้องกับปีเด็กสากล 2522 จัดแสดงที่โรงแรมโอเรียนเต็ล วันที่ 30 พฤษภาคม 2522
จุดมุ่งหมายของการแสดงงานเพื่อดึงดูดนักธุรกิจที่เข้าชมได้ซื้องานศิลปะนี้เป็นสมบัติส่วนตัว เพื่อนำรายได้ไปสร้างสนามเด็กเล่นให้กับเด็กยากจนในย่านสลัม คุณพิษณุหวังว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จด้วยดีเพื่อเด็ก ๆ จะได้มีสนามไว้วิ่งเล่น
ศิลปินที่อ้างถึง :- มีเซียม ยิบอินซอย อาจารย์ศิลป พีระศรี มอเน่ท์ ซาโตมิ

__________. “Misiem Yipinsoi : First Master Artist and the ‘World of Children’ series in the 22nd International Year of the Child.” Year 25, Vol.48, (27 May 1979) : 36 – 38.

From the opening paragraph and throughout this affectionate recounting, Pisanu expresses tremendous reverence for a highly respected master artist, 3-time gold medal winner from the National Art Exhibition, and protégé of Silpa Bhirasri, Misiem Yipinsoi. The article highlights her series of sculptures which will be exhibited and on sale at the Oriental Hotel as part of a fund-raising effort on behalf of local slum children in the International Year of the Child. Beginning her art studies at the age of 40, Misiem carried on in triumph and in tragedy, to become an established figure in Thailand’s art world. Over 70 at the time of this interview, her head is still full of
plans for new art works and art activities.

พิษณุ ศุภ. การประกวดศิลปกรรมร่วมสมัย ประจำปี 2522 ของธนาคารกสิกรไทย
3 มิ.ย. 2522
แม้ว่าชื่อหัวข้อคือ การประกวดศิลปกรรมร่วมสมัย โดยธนาคารกสิกรไทย แต่ใจความสำคัญในบทความนี้กล่าวถึง การประกวดศิลปกรรมที่มีความสำคัญที่ชี้ให้เห็นการเจริญเติบโตของวงการศิลปกรรมไทยมีการประกวด 3 รายการใหญ่ที่ พิษณุ แสดงความสนใจและนับว่ามีบทบาทสำคัญได้แก่ นิทรรศการภาพเขียนรางวัลบัวหลวง ซึ่งได่รับความสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง คือ คุณบุญชู โรจนเสถียร ลักษณะที่สำคัญของการประกวดนี้คือการเจาะจงลงไปที่งานจิตรกรรมเท่านั้น แต่ได้แบ่งงานออกเป็น 2 ประเภท คือ จิตรกรรมไทยร่วมสมัย และจิตรกรรมไทยประเพณีในประเภทหลังนั้นผู้เขียนแสดงความชมเชย เพราะจะเป็นการช่วยฟื้นงานประเพณีของไทย อีกนิทรรศการหนึ่งคือ การประกวดศิลปกรรมร่วมสมัย อันเป็นความร่วมมือกันระหว่างธนาคารกสิกรไทยและสมาคมฯหอศิลป พีระศรี มีลักษณะการตัดสินที่แตกต่างออกไปโดยไม่แบ่งการตัดสินออกเป็นประเภทต่างๆ แต่ถือคุณภาพของงานศิลปะเป็นสำคัญ โดยงานที่มีคุณภาพสูงสุดจะได้รับรางวัลยอดเยี่ยม และท้ายที่สุดก็คืองานการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ ซึ่งมีความเก่าแก่ที่สุด และเป็นเวทีหลักในการประกวดของศิลปิน ท้ายสุดผู้เขียนได้มองถึงอนาคตวงการศิลปกรรมไทย ว่าสถานภาพการประกวดนั้นขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่เป็นผู้บริหารชั้นสูง ว่าเห็นความสำคัญของศิลปะ และจะสนับสนุนการประกวดศิลปะหรือไม่ ซึ่งผู้เขียนแน่ใจว่าในระยะเวลาอันใกล้การประกวดเหล่านี้ยังคงอยู่ และวอนขอให้ผู้ที่จะมาเป็นผู้บริหารองค์กรเหล่านี้ต่อไปให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องด้วย


Pishnu Supanimitr.. “Annual Contemporary Art Exhibition, 1979 – Thai Farmers Bank.” Year 25, Vol. 49, (3 June 1979) : 36 – 38.

Thai Farmers Bank, with the cooperation of the International Art Association of Thailand and the Silpa Bhirasri Gallery, presents this significant art world event, which rivals the National Art Exhibition in size and awards. In 1974, the art world in Thailand was cheered by the establishment of the Bua Luang Exhibition, sponsored by Bangkok Bank. Pishnu describes the Bua Luang and its history, which was closely associated with the career of the prominent banker and political figure, Boonchu Rojansatien. Unlike the National Art Exhibition and the Bua Luang, the Contemporary Art exhibition neither sets nor limits categories of work, nor does it set so many categories of prizes. It provides a top award for best work in the show and another 6 awards, equal in dignity, for runners-up. Pishnu recognizes the important decision of Bancha Lamsan at Thai Farmers Bank to patronize Thailand’s art world. With three major annual exhibitions, the art world appears to be developing well.
(Pictured: 2 works by Somchai Taothong and Suchow Kikanet)


พิษณุ ศุภ.การประกวดศิลปกรรมร่วมสมัย ของธนาคารกสิกรไทย ว่าด้วยเรื่องของตัวเลข
(10 มิ.ย. 2522 )
เนื้อหาบทความแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกกล่าวถึง การดำเนินงานของการประกวดศิลปกรรมร่วมสมัย ซึ่งศิลปะสมาคมแห่งประเทศไทยมีจุดประสงค์ที่ต้องการให้ธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ด้วยว่าเป็นองค์กรเอกชน จะทำให้เกิดการขยายขอบเขตของผู้ดำเนินงานศิลปะแทนที่จะเป็นเพียงกลุ่มเดิมในวงการศิลปะ ซึ่งมีการจัดงานศิลปะตามปกติอยู่แล้ว ธนาคารกสิกรไทยเองในความเช่นของ พิษณุ มองว่าสามารถดำเนินการได้ดีมีความละเอียดประณีตในขั้นตอนต่างๆ และแสดงความเชื่อมั่นในการทำงานด้านนี้ของธนาคารในส่วนที่สองเป็นการกล่าวถึงสถิติต่างๆ จากการประกวดศิลปกรรมร่วมสมัยและประกวดศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ผ่านๆมา ตัวเลขชี้ให้เห็นว่า ศิลปินที่ส่งงานแสดงแต่ละครั้ง กึ่งหนึ่งจะยังคงส่งงานประจำอยู่แต่อีกกึ่งหนึ่งจะหมุนเวียนไม่แน่นอน และเมื่อเปรียบเทียบผลงานทุกประเภท จะเห็นความนิยมจากมากไปน้อย ดังนี้ 1. จิตรกรรม 2. ภาพพิมพ์ 3. ประติมากรรม จิตรกรรมมีดัชนีที่สูงและคงตัว แสดงถึงความนิยมที่มั่นคงและมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้น ภาพพิมพ์มีความนิยมรองจากจิตรกรรมแต่ก็มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ที่น่าเป็นห่วงคือประติมากรรม เพราะจำนวนที่น้อยและมีแนมโน้มว่าจะน้อยลงไปอีก เนื่องจากปัญหาการลงทุนที่ใช้จ่ายสูง ซึ่งพิษณุได้เรียกร้องให้ศิลปินช่วยกันแก้ไข เนื่องจากการแสดงศิลปกรรมครั้งแรกๆ มีความตื่นตัวสูงมาก จึงเป็นที่น่าเสียดายหากศิลปินจะทำงานประติมากรรมน้อยลง


Pishnu Supanimitr.. “Thai Farmers Bank Contemporary Art Exhibition: About the Numbers.” Year 25, Vol. 50, (10 June 1979) : 36 – 38.

This competition is managed by three sponsors. Although the Bank expected to be responsible only for providing the financial backing for the show, the Association of International Artists of Thailand eventually persuaded them to take a much more active role in the exhibition at the Bhirasri Gallery. The medals for the winners were well designed; the certificates were nicely done in quality and detail, and the artists were highly honored.
Pishnu reviews some statistics comparing the participation by artists in the 24th and 25th National Art Exhibitions and in the Contemporary Art Exhibition. He notes the numbers of artists who took part in these shows, how some of them tended to return to participate again and others dropped out. The number of artists submitting and showing paintings tends to increase, but the number of sculptures in these shows tends to drop.


พิษณุ ศุภ. สาระของศิลปกรรมร่วมสมัย 2522 บทบาทของหอศิลป์ พีระศรี 17 มิ.ย. 2522
ประเด็นหลักกล่าวถึงผลงานที่แสดงในงานศิลปกรรมร่วมสมัย 2522 และประเด็นรองกล่าวถึงบทบาทของหอศิลป์ พีระศรี และข้อเสนอแนะของผู้เขียน
ในเรื่องผลงานศิลปะในการแสดงานครั้งนี้ ผู้เขียนได้รายงานให้ทราบว่ามีผลงานในแนวเหมือนจริงที่สะท้อน ความเป็นอยู่องสังคม ซึ่งข้าพเจ้าจะขอเรียกว่าศิลปะเพื่อชีวิต ในจำนวนที่มากพอกันกับศิลปะแบบนามธรรม ซึ่งพิษณุมองว่าต่อไปจะมั่นคงยิ่งขึ้นกว่าเดิม และได้แสดงความเห็นคัดค้านความคิดเห็นของคนบางกลุ่มในการแสดงงานนี้ที่มุ่งหวังให้ศิลปินหันมาทำงานสะท้อนสังคมมากขึ้นโดยอ้างว่าศิลปินควรรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะปีนี้เป็นปีของเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งพิษณุได้แสดงข้อค้านว่า ศิลปินเป็นผู้สร้างสรรศิลปะ ที่ตนเองมีความสำนึกในเรื่องนั้นๆ แล้วจึงแสดงออกมาอย่างจริงใจ อุดมการทางศิลปะต้องไม่ใช่สิ่งฉาบฉวยเหมือนกับนโยบายของรัฐบาลที่พิษณุมองว่าเปลี่ยนแปลงได้ง่าย จากนั้นจึงกล่าวถึงตัวอย่างศิลปินที่ทำงานศิลปะเพื่อสังคมที่มีความโดดเด่น ได้แก่ ญาณวิทย์ กุญแจทอง , ผ่อง เซ่งภิ่ง ไพศาล, ธีรพงศ์วิษณุพร ,มณเฑียร บุญมา โดยผู้เขียนแสดงความสนใจเป็นพิเศษที่ผลงานของ มณเฑียร บุญมา ในภาพ “กฎเกณฑ์ของสังคม” ซึ่งผู้เขียนได้แสดงความชื่นชม เป็นสิ่งที่น่าสังเกตุว่า งานของมณเฑียร บุญมา มีลักษณะที่ค่อนไปนามธรรมค่อนข้างมาก
ในประเด็นเรื่องบทความของ หอศิลป์ พีระศรี ผู้เขียนแสดงความเห็นว่าหอศิลป์คับแคบเกินไปสำหรับแสดงงานศิลปะที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี และมองว่าปัจจุบันหอศิลป์แห่งนี้ละเลยเจตนารมย์เดิมที่มุ่งเป็นสถานที่แสดงงานศิลปะ เนื่องจากไปให้ความสนใจในการจัดศิลปะการแสดงมากกว่า พิษณุ พยายามเรียกร้องให้หอศิลป์แห่งนี้กลับมาทำหน้าที่ในด้านศิลปะทำจุดประสงค์เดิมมากขึ้น


Pishnu Supanimitr. About the Contemporary Art Exhibition, 1979 – The Role of the Bhirasri Gallery.” Year 25, Vol. 52, (17 June 1979) : 36 – 38.

Pishnu urges the Bhirasri Gallery to be more active in organizing art exhibitions. The gallery seems to host plays and concerts more than art exhibitions. As the government has declared 1979 to be the year of the farmers, the question of the social responsibility of artists has come up. Pishnu offers the opinion that artists show their social concern by creatively helping mankind move toward the good and the beautiful. Despite the official proclamation, can we be sure this will really be the year of the farmer? Has anyone ever given a thought to the farmers before? Artistic ideas are not coarse like official policies, says Pishnu. They are developed through a lifetime would like to see the kind of art that reflects this crippled society of ours, showing it by means of art, not coarsely and opportunistically. As for realistic art which properly reflects the state of life in this society, this exhibition has many examples – the work of Kietisak Palitaporn, Yanwit Kunchaetong, Prasit Chanitrapirak, Pong Sengking*, Paisarn Tirapongswisanuporn, Pubetr Thaipradit*, Montien Boonma,* Supachai Sukichote*, Satit Timwattanbanterng, Sompop Butrach, Supan Krachangpen*, Sanan Chankao Nuanchan Lichantporn, and Wachari Wongsawatananond.
Pisanu praises Pong Sengking’s Mae Posob,1979 for the technical skill, beautiful atmosphere and arresting image, but faults the picture as over ambitious and conflicted. He discusses Montien Boonma’s Social Rules as reflecting the real sense of claustrophobia and constriction many people feel in society today. Pubetr Thaipradit’s work reflects the concerns of the Painting Group, of which he is a member. The picture is quite realistic and is in danger of being banal, something which Pubetr will have to guard against. Pishnu compares Supachai Sukichote’s Scarecrow and Supan Kranchangpen’s Field, favoring the work of Supan over Supachai. Otherwise, the interesting realistic pictures in the exhibition were, especially, the works by Wachari Wongwalanond, Satit Wattanabanterg, SompopButrach, Tanongsak Choernchom and Kietisak Palitaporn.. I


พิษณุ ศุภ. สาระของศิลปกรรมร่วมสมัย 2522 (อีกครั้ง) (24 มิ.ย. 2522)
ได้กล่าวถึงผลงานในการศิลปกรรมร่วมสมัย 2522 ที่จัดแสดง ณ หอศิลป์ พีระศรี โดยต่อเนื่องจากบทความในสัปดาห์ก่อน เริ่มจากการกล่าวถึงศิลปินที่ทำงานในแบศิลปะเหนือจริงหรือศิลปะเซอร์เรียคริสม์ ซึ่งมีศิลปินจำนวนมากทำงานแนวนี้ แต่ผู้เขียนมองว่า ผลงานที่มีคุณภาพมีไม่มากนักได้แก่ คุณสมพง อดุลยสารพัน ในงานจิตรกรรมที่ชื่อ “คืนแรม 118 ค่ำ” และ “ฝันครั้งหลัง” ที่เป็นงานที่ประชดประชันความเป็นมนุษย์ ปัญญา วิจินธนุสาร ผู้ทำงานอย่างจริงจังและปราณีต ในผลงาน “สงคราม” และ “วิกฤตการณ์โลก” พิษณุแสดงทรรศนะว่าข้อดีคือการผสานศิลปไทยประเพณีกับเซอร์เรียคริสม์ และการใช้เรื่องราวที่มหาสงครามในวรรณคดีมาผูกกับสงครามระหว่างมหาอำนาจขณะนั้นในงานกึ่งนามธรรมศิลปินที่น่าสนใจคือ ปรีชา เถาทอง , ถาวร โกอุดมวิทย์ ในงานจิตรกรรมที่ใช้เทคนิคถ่ายภาพ ภาพพิมพ์ชื่อ “ความประทับใจ” แสดงความผูกพันของครอบครัวศิลปิน ท้ายสุดกล่าวถึงงานศิลปะแบบนามธรรม ซึ่งพิษณุมองว่ามีความมั่นคงและก้าวหน้ามากกว่าประเภทอื่น เนื่องจากศิลปินที่ทำงานแนวนี้มีการทำงานอย่างต่อเนื่องในแนวทางของตน ได้แก่ ทวน ธีระพิจิตร งานภาพพิมพ์ชุด “กระเป๋า” และอิทธิพล ตั้งโฉลก ในงานภาพพิมพ์ชุด “ผนัง” โดยพิษณุได้แสดงความชื่นชมศิลปินทั้งสองที่ทำงานได้อย่างมีคุณภาพ

Pishnu Supanimitr.. “About the Contemporary Art Competition 1979 (One More Time)” Year 25, Vol.52. (24 June 1979) : 36 – 38.

Surrealism is art which reveals the human subconscious. There is a lot of surrealism from newcomers in this show, but only 2 or 3 outstanding artists. Pishnu praises Sompong Adulysarapan’s Night of Waning Moon, 019* and Dream Afterwards. Sompong was one of the prize-winning Surrealists in the show. Pishnu appreciates Sompong’s irony and the finely controlled atmosphere of his work, but says he prefers the artist’s award winning ‘People’ series of 2 years back. Pishnu also reviews the paintings of Banya Wijintanasarn, new and forward looking among these surrealists. Pishnu describes Banya’s painting War* as a commentary of the seemingly insatiable human thirst for bloodshed through the ages. He faults the flatness of the image in Kietisak Chanonard’s painting, Secret Depths of Loneliness*. The picture looks like a stretched surface and lacks Kietisak’s usual power. The critic notes with interest the use of a photographic technique in the painting Impressed by Tavorn Ko-Udomwit and praises Sermsook Tiensoontorn’s The Capital City By Night* for unwittingly revealing the dark truth hidden in the modern city’s glittering night life.
In closing, Pishnu praises Tuan Tirapichit’s graphic work, Handbag, and Wall by Ittipol Tangchalok
Pishnu faults Chainarong Charoenpanichyakul’s Samlor Orb*, which creates an optical illusion of a samlor on a box, as disjointed. What is the relation between the idea of samlor and the idea of box? He refers, rather, to Chainarong’s last work in the National Art Exhibition, urging him to continue attempting to bring sculpture and painting together.
(*work pictured ) Also mentioned, the works by Paripon Salaipongse, Pichit Tangcharoen, Somsak Jeungpakdi, Siripoon Poonparp, Somkid Intanupat and Wilailak Tienlikit*, Rung Tirapichit, Komol Suwutho, Wirot Jiemjirawat, Noppong Sujwiso, Sumetha Sawang, Narintat Baenmuang, Narongsak Tadabusba and Puwanart Chotikul.
พิษณุ ศุภ. กรุงเทพเมืองอมร ปีที่ 26 เล่ม 2 (1 ก.ค. 22) 36-38
กรุงเทพฯ เป็นศูนย์ของการขยายตัวของประชากรที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ผู้เขียนพะวงถึงปัญหาความแออัด จราจรที่ติดขัด และต้นไม้ที่หมดไปภสาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลงทุกวัน ไม้ใหญ่ที่เคยให้ร่มเงา หล่อเลี้ยงจิตใจ ความสุขจากธรรมชาติถูกขจัดไปอย่างขาดศิลปะในใจ กรุงเทพฯสกปรกมากขึ้น แออัดมากขึ้น อาชญากรรมและความรุนแรงก็เข้มข้นขึ้น นิทรรศการภาพถ่าย “กรุงเทพเมืองอมร” ของชาวอเมริกัน 2 คน แสดงที่หอศิลป พีระศรี เป็นภาพถ่ายของนักการเมืองชื่อดังและภาพคนเดินดินธรรมดานั้น ดูแล้วไม่สะใจผู้เขียนเลย กรุงเทพฯในมุมมองของผู้เขียน ถ้าเป็นด้านบวกก็คือ โบสถ์ วิหาร งานจิตรกรรมศิลปะต่างๆ ในด้านลบก็คือ ชีวิตของคนจนที่ปากกัดตีนถีบ จนชื่อ กรุงเทพเมืองอมร นั้นคือการพูดเชิงลบแบบประชดประชัน ผู้เขียนกล่าวถึงภาพยนต์ไทย 2 เรื่องที่มองกรุงเทพฯด้วยสายตาแหลมคมทีเดียว กรุงเทพฯจะมีอายุครบ 200 ปีแล้ว รัฐเตรียมจัดงานใหญ่ แต่จะฉลองอะไรเล่า


Pishnu Supanimitr.. “Bangkok : The Immortal City.” Year 26, Vol. 2, (1 July 79) : 36 – 38.
The problems of a dense population center struggling to grow – Pishnu is particularly aware of Bangkok’s crowding, traffic congestion and the disappearance of the city’s trees. The environment deteriorates daily. Trees represent the cooling, soothing natural amenities, eliminated by minds which have no art, are unable to discriminate. The city gets dirtier and more crowded, crime more violent. He mentions a photo exhibition at the Silpakorn Gallery, “Bangkok: City of Angels,” by two Americans. Not very satisfying, and, considering the images of Bangkok and Bankokians, the title seems sarcastic. However, two Thai movies look at the city with a keen creative eye. Bangkok is soon to be 200 years old. The government is preparing to mark the occasion, but what exactly will be celebrated?

พิษณุ ศุภ. “38 ซอย 2 เรื่องของครอบครัว ละครโทรทัศน์ที่น่าดู” 8 กรกฎาคม 22
คุณพิษณุกล่าวถึงรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งที่เห็นว่ามีคุณภาพพอใช้ ดูได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ในขณะที่มีรายการโทรทัศน์ไร้สาระอยู่เป็นจำนวนมาก รายการโทรทัศน์ที่มีคุณภาพที่กล่าวถึงได้แก่ ละครโทรทัศน์เรื่อง “38 ซอย 2” ของคณะส่งเสริมศิลปิน จัดโดยผู้การการุณ เก่งระดมยิง ทางโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เนื้อหาของละครเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัวชนชั้นกลาง ระหว่างพ่อกับแม่ พี่กับน้อง และพ่อแม่กับลูก ๆ แสดงปัญหาการกระทบกระทั่งกันในระหว่างพี่ ๆ น้อง ๆ ซึ่งละครเสนอความคิดว่า แม้เหตุการณ์ภายนอกจะเลวร้ายหรือรุนแรง แต่ถ้าเรามีครอบครัวที่ดี มีความรัก ความเข้าใจกัน ความเลวร้ายก็ค่อยทุเลาและเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ คุณพิษณุชื่นชมความสามารถทั้งผู้จัดทำและดารานักแสดง จุดเสียของละครคือการแสดงพฤติกรรมของตัวละครบางตัวมีจุดเสียมากเกินไป จนทำให้ขาดความจริงไป แต่อย่างไรก็ตามภาพรวมของละครนับว่าน่าพอใจ และมีการตัดต่อภาพที่ดีกว่างละครโทรทัศน์ทั่วไป

พิษณุ ศุภ. “38 ซอย 2” เรื่องของครอบครัว ละครโทรทัศน์ที่น่าดู ปีที่ 26 ฉ. 2 (8 ก.ค. 22) 36-38
นอกจากภาพยนต์ดีที่ช่อง 3 และข่าวดาวเทียมทุกสถานีแล้วผู้เขียนบ่นว่า โทรทัศน์ไม่มีรายการอะไรน่าดู แม้แต่รายการเด็กยังจืดชืด จัดได้ไม่ดึงดูดใจเด็ก ผู้เขียนจึงยินดีที่คณะส่งเสริมศิลปิน จัดละครชีวิตครอบครัว “38 ซอย 2” ออกอากาศครั้งละครึ่งชั่วโมง บ่ายวันอาทิตย์ ช่องห้า นับว่าเป็นละครที่จัดว่ามีคุณภาพพอใช้ที่สุดที่มีมา ละครแสดงเรื่องราวเด็กวัยรุ่น 3 พี่น้อง จากครอบครัวชนชั้นกลางระดับล่างที่ส่งเสริมคุณค่าของครอบครัวอย่างสมเหตุผล และสนุก เมื่อเปรียบเทียบกับการแสดงเกินจริงและรายการที่ขาดคุณภาพในวงการโทรทัศน์ทั่วไปที่น่าเป็นห่วงมาก ผู้เขียนวิจารณ์ การวางตัวละคร การตัดต่อ ฉากและเนื้อหาต่างๆของละครในตอนท้ายด้วย


Pishnu Supanimitr.. “ ‘38 Soi 2’ The Story of a Family, a Television Show Well Worth Seeing.” Year 26, Vol. 2, (8 July 1979) : 36 – 38.

Besides good movies on Channel 3 and satellite news on every channel, it’s hard to find anything on television worth watching, Pishnu complains. Even the children’s programming is too dull and lifeless to entertain children. Therefore, Pishnu congratulates the Committee to Promote Artists for backing the weekly hour-long family show on Channel 5 Sunday afternoons, 38 Soi 2. The story of a lower middle class family with 3 teenage children promotes family values while being both believable and entertaining. Pishnu warns of the dangers of poor quality television programming. He closely critiques the performances of the cast and notes a number of other features such as editing, sets, plot etc.

พิษณุ ศุภ. ผลงานของวิทยาลัยช่างศิลป์ ความก้าวหน้าที่น่าติดตามดู 22 กรกฎาคม 22
ผู้เขียนกล่าวถึงนิทรรศการของวิทยาลัยช่างศิลปที่กำลังเปิดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ คุณพิษณุได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของวิทยาลัยช่างศิลป์ ซึ่งในอดีตนักเรียนที่เรียนจากที่นี่เคยมีสิทธิเข้าเรียนต่อศิลปากรได้เลย แต่ปัจจุบันเมื่อมหาวิทยาลัยศิลปากรสังกัดกับทบวงมหาวิทยาลัยจึงเปลี่ยนแปลงการรับนักศึกษา แต่ทุกวันนี้นักศึกษาจากวิทยาลัยช่างศิลป์ทก็ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยศิลปากร
นิทรรศการผลงานศิลปะของนักศึกษาวิทยาลัยช่างศิลป์นี้ มีจุดุม่งหมายเพื่อต้องการให้นักศึกษาและประชาชนเห็นแนวทางการศึกษาศิลปะวิทยาลัยช่างศิลป์ และเพื่อเผยแพร่ผลงานของเหล่านักศึกษา สนับสนุนให้มีการแข่งกันสร้างงานที่มีคุณภาพ และรายได้จากการจำหน่ายผลงานจะเป็นทุนแก่นักศึกษาเจ้าของผลงานต่อไป
ผลงานที่นำแสดงส่วนใหญ่มีคุณภาพน่าพอใจ โดยเฉพาะงานทางด้านองค์ประกอบศิลป์ที่โดดเด่นกว่าผลงานอื่น ๆ ในจิตรกรรมเทคนิคสีน้ำมีความโดดเด่น และในงานศิลปะแบบประเพณีไทย ผลงานมีคุณภาพสูง มีความละเอียดประณีต แม้ว่าเรื่องราวจะยึดติดกับคติโบราณมากเกินไป

พิษณุ ศุภ. ความก้าวหน้าของวิทยาลัยช่างศิลป์ ความก้าวหน้าที่น่าติดตามดู ปีที่ 26 เล่ม 4 (22 ก.ค. 2522) 36-38
ผู้เขียนกล่าวถึงประวัติและความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนช่างศิลป์กับมหาวิทยาลัยศิลปากรที่มีมาแบบแน่นชั่วนาน เคยสังกัดกรมศิลปากรด้วยกัน แม้ต่อมาจะแยกสังกัดโดยที่โรงเรียนช่างศิลป์ยังสังกัดกรมศิลปากรอย่างเดิม แต่มหาวิทยาลัยศิลปากร ไปสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย แต่กระนั้นก็ตามนักเรียนช่างศิลป์ก็ยังคงมาเรียนต่อที่ศิลปากร และศิลปากรก็ยังส่งผู้จบการศึกษาไปเป็นครูสอนที่โรงเรียนช่างศิลป์ซึ่งกลายเป็นวิทยาลัย เรื่อยมาผู้เขียนกล่าวถึงพัฒนาการหลักสูตรของวิทยาลัยฯ และสรุปสาระของนิทรรศการที่รวบรวมผลงาน 130 ชิ้น ที่แสดง ณ หอศิลปแห่งชาติ


Pishnu Supanimitr.. “The Work of Chang Silpa College – Impressive Progress Worth Watching.” Year 26, Vol. 4, (22 July 1979) : 36 – 38.

Pishnu outlines the history of the long and deep relationship between Silpakorn University and Chang Silpa College, both of which have their roots in the Fine Arts Department. The university eventually moved away to be under the Ministry of University Affairs, while Chang Silpa remained part of the Fine Arts Department. Even so, many graduates of the college enter Silpakorn for further study. Silpakorn, in return, sends graduates back to be teachers at Chang Silpa.
Pishnu describes the development of the curriculum at the college, and outlines the contents of the Chang Silpa exhibition, which includes around 130 pieces, at the
National Gallery.

พิษณุ ศุภ. “บุษบา ริมทาง ภาคอีสาน เธอจะหา ดร.ทองภูมิ ได้ที่ไหน” 29 ก.ค. 2522
บทความนี้เป็นการวิจารยณ์ละครที่ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปชมมีชื่อเรื่องว่า “บุษบาริมทาง” โดย อาจารย์มัทนี รัตพิน ดัดแปลงมาจากบทละครเรื่อง “My Fair Lady” จัดแสดง ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งละครเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับความรักของเด็กขายดอกไม้ที่มีฐานะยากจนกับ ดร.ทองภูมิ เศรษฐีหนุ่ม โดยละครเรื่องนี้ได้สะท้อนถึงความแตกต่างระหว่างชนชั้น และชี้แนะให้เห็นถึงปัญหาเรื่องความยากจน สังคมเสื่อมทราม และปัญหาผู้อพยพชาวนาที่มาอยู่ในเมืองหลวง พิษณุชมเชยมัทนี รัตพิน ที่สามารถดัดแปลงบทละครชื่อดังของตะวันตกมาเป็นบทละครไทยที่มีบรรยากาศแบบลูกทุ่ง ทำให้คนดุได้รับอรรถรสไม่แพ้ต้นฉบับ และยังมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย และพิษณุมองว่าละครเรื่องนี้เป็นระครสะท้อนสังคม


Pishnu Supanimitr.. “Busaba Rimtarng (Isarn) – Where Will She Find Dr.Thongphum?”Year 26, Vol. 5, (29 July 1979) : 37 – 38.

Escaping from a downpour, Pishnu entered the auditorium at Thammasart to see the play, but found the place invaded by street urchins selling garlands, “Two for 5 baht! Five for 10 baht!” Then he realized that these ‘street urchins’ were really players from the play, creating the atmosphere for the story of a girl selling flowers whose life is made over by a university professor. Could true love really overcome such a gap in class differences? The play, resembling My Fair Lady, is well adapted. The playwright uses a style of Thai country music for some of the show tunes. Not entirely satisfied with the result, Pishnu nonetheless praises it as a good attempt. The story also reveals some of the darker corners of life in Bangkok, the lives of the poor, their battle to survive, and how they might benefit from some helping hand.




พิษณุ ศุภ. ความรื่นรมย์ในยุคประหยัด นิทรรศการศิลปะกลุ่ม “เพ้นติ้ง” 5 ส.ค. 2522
เป็นการแนะนำจิตรกรกลุ่ม “เพ้นติ้ง” (Painting Group) ที่กำลังแสดงงานที่ “หอศิลป์ พีระศรี” ถนนสาธรใต้ พิษณุได้เคยเขียนเกี่ยวกับศิลปินกลุ่มนี้ไปแล้ว และครั้งนี้พิษณุชี้ว่าศิลปินนักศึกษาชั้นสูงจากคณะจิตรกรรมกลุ่มนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตทั้งในส่วนของผลงานและจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นถึง 24 คน และได้แนะนำผลงานของเหล่าศิลปินที่มีความโดดเด่นคร่าวๆพิษณุเริ่มต้นกล่าวถึงผลงานโดยแยกเป็นประเภทตามลักษณะการแสดงออกในกลุ่มแรก เป็นศิลปินที่ทำงานแนวเหมือนจริง ได้แก่ สมภพ บุตรราช ซึ่งเน้นไปที่การเขียนภาพเหมือน (portrait) ภูเบศวร์ โหยประดิษฐ์ มีผลงานในแบบสัจจนิยมสะท้อนแง่มุมต่างๆของมนุษย์ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นผลงานที่ห่างไปจากความเหมือนจริงโดยดัดแปลงธรรมชาติให้เป็นไปตามความรู้สึกของศิลปิน เช่นผลงานของ สิริพุฒ พูนลาภ , สมศักดิ์ จึงภักดี เสริมสุข เธียรสุนทร ในกลุ่มที่ทำงานในลักษณะนามธรรมนั้นมีผลงานของ พิชิต ตั้งเจริญ นิกร คชนงศ์ รุ่งศักดิ์ พงษ์โสภณ ซึ่งส่วนใหญ่เลือกใช้สัญลักษณ์ที่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ในภาพ ที่สะท้อนให้เห็นถึงสังคมที่อ้างว้างตกเป็นทาสของเทคโนโลยีเหล่านี้ ท้ายสุดคือผลงานศิลปะที่สืบทอดมาจากศิลปะประเพณีของไทย ได้แก่ ปัญญา วินินธนุสาร ที่มีลักษณะโดดเด่นที่สุด โดยนำรูปแบบความเหนือจริงผสมผสานกับแบบประเพณี บอกความคิดของปัจจุบัน ที่ต้องการสะท้อนปัญหาสังคม จึงทำให้ผลงานมีความน่าสนใจ และท้ายที่สุดได้เชิญชวนให้ผู้อ่านเข้าชมนิทรรศการโดยพิษณุกล่าวว่าจะทำให้ได้รับความรื่นรมย์โดยที่ไม่ต้องใช้เงินเหมือนกับการหาความบันเทิงอย่างอื่น




Pishnu Supanimitr.. “Coolness In an Era of Thrift: An Exhibition By the Painting Group.”Year 26, Vol. 6, (5 August 1979)

The Painting Group had a show at the German Cultural Institute in November last year. Now, they are showing again at the Bhirasri Gallery. Pishnu congratulates the group of upper-class students from the Faculty of Painting, Silpakorn University. The number of members in their group has grown and the quality of their work has improved. Pishnu surveys a number of realist and abstract works in the show to provide a brief introduction for any readers who plan to visit the exhibition.
He describes Sompop Butrat’s* progress in portraiture, admiring his strong focus and choice of a woman with a distinctive look for his subject.
The realist painting of Pubetr Hoipradit* has taken a new turn, now expressing some philosophy of life in his picture of an old man looking at a sleeping boy.
The pictures of Somsak Koonponpitak and Witoon Chaidee are rather sober and dark.
Weena Darma* and Rewadi Jaichum are two women artists who show their ability to use material to create realistic images.
Supachai Sukichote* displays an unusual sort of realism in his picture of some trash discarded in a grassy field.
A number of artists adapt images of nature to express their own ideas and feelings.** Siripoon Poonlarb* is the most outstanding among them. She finds unexpected beauty in a glimpse of a wooden utility pole standing near a Coca Cola sign.
Somsak Jeungpakdi* finds beauty in urban crowding, as does Paripon Salyapol*.
Some students work much more abstractly.*** Roonsak Pongsopon* reflects the domination of society by modern technology in his painting of a fragmented image of an automobile.
Pichit Tangcharoen sees the beauty, in isolation and silence, of discarded engines and derelict parts.
The last group reflects the influence of traditional Thai art.**** The work of Panya Wijintanasarn* advances beyond the others, mingling contemporary ideas and issues with traditional Thai forms.
* (Work pictured.)
** Also Kanya Nuchpiparn, Ronachai Bamroongthai, and Chamaiporn Tavornrat.
*** Also Wiraporn Kochakarn, Kongket Chanpan and Nikorn Kochapong.
**** Also Wipawi Boriboon and Prakitsilpa Woramitr.


พิษณุ ศุภ. กาวิจารณ์ศิลปะ แนวทางแห่งกาสร้างสรรค์ 19 ส.ค. 2522
ในช่วงแรกกล่าวถึงปัญหาการวิจารณ์ศิลปะในเมืองไทยที่ขาดการสนับสนุน เนื่องจากขาดการหนุนจากระบบเศรษฐกิจ มีนิตยสารไม่กี่ฉบับที่มีคอลัมภ์เกี่ยวกับการวิจารณ์ศิลปะ เมื่อขาดการสนับสนุนทำให้วงการศิลปะและศิลปวิจารณ์โตช้าไปด้วย และกล่าวว่าการวิจารณ์ศิลปะในปัจจุบันนี้ยังขาการวิจารณ์แบบจริงจัง ที่มีการวิเคราะห์ลึกลงไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งสาเหตุอาจเป็นเพราะการวิจารณ์แบบนี้เสี่ยงต่อความนิยมของผู้อ่าน จากนั้นจึงกล่าวถึงคุณสมบัติที่ดีของนักวิจารณ์ที่ผู้เขียนมองว่าควรมี ได้แก่ สามารถดึงเอาความคิดของศิลปินออกมาให้ได้ และสามารถแยกแยะองค์ประกอบแห่งการสร้างสรรค์ได้และสามารถประเมิณคุณค่าตามแนวความคิดของศิลปินที่กำหนดไว้
จากนั้นพิษณุได้อ้างถึงวิจารณ์ของนักวิจารณ์ผู้หนึ่งที่ได้พูดถึง “นิทรรศการศิลปะของกลุ่ม”เพ้นติ้ง” “ในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ซึ่งนักวิจารณ์ท่านนั้นได้แสดงความชื่นชมต่อศิลปินที่แสดงเรื่องราวของเนื้อหา ส่วนศิลปินที่ไม่ค่อยแสดงเรื่องราวก็ไม่ได้รับคำชม และการอ้างว่าศิลปินกลุ่มนี้หลายคนได้อิทธิพลการใช้แสงและเงาจากปรีชา เถาทอง พิษณุไม่เห็นด้วยกับนักวิจารณ์ท่านนี้เกือบทุกประเด็น โดยแสดงเหตุผลในข้อแรกว่า สาระสำคัญของศิลปะไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาเรื่องราวเท่านั้น แต่คือ ความคิด ความงาม อารมณ์ ความรู้สึก และในส่วนที่สองพิษณุกล่าวว่าศิลปินในกลุ่มนี้ทำงานโดยมีรูปแบบหรือสไตล์ที่แตกต่างกันไม่ดีใครทำเรื่องแสงและเงาเลยยกเว้น วีนา ดามา แต่วิธีการนำเสอนก็ทำให้ผลงานดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงท้ายที่สุด พิษณุ ฝากว่านักวิจารณ์ศิลปะควรจะมีความหวังดีต่อวงการศิลปะและศิลปินไทยด้วย จึงจะเป็นการวิจารณ์แบบสร้างสรรค์





Pishnu Supanimitr. “Art Criticism – Creative Approaches.” Year 26, Vol. 8, (19 Aug 79) 36 – 38.

Although he does not fully credit journalistic art criticism (it lacks scholarly analysis and depth), Pishnu praises newspapers which support art critics and regular columns about art. He outlines what professional criticism should do, for example, analyze artworks in terms of elements, ideas, values and techniques and compare artists and their development. Art criticism should help the public understand art better, and should inform and stimulate the people’s aesthetic perception. Critics who write without scholarly principles or theories to guide them can confuse artists by their praise or cause artists to lose heart by their criticism. Pishnu describes the good critic as being sensitive to the individual qualities of each work, able to distinguish among artistic elements without being confused. He takes to task as shallow and uninformed the review of an exhibition by the Painting Group by another critic in ‘a certain daily newspaper.’

พิษณุ ศุภ. นิภา แซ่ลิ้ม เด็กไทยได้รับรางวัล หนึ่งในสิบของโลก “ถ้าจะให้หนูเขียนกรุงเทพฯ ก็ต้องเขียนรูปรถติด อากาศเสีย” ปีที่ 26 เล่ม 9 (26 ส.ค. 2522) 37-38
คอลัมภ์ศิลปวัฒนธรรมร่วมแสดงความยินดีกับเด็กหญิงชั้น ป.6 ผู้ได้รับรางวัลประกวดภาพเขียน เป็น 1 ใน 10 ของโลก จาก UNESCO ในหัวข้อเรื่อง “ชีวิตของข้าพเจ้าในปี 2000” มีบทสัมภาษณ์เธอและครูศิลปะของเธอในคอลัมภ์ด้วย

พิษณุ ศุภ. นิภา แซ่ลิ้ม เด็กไทยได้รับรางวัล 1 ใน 10 ของโลก “ถ้าจะให้หนูเขียนกรุงเทพฯ ก็ต้องเขียนรูปรถติด อากาศเสีย” 26 สิงหาคม 22
เป็นการนำเสนอเรื่องของ ด.ญ. นิภา แซ่ลิ้ม ที่ได้รับรางวัล 1 ใน 10 ของโลก เป็นรางวัลเนื่องในปีเด็กสากลขององค์กรการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติที่เรียกว่า ยูเนสโก ในหัวข้อเรื่อง “ชีวิตของข้าพเจ้าใน ปี พ.ศ. 2543” หรือ “My Life in The Year 2000”
เด็กหญิง นิภา แซ่ลิ้ม อายุ 11 ปี เป็นเด็กนักเรียนชั้นประถม 6 โรงเรียนวัดสระบัว ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร เคยได้รับรางวัลที่ 2 จากการประกวดที่อิตาลี รางวัลชมเชยจากการประกวดภาพเขียนชิงรางวัลของท่านนายกรัฐมนตรีเนรูของอินเดีย และเมื่อวันเด็กแห่งชาติ เพิ่งได้รับรางวัลที่ 1 จากการประกวดภาพเขียนของหอศิลป์แห่งชาติ คุณพิษณุได้สัมภาษณ์ เด็กหญิงนิภา แซ่ลิ้ม จากการสัมภาษณ์ทำให้ทราบว่าเด็กหญิงนิภาเริ่มวาดรูตามที่พี่ชายที่ชอบวาดรูปมาก รูปที่ตนชอบวาดเป็นภาพชนบทและไม่ชอบเขียนภาพกรุงเทพมหานคร เพราะรถติด อากาศเสีย คนเยอะ ศิลปินคนโปรดของเด็กหญิงผู้นี้คือ ประยูร จรรยาวงศ์ เด็กหญิงนิภา ได้รับการสอนศิลปะจากครูมณฑา ชโลบล ซึ่งสนับสนุนการสร้างศิลปะให้กับเด็ก ๆ และเป็นครูสอนศิลปะเพียงคนเดียวในโรงเรียน ครูมณฑา กล่าวถึงปัญหาในการสอนศิลปะว่า เด็ก ๆ ยากจน ขาดแคลนอุปกรณ์ในการทำศิลปะ และมักไม่ได้เรียนศิลปะอย่างต่อเนื่องเมื่อโตขึ้นเพราะขาดการสนับสนุนศิลปินที่อ้างถึง :- ด.ญ.นิภา แซ่ลิ้ม ประยูร จรรยาวงศ์


Pishnu Supanimitr. “ Nipa Sae Lim – A Thai Child Takes One in Ten Prizes in the World: ‘If you asked me to draw a picture of Bangkok, I’d have to show traffic jams and pollution.’” Year 26, Vol. 9, (26 August 1979) : 37 – 38.

The Silpa/Wattanatham column joins the many other well-wishers in celebrating the prize-winning effort of a 6th grade girl whose painting for a UNESCO-sponsored contest (‘ My Life in the Year 2000’) was one of 10 pictures selected worldwide. The writer interviews the artist and her art teacher.

ดัชนี ประดับนิล ผลงานของศิลปินไทยได้รับเกียรติในพิพิธภัณฑ์สหรัฐฯ 2 กันยายน 22
ผลงานของศิลปินไทยจำนวนมากได้มีโอกาสไปเผยแพร่งานของตนที่สหรัฐอเมริกาโดยผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการส่งเสริมศิลปินเหล่านี้คือ คุณกมล ทัศนาญชลี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีแล้ว สำหรับชาวอเมริกันที่ชอบศิลปะ โดยกมลมีส่วนช่วยเหลือให้ ประเทือง เอมเจริญ บุญยิ่ง เอมเจริญ และนิติ วัตยา ได้เปิดแสดงศิลปะที่อเมริกาไปแล้ว และเมื่อไม่นานมานี้ กมล ยังจัดให้มีการแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินไทยอีกท่านหนึ่งคือ “ดำรง วงศ์อุปราช” ในการประชุมศิลปะโลกที่โคโลราโด สหรัฐอเมริกา ดำรงได้บรรยายถึงความเป็นมาของศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย ที่ California ด้วย ซึ่งดำรงได้กล่าวในตอนต้นว่าบุคคลที่เป็นผู้ปลูกฝังศิลปะร่วมสมัยในเมืองไทย คือ ศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี ผู้เขียนถือว่านี้คือความสำเร็จอีกประการหนึ่งของวงการศิลปะไทยที่ต่อสู้ด้วยตนเอง
นอกจากนี้ยังมีข่าวการที่งานศิลปะของศิลปินหลายท่านได้รับการซื้อไว้เพื่อสะสมในพิพิธภัณฑ์ศิลปะมีชื่อแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย พิพิธภัณฑ์นี้ได้เงินจากนักสะสมศิลปะ ชาวอเมริกันชื่อ Mr. Morris Press ซึ่งเป็นที่ปรึกษาศิลปะเอเชียของ Los Angeles Counter Museum of Art เป็นที่น่าสังเกตว่า ท่านผู้นี้ไม่เคยมาประเทศไทยเลย การสะสมศิลปะและการซื้อผลงานมากมายนั้นดูเอาจากสูจิบัตรการแสดงศิลปกรรมต่างๆ เช่น งานของ ชลูด นิ่มเสมอ ทวี นันทขว้าง ถวัลย์ ดัชนี ประพันธ์ ศรีสุตา และงานชิ้นสำคัญหลายชิ้นของ อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ
ศิลปินที่อ้างถึง :- กมล ทัศนาญชลี ประเทือง เอมเจริญ บุญยิ่ง เอมเจริญ นิติ วัตยา ดำรง วงศ์อุปราช สิทธิเดช แสงหิรัญ แสวง สงฆ์มั่งมี จำรัส เกียรติก้อง เขียน ยิ้มศิริ เฟื้อ หริพิทักษ์ ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ สวัสดิ์ ตันติสุข ชลูด นิ่มเสมอ ทวี นันทขว้าง ศีลป พีระศรี ชิต เหรียญประชา ประพันธ์ ศรีสุตา ถวัลย์ ดัชนี


ดัชนี ประดับนิล “ผลงานของศิลปินไทยได้รับเกียรติในพิพิธภัณฑ์สหรัฐอเมริกา ปีที่ 26 เล่ม 10 (2 ก.ย. 22) 38-40
กมล ทัศนาญชลี ศิลปินไทยมีชื่อในสหรัฐอเมริกาได้ช่วยให้กลุ่มศิลปินไทยร่วมสมัย เช่นประเทือง เอมเจริญ นิติ วัตยา ดำรง วงค์อุปราช ฯลฯ เข้าร่วมแสดงผลงานกับเขา ดำรงค์ได้บรรยายประกอบภาพไสลด์ เรื่องศิลปร่วมสมัยของไทยแก่ชาวอเมริกันด้วย และด้วยเงินสนับสนุนของ Mr. Morris Press นักสะสมอเมริกัน The Pacific Asia Museum เมือง Pasdena California USA ได้นำผลงานหลายชิ้นของศิลปินไทยไปแสดงเป็นการถาวร Mr. Morris Press และภรรยานั้นไม่เคยมาเมืองไทย แต่ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนที่สถานกงสุลอมเริกาในประเทศไทย ได้คัดเลือกซื้อผลงาน เช่นของ เขียน ยิ้มศิริ ถวัลย์ ดัชนี และชลูด นิ่มเสมอ จากแคตตาลอคสะสมไว้


Dachanee Bradupnil. “Thai Works of Art Honored in American Museums.” Year 26, Vol.10, (2 September 1979) : 38 – 40.

Kamol Tasanandchali has been very active, working successfully as an artist in America and has helped a number of contemporary Thai artists such as Prateuang Emcharoen, Niti Watuya and Damrong Wonguparat find opportunities to show their work in the US. Damrong also gave a talk, with slides, to introduce Americans to contemporary Thai art. Funded by a donation from an American collector, Mr. Morris Press, the Pacific Asia Museum in Pasadena, California, has collected several examples of the modern art of Thailand. Although they had never been to Thailand, Mr. and Mrs. Press studied exhibition catalogs and purchased, for example, a number of works by Khien Yimsiri, Tawan Dachanee and Chalood Nimsamur through the help of friends working at the American Consul in Bangkok.



Pishnu Supanitmitr. “Thai Artists and ‘The 1st Thailand Art Exhibition.’ Year 26, Vol.11, (9 September 1979)

After a discussion with Kamchorn Soonpongsri [pictured], the chairman of the working committee for the Thailand Art Exhibition, Pishnu is ready to applaud the opening of another exhibition format for Thai artists. However, the currents of suspicion and bitter dissension associated with this new development urge caution, especially when Silpakorn’s Faculty of Painting, the major force in art education in Thailand, has been pointedly excluded from plans and activities surrounding the newly proposed exhibition. Professor Silpa Bhirasri hoped that the National Art Exhibition, established some 30 years ago, would help the public see the value of high art and stimulate the development of modern art. The goals of the new exhibition are quite different. Aimed at supporting all artists in Thailand, it is envisioned as an open forum for all grades of artwork.

พิษณุ ศุภ. บทพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ “ความคิดคำถึง” 23 กย 22
คุณพิษณุเริ่มต้นบทความโดยแสดงค่านิยมเกี่ยวกับกวีนิพนธ์ว่า งานกวีที่มีคุณค่านั้นนักกวีจะต้องเป็นผู้ที่ไวต่อความรู้สึกที่จะดูดซับสิ่งแวดล้อมเข้ามาในส่วนลึกของจิตใจ และแสดงออกในรูปของกวีที่ง่ายต่อการสื่อสาร จากนั้นจึงกล่าวถึงหัวข้อของบทความ คือ บทพระราชนิพนธ์ “ความคิดคำนึง” ของสมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นบทกวีที่ทำหน้าที่สื่อสารความหมายได้ครบถ้วน
บทพระราชนิพนธ์ “ความคิดคำนึง” นี้ เป็นการรวมบทกวีแบบกลอนเปล่าตั้งแต่ พ.ศ. 2514-2519 มีทั้งหมด 14 บท แล้วแล้วแต่แสดงความเป็นนักธรรมชาตินิยมที่อยู่ในพระองค์ท่าน ซึ่งทรงใช้แบบจากธรรมชาติเพื่อบอกถึงความในพระราชหฤทัย ในบทแรกที่ชื่อ “แมงมุม” แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างคนกับแมงมุม เป็นการมองโลกในแง่ดี มองเห็นชีวิตเล็กของสัตว์อย่างมีคุณค่า “นกฮูก” เป็นบทที่ทรงใช้สัญลักษณ์เพื่อบอกถึงการแสวงหาของมนุษย์เป็นบทที่สมบูรณ์บทหนึ่ง ในช่วงท้ายของพระราชนิพนธ์ “เดินตามรอยเท้าพ่อ” เป็นบทที่แสดงถึงความตั้งมั่นที่เสียสละทุกอย่างเพื่อมนุษยชาติ จากบทพระราชนิพนธ์สั้น ๆ 14 บทนี้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาในเนื้อหาจากความเป็นนักธรรมชาตินิยมไปสู่การแสวงหาความหมายของชีวิต มีความต่อเนื่องรวมอยู่ในรูปเล่นที่สมบูรณ์

พิษณุ ศุภ. บทพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ “ความคิดคำนึง” ปีที่ 26 เล่ม 13 (23 ก.ย. 22) 36-38
พระราชนิพนธ์รวบรวมบทกวีแบบกลอนเปล่า 14 บท ภาษาไทย ฝรั่งเศส และอังกฤษของสมเดจพระเทพฯที่ทรงให้ตีพิมพ์เป็นที่ปลาบปลื้มและขวัญกำลังใจแก่เหล่ากวีและศิลปิน บทพระราชนิพนธ์ตอนแรกเสดงความเป็นนักธรรมชาตินิยม ทรงใช้ธรรมชาติมิใช่เพื่อการแสดงออกถึงความงดงามอย่างเดียวแต่เพื่อให้ความหมาย และคุณค่าของสรรพชีวิตด้วยการมองโลกในแง่ดี ในช่วงกลางบทกวีแสดงถึงความไม่แน่ใจและการค้นหาความจริงในชีวิต ซึ่งทรงบรรยาย มีภาพและคำถามที่น่ากลัวด้วย แต่ตอนพระราชนิพนธ์ทรงมีความแน่พระทัยขึ้น ทรง “เดินตามรอยเท้าพ่อ” ผู้เขียนกล่าวว่า “เมื่อกวีมีความจริงใจ เนื้อหาจะกลายเป็นความหมาย” ผู้เขียนหยิบยกบางส่วนของบทกวีที่เป็น กขคงจ แสดงถึงพัฒนาการและความมีเอกภาพ เขายังชื่นชมในการจัดภาพ รูปเล่มประกอบที่เป็นภาพฝีพระหัตถ์ที่เหมาะสม แต่ติว่าภาพประกอบที่เป็นภาพถ่ายดูไม่เข้ากันนัก






Pishnu Supanimitr.. “ ‘A Thought’ - The Poetry of H.R.H. Somdej Prathep Ratana Rachadsuda.” Year 26, Vol.13, (23 September 1979) : 36 – 38.

That H.R.H. Somdej Phrathep has written and allowed this poetry to be published – a collection of 14 pieces in free verse in Thai, French and English - is a heartwarming encouragement to the world of artists and poets. Pishnu characterizes the early writings as naturalistic in style, not written for beauty alone but using the forms of nature to express meaning, a positive outlook in life that sees value in all things. The poems in the middle part of the series suggest a sense of uncertainty and confusion in a search for the meaning of life. There are some scary questions and images. Toward the end of the collection the poems are more confident as hesitation is put aside to move forward with determination along the path that lies ahead. Pishnu notes that when an artist is sincere, the content and the meaning of the work of art are one. Pishnu traces a story of development through the series of poems which, in that sense, have a unity among themselves. He congratulates Thai Farmers Bank for the choice of font and the arrangement of text and H.R.H. Somdej Prathep’s drawings to illustrate the poems. In closing, he complains about the unimaginative use of some rather stereotyped photographs to help illustrate. Could have done without those.
พิษณุ ศุภ. นิทรรศการศิลปกรรมของอาจารย์คณะจิตรกรรมฯ กับ “การรับรู้ คุณค่าในทัศนศิลป์” 30 กันยายน 2522
ที่หอศิลป์แห่งชาติมีนิทรรศการศิลปนุสรณ์อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ และมีนิทรรศการศิลปกรรมครั้งที่ 3 ของอาจารย์คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งจะเปิดแสดงถึงวันที่ 2 ตุลาคม จากนิทรรศการนี้มีบทความศิลปะที่สงพิมพ์ในสูจิบัตรทั้ง 3 ครั้ง มีเนื้อความที่ต่อเนื่องกัน ครั้งแรกได้พูดถึง “ปัจจัยในความก้าวหน้าของศิลปะในประเทศไทย” ในครั้งที่ 2 พูดถึง “พื้นฐานในการรับรู้คุณค่าของศิลปะ” และในครั้งที่ 3 โยงมาจากครั้งที่ 2 คือ “คุณค่าของงานศิลปะด้านทัศนศิลป์” ซึ่งบทความจะยาวไปถึงสัปดาห์หน้า
ในงานประเภททัศนศิลป์มีการสื่อความหมายด้วยการเห็นรูปทรงซึ่งประกอบไปด้วยทัศนธาตุ “เส้น ปริมาตร สี น้ำหนัก พื้นผิว ศิลปินจะปรุงแต่งสิ่งเหล่านี้เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ความคิดออกมาจากภายในที่สั่งสมมา เพื่อให้เกิดการพัฒนาในด้านพุทธปัญญาและยกระดับจิตใจมนุษย์ ส่วนความงามทางทัศนศิลป์เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ผ่านรูปแบบศิลปกรรม การประกอบกันในหน่วยต่าง ๆ ของศิลปะอย่างมีเอกภาพ และสัมพันธ์กับเนื้อหา ถ้าผลงานมีเอกภาพก็จะสะท้อนความงามที่ลึกซึ้งได้
และประเด็นสุดท้ายของสัปดาห์นี้คืองานทัศนศิลป์บอกอะไรแก่เรา สิ่งที่แสดงออกทางทัศนศิลป์แบ่งออกได้เป็นความรู้สึกใหญ่ ๆ 2 ประเภท คือ ประเภทแรกเป็นความงามที่เกิดจากการ ประสานกันของธาตุต่าง ๆ ทางทัศนศิลป์ ประเภทที่ 2 คือการรับรู้ถึงอารมณ์ที่ส่วนลึกที่อยู่ภายในของศิลปินที่เขาต้องการแสดงออก
ศิลปินที่อ้างถึง :- เขียน ยิ้มศิริ


Pishnu Supanimitr.. “Art Exhibition of the Members of the Faculty of Painting and ‘Perceiving the Value of Works of Art.’ “ Year 26, Vol.14, (30 Sept 1979) : 36 – 38.
In addition to an exhibition in honor of Acharn Khien Yimsiri, Pisanu announces the 3rd annual exhibition by his faculty at Silpakorn University. Pishnu notes that each year the exhibition has featured a catalog article in a related series. For people not able to visit the exhibition, or who missed the catalog, Pishnu takes this opportunity to present some of the material from the articles in his weekly column. The topic is a basic introduction to aesthetics covering topics including an explanation of what art is and what are its objectives, of what benefit is the study of art for individuals, an explanation of the meaning, role and importance of beauty in art, and a suggestion about what art generally is trying to communicate. Pishnu gives great importance to the role of beauty and unity.


พิษณุ ศุภ. การรับรู้คุณค่าในงานทัศนศิลป์ (ต่อ) 7 ตุลาคม 22
ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน จากบทความสูจิบัตรครั้งที่ 3 นิทรรศการศิลปกรรมครั้งที่ 3 ของอาจารย์คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร บทความว่าด้วยเรื่องการรับรู้คุณค่าในงานทัศนศิลป์
สัปดาห์นี้เริ่มด้วยเรื่อง “ความงามกับอารมณ์” จากศิลปะทั้งประเภทที่เกิดจากการรวมตัวทางทัศนธาตุจนเกิดความงาม และประเภทที่มุ่งแสดงความรู้สึก ทั้งสองประเภทนี้มิได้แยกกันโดยเด็ดขาด บางครั้งก็มีการผสมผสานกันอยู่ แต่งานศิลปะที่ได้ผลนั้นต้องมีการแสดงออกอย่างมีเอกภาพ ซึ่งเอกภาพนี้จะเป็นสิ่งที่ตัดสินความงามในศิลปะ การสื่อเรื่องราวของภาพต่าง ๆ นั้น ที่ทำให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปะเสมอไป
คุณพิษณุพยายามย้ำในเรื่องค่านิยมในศิลปะทัศนศิลป์ของประชาชน ที่มักจะคิดว่างานทัศนศิลป์จะต้องดูรู้เรื่องนั้น เกิดจากคนไทยยึดถือติดมาจากวรรณศิลป์ ซึ่งเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตของคนมากกว่า แม้กระทั่งในภาพจิตรกรรมไทยก็เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับศาสนา อีกประการหนึ่งเนื่องจากการศึกษาศิลปะด้านทัศนศิลป์ยังไม่แพร่หลาย ความงามทางด้านศิลปะจึงยังเป็นทรรศนะใหม่ที่ประชาชนคงสับสนอยู่ ท้ายสุดคือเรื่องของการเข้าถึงศิลปะ คนไทยส่วนมากเข้าถึงความงามของประยุกต์ศิลป์กันดีอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ต้องได้รับการพัฒนาต่อไป การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ ทัศนศิลป์เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่ต้องมีการศึกษา ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องทำในชั้นเรียน
นอกเหนือจากนี้ คุณพิษณุได้ประชาสัมพันธ์การแสดงงานเดี่ยวของ คุณวิโรจน์ เจียมจิราวัฒน์ เป็นนิทรรศการจิตรกรรมที่หอศิลป์ พีระศรี สาธรใต้
ศิลปินที่อ้างถึง :- วิโรจน์ เจียมจิราวัฒน์


Pishnu Supanimitr. “Perceiving the Value of Works of Art (continued).” Year 26, Vol. 15, (7 October 1979) : 37 – 38.

Emotion is closely related to beauty in art. There can be feeling about materials or feelings about general human experience. The two kinds of feelings often arise together. The emotions of art are authentic but not ordinary, and are carefully filtered by the artist, presented with consideration for proportion and order. Again, unity is essential. Without it, something can hardly be called a work of art at all. Another aaprinciple put forward here is that fine art should not tell stories in any way. Of course, the people generally are very fond of stories, for example, the lives of the Buddha. At the same time, the common folk have well-developed aesthetic appreciation for the beauty of well-made cloth or tools. This is a good basis from with to develop appreciation of the formal aspects of fine art. In closing, Pishnu emphasizes that, although wealth or high social status does not guarantee that a person appreciates high art, education and experience are essential. In closing, he urges his readers to see an upcoming exhibition by the artist Viroj Jiemjirawat [pictured].


ดัชนี ประดับนิล ศิลปินไทยรับเชิญเป็ฯอาจารย์สอนศิลปินที่ เบอร์คเล่ย์ 14 ต.ค. 22
กมล ทัศนาญชลี ศิลปินไทยที่ได้ใช้ชีวิตถึงอเมริกา แสวงหาความก้าวหน้าทางศิลปะ ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแห่ง แคลิฟอร์เนีย เบอร์คเล่ย์ ให้ไปสอนศิลปะต่อนักศึกษาทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท ซึ่งขณะนี้ กมล กำลังเตรียมการเปิดการแสดงนิทรรศการของคณะอาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยนั้น วิชานี้ได้รับการบรรจุให้สอน คือ ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ซึ่งเน้นไปในทางสร้างสรรค์ กมล จะสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เพียงครึ่งปี หลังจากนั้นจะกลับไปเป็นอาจารย์พเศษที่โอทิส เมืองลอสแองเจลิสอีกต่อไป ซึ่งท้ายสุดผู้เขียนแสดงทัศนคติว่า การที่กมลเดินทางไปอยู่ที่อเมริกานั้นไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ทางด้านเงินทองแต่เป็นเพื่อการแสวงหาความก้าวหน้าทางศิลปะ เพราะแม้กมลจะอยู่เมืองไทยผลงานของเขาก็เป็นที่ต้องการของนักสะสมศิลปะอยู่แล้ว และคิดว่ากมลได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในการที่ทำงานศิลปะจนได้รับการยอมรับจากวงการศิลปะอเมริกา

Dachani Pradupnil. “ Thai Artist Invited to Teach at Berkeley.” Year 26, Vol.16, (14 October 1979) : 36 – 37.

Even at Thailand’s contemporary art world continues in conflict, is it growing or not? Is it art for life? In the midst of this muddle, many Thai artists have made a name for themselves in America and have even become teachers of art in American universities. Kamol Tasananchali’s creative work is widely accepted in America. He shows regularly in the US and American museums collect his work. Now the state of California has invited him to be a teacher at Berkeley University to teach drawing and printmaking until the end of the year.



พิษณุ ศุภ. วิโรจน์ เจียมจิราวัฒน์ ผู้ค้นหาความดี ความงาม และความบริสุทธิ์ 21 ต.ค.22
กล่าวถึงวิโรจน์ เจียมจิราวัฒน์ ที่กำลังแสดงงานที่อยู่หอศิลป์ พีระศรี อยู่ ลักษณะงานของวิโรจน์ เป็นงานนามธรรมบริสุทธิ์ มักใช้รูปทรงเรขาคณิต วงกลม สามเหลี่ยม แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสี พื้นที่ว่า รูปร่าง คุณพิษณุแสดงทรรศนะว่า ผลงานเหล่านี้มีความเรียบง่าย ผ่อนคลาย และไม่ยึดติดกับเรื่องราวต่าง ๆ ศิลปินมุ่งให้คนดูได้หลุดพ้นจากกฎเกณฑ์เดิม ๆ ที่มักจะดูภาพเพื่อเอาเรื่องราว ในการทำงานระยะแรกของศิลปินมีความประทับใจธรรมชาติที่เรียบง่าย เช่น ท้องฟ้า ทะเล แสงแดด ซึ่งเกิดการสร้างภาพทิวทัศน์ต่าง ๆ ต่อมาค่อย ๆ ลดทอนลงมาเรื่อยจนกลายเป็นงานนามธรรมโดยสิ้นเชิง พิษณุ ได้วิเคราะห์ถึงการใช้สีว่ามีสองลักษณะคือ 1) การใช้ปฏิกิริยาคู่สี และ 2) คือ การใช้สีไล่น้ำหนักอ่อนแก่ ซึ่งพิษณุชมเชยว่าศิลปินทำได้ดีทั้งสองประเภท นอกจากนี้ผู้เขียนแสดงความเห็นเชิงแนะนำว่า งานที่ผู้เขียนพยายามเอาเรื่องปรัชญามาใส่ศิลปินทำได้ไม่ดี ควรจะมุ่งแสดงงานที่เป็นนามธรรมบริสุทธิ์มากกว่า เนื่องจากแสดงออกถึงความงามบริสุทธิ์ได้ ผลตอบรับจากคนดูของผลงานเหล่านี้มีทั้งชอบและไม่ชอบทั้งสองอย่าง


Pishnu Supanitmitr. “Wirote Jiamjirawat: An Artist in Search of Goodness, Beauty and Purity.” Year 26, Vol.17, (21 October 1979) : 36 – 38.

Pishnu discusses at length an exhibition of non-objective painting at the Bhirasri Gallery. One has no idea what they are, just colors and scattered shapes. “I don’t understand them,” writes Pishnu, “but there may be no thing there to ‘understand.’”
These may just be abstract images to free us from the need to explain and to use stories. Use your imagination, he urges. It’s about beauty, order, clarity, geometry, all elements simplified, purity, like a Zen poem. He quotes the artist, “ I only want to make pure art…I only take the core of things…I search for the meaning of goodness and life, beauty distilled, purity of feeling.”

พิษณุ ศุภ.งานประติมากรรมของอาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ใครจะเป็นผู้ทำ “ เซอร์ไพร์ส รัฐบาลหรือกรมศิลป ฯ” 28 ต.ค.22
คุณพิษณุกล่าวถึงนิทรรศการศิลปกรรมของอาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ที่กำลังจัดแสดงอยู่ที่หอศิลป์แห่งชาติ ซึ่งมุดประสงค์เพื่อให้หน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหอศิลป์แห่งชาติ กรมศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากรและมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่สอนศิลปะท้ายสุดถึงรัฐบาลให้ช่วยซื้อลิขสิทธิ์ในการขอหล่อผลงานต้นแบบของอาจารย์เขียน เพื่อเก็บสะสมผลงานของท่านมาเป็นของราชการ เพื่อประโยชน์ประโยชน์แก่ประชาชน เพราะผลงานของอาจารย์เขียน ส่วนมากมักเป็นสมบัติของเอกชนที่เห็นคุณค่าและซื้อผลงานของท่านเก็บไว้ ในนิทรรศการครั้งนี้หอศิลป์ต้องไปขอยืมผลงานมาจัดแสดงด้วยความยากลำบาก ด้วยว่าเจ้าของผลงานแต่ละท่านมีความหวงแหนในผลงานของอาจารย์เขียน ซึ่งเป็นงานศิลปกรรมที่มีค่า คุณพิษณุ ชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานของรัฐซึ่งมีผลงานของอาจารย์เขียนอยู่น้อยมากจึงควรเห็นความสำคัญของผลงานเหล่านี้ เพื่อเห็นประโยชน์ของประชาชนที่จะได้มีโอกาสชื่นชมโดยเน้นว่าหน่วยงานที่น่าจะก้าวมาทำหน้าที่มากที่สุด เนื่องจากมีศักยภาพเพียงพอในการซื้อเก็บไว้คือ กรมศิลปากร ซึ่งมีคุณเดโช สวนานนท์ เป็นอธิบดีอยู่และรัฐบาลซึ่งกำลังมีนโยบายส่งเสริมศิลปและเอกลักษณ์ของไทย


Pishnu Supanimitr.. “The Sculpture of Acharn Kien Yimsiri: Who Will Surprise Us – The Government or the Fine Arts Department?” Year 26, Vol.18 (28 Oct 1979) : 37 – 38.
Acharn Kien’s sculpture exhibition at the National Gallery will be ending soon. Art lovers should hurry to see it. After 7 November, these works will scatter back to the private sector. Pishnu is sympathetic with the owners of these sculptures. They take deep pride and satisfaction in their trophies, loaning them reluctantly for public exhibition. Some of the sculptures are made of plaster, and are extremely fragile. Of the 71 pieces on display, only 2 belong to the Thai government. One piece belongs to the National Gallery. Some copies have been authorized, but the government or the Fine Arts Department are the only ones with funds enough to make such an investment. Pishnu notes (sarcastically) that we will have to wait with hearts beating madly to see which public agency will acquire the treasure for a public heritage.


พิษณุ ศุภ. ปัญหาการเติบโตของหอศิลป์แห่งชาติ ตอนที่ 1 ว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกรมธนารักษ์4 พฤศจิกายน 22
หลังจากที่หอศิลป์แห่งชาติได้เริ่มก่อตั้งขึ้นเป็นเวลา 2 ปี คุณพิษณุเองซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการดำเนินงานของหอศิลป์แห่งชาตินี้ได้เห็นความบกพร่องบางประการที่ทำให้หอศิลป์แห่งชาติเจริญเติบโตได้ช้า จึงอยากนำมาเสนอปัญหาให้รับทราบเพื่อจะได้ช่วยกันแก้
ประการแรกคือ เรื่องสถานที่ของอาคารคับแคบเกินไป ซึ่งไม่เหมาะอย่างยิ่งกับการจัดภาพเขียนสมัยใหม่ที่ต้องอาศัยพื้นที่มาก เมื่อสมัยอาจารย์สมภพ ภิรมย์ เป็นอธิบดีกรมศิลปากร ท่านได้รู้จักมักคุ้นกับท่านอธิบดีกรมธนารักษ์ในสมัยนั้น ได้ตกลงทำพิธีมอบสถานที่ที่กรมธนารักษ์เพื่อสร้างเป็นหอศิลป์แห่งชาติ ซึ่งเนื้อที่หอศิลป์ควรจะกว้างกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งสาเหตุน่าจะมาจากการรีบเร่งที่จะทำการด้วยเกรงว่ากรมธนารักษ์จะเอาพื้นที่คืน เพราะกรมศิลปากรปล่อยพื้นที่ไว้โดยไม่ได้ทำการอะไร ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไม่มีเวลาที่จะปรับปรุงได้ทั้งหมด หรืออาจเป็นเพราะทางกรมธนารักษ์ขอสถานที่ทางด้านหลังไว้ก่อน เพื่อเก็บอุปกรณ์ก่อนจะขนย้ายไปทัน ซึ่งต่อมาต่อมาหลังจากการค้นหาหลักฐาน ทำให้ได้ทราบว่าเนื้อที่ทั้งหมดนั้นก็เป็นของหอศิลป์ทั้งหมด ซึ่งถ้าหากเราได้ใช้บริเวณทั้งหมดเท่าที่มีเต็มที่ ก็จะมีบริเวณที่เพียงพอที่จะจัดการแสดงศิลปะทั้งประจำและชั่วคราวได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงถือโอกาสร้องเรียนท่านอธิบดีกรมธนารักษ์ได้ช่วยให้ความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของชาติด้วย

พิษณุ ศุภ. ปัญหาการเติบโตของหอศิลปแห่งชาติ ตอนที่ 1 ว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกรมธนารักษ์ ปีที่ 26 เล่ม 19 (4 พ.ย. 22) 36-38
หอศิลปแห่งชาติไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างที่ควรจะเป็นตัวปัญหาอุปสรรคหลายประการ อาทิ เช่น สถานที่คับแคบด้วย ได้ใช้เพียงอาคารหน้าอาคารเดียว ที่เป็นกรมธนารักษ์เดิมซึ่งมีความเป็นมาที่อธิบดีกรมศิลปากรเดิมได้เจรจาขอไว้กับอดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ ขอสถานที่ไว้รับมอบเป็นทางการ แต่มีการเปลี่ยนแปลงอธิบดีกรมธนารักษ์ใหม่ได้อยากจะขอคืน กรมศิลปากรจึงเลยคึกคักจัดหอศิลปขึ้นแต่ทำได้เพียงส่วนตึกหน้าเพราะตึกหลังยังถูกใช้เก็บสิ่งของของกรมธนารักษ์อยู่ ผลก็คือสถานที่เล็กไม่เพียงพอต่อการจัดจนกลายเป็นโกดังเก็บภาพไป จึงอยากจะเรียกร้องให้อธิบดีกรมธนารักษ์จัดการขนย้ายของออกไป เพื่อให้หอศิลปฯได้ขยับขยายและพัฒนาต่อไป


Pishnu Supanimitr.. “Problems of Growth of the National Gallery (1) In Regard to the Treasury Department.” Year 26, Vol.19, (4 November 1979): 36 – 38.

Many obstacles prevent the new National Gallery from fulfilling all its functions. One problem is that the architecture was not designed to serve as an art gallery. Another problem is that several of the buildings on the site are still used as storage warehouses by the Treasury Department. Pishnu tells the very interesting history of how the National Gallery came to occupy its present premises, due to a little known arrangement between a rector of Silpakorn University and a director of the Treasury Department. Left idle by the Fine Arts Department for many years, the site was almost reclaimed by its former owner. Now that exhibitions have begun in the front building, Pishnu calls upon the present director of the Treasury Department to take away all the things stored in the buildings on the back of the property so that the National Gallery can use those areas to continue growing and developing.


พิษณุ ศุภ. ปัญหาการเติบโตของหอศิลป์แห่งชาติ ตอนที่ 2 ว่าด้วยสาระของศิลปกับการจัดซื้อ11 พฤศจิกายน 22
จากสัปดาห์ที่แล้วคุณพิษณุกล่าวถึงข้อบกพร่องในเรื่องสถานที่ ปัญหาที่ 2 ในสัปดาห์นี้คือเรื่องการจัดหอศิลป์ภายใน ที่ควรจะแยกหมวดหมู่โดยอาจคำนึงถึงวิวัฒนาการของศิลปะร่วมสมัยเป็นหลัก และเสนอแนะว่าหอศิลป์แห่งชาติควรที่จะมีขอบเขตที่เป็นผลงทนศิลปะร่วมสมัย ไม่ควรนำศิลปะแบบไทยประเพณีมาอยู่ที่หอศิลป์แห่งนี้ เพราะอาจจะมีการขยายตัวนำมาติดตั้งกันเยอะจนทำให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และโบราณคดีไป
ข้อบกพร่องประการที่ 3 คือ เรื่องการคัดเลือกงานศิลปะ ควรพิจารณาที่คุณค่าของงานเป็นหลัก ที่จะต้องมีคุณค่างทางด้านศิลปะเท่านั้น งานศิลปะที่มีคุณค่าด้านอื่นและด้อยเรื่องคุณค่าทางด้านศิลปะ ไม่ควรนำมาไว้ที่นี่ และไม่ควรคัดงานศิลปะด้วยชื่อเสียงของศิลปิน ซึ่งหน้าที่ในการสื่อเสาะหางานศิลปะที่ดีนั้นเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการจัดซื้อ โดยเฉพาะกรรมการจะต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางศิลปะสมัยใหม่อย่างแท้จริง และจะต้องมีความอิสระและคล่องตัวในการตัดสินชี้ขาด
กรมศิลปากรต้องจัดงบประมาณขึ้นเพี่อจัดหาผลงานทั้งเก่าและใหม่มาสะสมไว้ เพราะว่าหอศิลป์แห่งชาติมีสมบัติที่เป็นของหอศิลป์เองเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นการยืมมาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรและเอกชน


พิษณุ ศุภ. ปัญหาการเติบโตของหอศิลปแห่งชาติ ตอนที่ 2 ว่าด้วยสาระของศิลปกับการจัดซื้อ ปีที่ 26 เล่ม 20 (11 พ.ย. 2522) 36-38
ผู้เขียนกล่าวถึงปัญหาอื่นๆ ของหอศิลปแห่งชาติ เช่นการจัดแสดงงานภายในหอศิลปฯ ซึ่งอาจจัดเป็นลำดับแสดงวิวัฒนาการตั้งแต่ยุคต้นจนถึงปัจจุบัน หรืออาจจัดหมวดตามไ…ตัลของศิลป เป็นต้น กล่าวถึงปัญหาที่จำนวนของศิลปไทย ประเพณีที่ทำท่าจะสะสมมากขึ้นในหอศิลป ทั้งๆที่หอศิลปฯควรจะเป็นที่สงวน ส่วนใหญ่ไว้ใหเก็บศิลปะร่วมสมัย ข้อสำคัญคือชิ้นงานที่จะจัดหามาจะต้องคำนึงถึงคุณค่าทางศิลปของงานเป็นหลัก เพราะมีงานศิลปที่มีเพียงคุณค่าทางประวัติศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ก็มีอยู่ ทั้งคุณภาพงานของศิลปินเองก็มีหลายระดับต้องใช้ผูเชี่ยวชาญคัดเลือกงานดีเก็บไว้ ผู้เขียนกล่าววิจารณ์คุณสมบัติของคณะกรรมการผู้คัดเลือกงานศิลปไว้ด้วย แม้ว่างบประมาณในการจัดซื้องานศิลปไม่มี และบอกด้วยว่าแท้จริงงานศิลปที่แสดงไว้ ณ หอศิลปนั้นเป็นของหอศิลปฯเพียง 10 กว่าชิ้น บอกเป็นการหยิบยืมมาจากมหาวิทยาลัยศลิปากร การขอบริจาคงานศิลปนั้นก่อนอื่นกรมศิลปากรควรจะต้องแสดงความจริงใจและเสียสละพยายามซื้องานศิลปด้วยตนเองเสียก่อน และที่กรมศิลปฯควรทำก่อนอื่นก็คือ ติดต่อขอให้กรมธนารักษ์เคลื่อนย้ายของออกไป เพื่อที่หอศิลปฯจะสามารถใช้งานอาคารอื่นๆได้เต็มที่



Pishnu Supanimitr.. “Problems of Growth of the National Gallery (Part 2) In Regard to Art and Purchasing.” Year 26, Vol. 20, (11 November 1979) : 36 – 38.

Pishnu mentions other problems faced by the new National Gallery, for example, how to organize the works of art, i.e. by evolution, from early to late modern, or by style, etc. The place of traditional Thai art, the primary domain of the Fine Arts Department, is problematic in a gallery intended for contemporary art. Another important issue is the basis on which works will be collected or shown. Some works have mainly historical value. The work of famous artists varies in quality and must be selected with expert care. Pishnu discusses the qualifications of the purchasing committee. However, the Gallery now has no budget to buy works of art, which is another problem. In fact, the Gallery’s permanent collection is presently only about 10 pieces. Most of the works shown are on loan from Silpakorn University. The Fine Arts Department should show some spirit and buy some artworks; this might prompt artists to donate some of their work for free. The Fine Arts Department might also contact the Treasury Department in order to persuade them to vacate the premises so that the National Gallery could use the rest of the buildings.


พิษณุ ศุภ. ปัญหาการเติบโตของหอศิลปแห่งชาติ ตอนจบ ว่าด้วยเรื่องการจัดระบบบริหารหอศิลป ปีที่ 26 เล่ม 22 (18 พ.ย. 2522) 36-38
คอลัมภ์เป็นข้อเขียนครั้งที่สามและครั้งสุดท้ายในปัญหาของหอศิลปฯ ผู้เขียนให้ความสำคัญไปยังปัญหาการบริหารซึ่งน่าจะเป็นกุญแจไขปัญหาต่างๆของหอศิลปฯ ตามสายงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สังกัดกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร จึงถูกจำกัดให้เป็นเพียงพิพิธภัณฑ์หนึ่งในบรรดาพิพิธภัณฑ์ทั้งหลาย และดังนั้นจึงบริหารจัดการไปในแบบนั้นด้วย แม้ว่าหอศิลปฯร่วมสมัยสมควรจะต้องเคลื่อนไหวให้มากกว่าพิพิธภัณฑ์ แต่ด้วยงบประมาณไม่มีให้จัดซื้อภาพเขียน และงบเล็กน้อยเพื่อจัดนิทรรศการ หอศิลปฯก็ทำอะไรไม่ได้มาก คณะกรรมการ 2 ใน 3 คณะของหอศิลปฯแทบจะไม่จำเป็นต้องมาประชุมทำงานเลย นอกจากกรรมการดำเนินงาน แม้แต่ตำแหน่งผู้อำนวยการหอศิลปฯก็กลับเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปฯ ขึ้นอยู่กับกองพิพิธภัณฑ์ มีแต่ภัณฑรักษ์คนเดียวซึ่งก็ไม่ใช่ผู้อำนวยการ ถามว่า ใครเป็นผู้ดูแลหอศิลปฯครับ?

Pishnu Supanimitr.. “Problems of Growth of the National Gallery (Conclusion) In Regard to the Administration of the Gallery.” Year 26, Vol. 22, (18 November 1979) : 36 – 38.

This is the third and final column in this particular discussion. Pishnu focuses on administration as the key to solving the Gallery’s various problems. Officially designated as the National Gallery Museum, and attached to the National Museum Division under the Fine Arts Department, the National Gallery is regarded as simply another of the nation’s many museums, and is managed accordingly. However, a gallery of contemporary art must be much more active than a museum. With zero budget for buying new works, and little budget for mounting exhibitions, the Gallery is seriously handicapped. Two of the three official committees seldom, if ever, need to meet, though the Gallery’s working committee meets frequently. However, the curator, an official of the Fine Arts Department in the Museum Division, does not actually function as the director of the Gallery. Is anyone in charge here?

พิษณุ ศุภ. “ คนดีที่เสฉวน “ ละครดีที่ต้องดู (25 พ.ย.22)
คุณพิษณุ กล่าวถึงละครเวทีเรื่อง “ คนดีที่เสฉวน” จัดแสดงที่โรงละครของภาควิชา ศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬา ฯ เขียนบทโดยอาจารย์สดใส พันอุบโกมล ละครเรื่องนี้เป็นแนว “ เอพิท” ซึ่งเป็นละครต่อต้านความคิดของพวก “ realism” มีทฤษฎีคือไม่ต้องการให้คนดูหลงเคลิ้มไปกับเรื่องราวของละครที่กำลังดำเนินไป ต้องการให้ละครเป็นการแสดงไม่ใช่ชีวิตจริง และเป็นศิลปะที่มีจุดประสงค์เพื่อยกระดับชีวิตของมนุษย์ ในทรรศนะของ คุณพิษณุ จึงเห็นว่าการที่จะวิจารณ์ละครเรื่องนี้จึงยาก เพราะแม้ว่านักแสดงจะเล่นบทนั้นอย่างแข็ง ไม่เป็นธรรมชาติ หรือดนตรีประกอบมีความขัดแย้ง “แอพิท” ก็คงจะตอบว่าเป็นวิธีการดึงคนดูจากอารมณ์ที่เคลิบเคลิ้มอยู่ คุณพิษณุจึงมองเห็นว่าควรจะวัดคุณค่าด้วยเอกภาพและลักษณะเด่นของตนเองในการตัดสิน ซึ่งละครเรื่องนี้สามารถทำได้ดีเยี่ยม โดยผู้เขียนให้เหตุผลว่าละครได้เน้นความคิดหลักของเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ โดยการตั้งปัญหาถามคนดูอยู่ตลอดเวลาว่าวอะไรเป็นค่าของคนดี และคนดีจะอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุขได้อย่างไร และสิ่งที่ช่วยทำให้ละครเรื่องนี้สมบูรณ์ขึ้น คือ ดนตรีประกอบของ บรู๊ซ แกสตัน ซึ่งผสมผสานดนตรีของจีนไทย เข้าด้วยกัน และทำให้มีลักษณะเป็นโมเดิร์นมิวสิค ข้อติติงซึ่งมีเพียงเล็กน้อยต่อละครเรื่องนี้ คือ สถานที่ไม่ได้มาตรฐานของโรงละคร ความจุก็น้อย คุณพิษณุยกย่องละครเรื่องนี้ว่า เหมือนผลงานศิลปะที่ดีชิ้นหนึ่งทีเดียว



Pishnu Supanimitr.. “The Good Woman of Szechuan.” A Good Play, A Must-See.” Year 26, Vol. 22, (25 November 1979) : 36 – 38.

As Sodsai Pantumkomol says in the program for the play, the character of modern people is to explore and experiment with the strange and new. Artists in every field are eager to move outside the old ways and to try new paths. The first part of the article is devoted to an explanation of what ‘Epic’ plays are, how they go beyond realism and naturalism, challenging and defying realism. As Pishnu notes, a play is judged by the unity of its part and by its keenly and uniquely interesting characteristics. This story, from start to finish, focuses on the question of the value of goodness, i.e. what is a good person? Why aren’t good people rightly rewarded? How can good people be happy in this world? Though it challenges traditional values, the play does not deny them entirely. The music of Bruce Gaston combines Chinese and Thai elements in striking and moving ways. There are many memorable lines in a story has a satisfying conclusion. However, Pishnu complains that the theater needs updating. The plays are so good. Why is the theater so awkward?

ดัชนี ประดับนิล เกาะเสม็ดกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ 2 ธ.ค.22
เนื่องจากผู้เขียนได้รับทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับ 22 ต.ค.22 ที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดระยองได้อนุมัติให้บริษัทเอกชนรับช่วงสัมปทาน “เกาะเสม็ด” เพื่อที่จะได้ทำโครงการที่จะสร้างโรงแรมขนาดใหญ่รวมทั้งห้องพักรอบหาดทรายแก้ว ซึ่งผู้เขียนและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติโดย เลขาธิการคุณเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ต่างก็ไม่เห็นด้วย เพราะคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ฯ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้วางแผนพัฒนาเกาะเสม็ดไว้แล้ว โดยให้เกาะเสม็ดยังคงมีลักษณะเป็นธรรมชาติเหมือนเดิมให้มากที่สุด แต่จะพัฒนาเรื่องความปลอดภัยในเรื่องการเดินทางไปท่องเที่ยวเกาะแห่งนี้ ต่างก็เรียกร้องให้เกิดความร่วมมือในการรักษาความสะอาดของเกาะเสม็ด เพราะเป็นสถานที่ธรรมชาติที่มีความสวยงามมาก แม้สุนทรภู่กวีเอกซึ่งเกิดจังหวัดระยอง ยังเคยนำเกาะเสม็ดมาเป็นฉากในวรรณคดี เรื่องดัง คือ พระอภัยมณี ท้ายสุดผู้เขียนได้ฝากเตือนให้ทางผู้ราชการจังหวัดเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ มากกว่าที่จะหวังผลในเรื่องเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว

Dachinee Pradapnil. “Koh Samet Island and Nature Conservation.” Year 26, Vol. 23, (2 December 1979) : 36 – 38.
The writer urges the importance of conserving the nation’s heritage of natural beauty, especially in and around the island of Koh Samet, a gem of marine splendor in Rayong Province. Warning against the increasing plague of pollution and abuse by crass commercial interests, the writer proposes that the Environment Board take a more active role. Those who saw the site 10 or 20 years ago know how wonderful its pristine natural beauty was. The news that the governor of Rayong Province is giving a 30-year concession ( for a minimal fee of 30,000 baht per year) to a private company to develop hotels and other tourist accommodations on the island is disturbing and unacceptable.


พิษณุ ศุภ. สดใส พันธุมโกมล “ ละครเป็นการต่อสู้ กับวัตถุนิยมอย่างหนึ่ง” 9 ธ.ค. 22
ในครั้งนี้เป็นการสัมภาษณ์ อาจารย์สดใส พันธุมโกมล ผู้สร้างและเขียนบทละคร เรื่อง “คนดีที่เสฉวน” โดยอาจารย์สดใสได้ให้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับละครต่อพิษณุในหลายแง่มุม ละครเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากบทละครเรื่อง “ The Good Woman of Setzuan” ของ Bertolt Brecht ซึ่งเป็นบทละครแบบ “ เอพิท” ที่กำลังตื่นตัวกันมากในต่างประเทศทั่วโลก และละครแนวนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของตะวันออกที่ไปสู่ตะวันตกของโลกการละครสมัยใหม่ โดย ปฏิวัติปฏิรูปการละครของตะวันตกที่ไม่เอาแบบ Arittotle ซึ่งเป็นแบบ Dramatic ของไทย ในการทำงานได้อาจารย์บรู๊ซ แกสตัน มาช่วยแต่งเพลงทั้งเรื่อง และเป็นอาจารย์ประจำฝึก Chorus ให้กับทีม ทั้งยังมีคณิต คุณาวุฒิ ออกแบบฉาก ฯลฯ อาจารย์สดใสได้กล่าวถึงอุดมคติในการทำละครว่านี่เป็นวิธีการต่อสู้กับวัตถุนิยม และยึดมั่นว่าจะทำละครที่ต่อสู้เพื่อจริยธรรมเท่านั้น โดยถือว่าจริยธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีในละคร เช่น ในละครของกรีก และยกตัวอย่างละครโรมันที่ขาดศีลธรรม ในที่สุดจึงตายไป สิ่งที่อาจารย์สดใสคิดว่าได้จากละคร คือ การเข้าใจมนุษย์มากขึ้นและมีความเมตตา ไม่ทำตนเป็นผู้พิพากษาว่าใครผิดถูก และการที่ไม่อยู่ในโลกนี้เพื่อให้คนอื่นสรรเสริญ เพราะการสรรเสริญจากสาธารณชน เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ท้ายที่สุด คุณพิษณุเชิญชวนให้ไปชมละครเรื่องนี้ ซึ่งผู้เขียนชื่นชนว่าเป็นละครที่ดีเยี่ยม.

Pishnu Supanimitr. “Sodsai Pantumkomol: Drama is a Kind of Struggle Against Materialism.” Year 26, Vol. 24, (9 December 1979) : 36 – 37.

Pishnu further discusses, Kon Dee Tee Szechuan, a play which shows how Eastern thought is having an impact on Western culture. Writers of plays are artists who, like painters, struggle to bring serious ideas to a public which prefers sheer entertainment. This play was directed by Sodsai Pantumkomol, a teacher at Chulalongkorn University’s Faculty of Liberal Arts and the creator of the adaptation, based on Bertolt Brecht’s The Good Woman of Szechuan. The play incorporates a number of characteristics of Chinese and Thai music and drama. Bruce Gaston, teaching music at the university, helped with the musical parts of the show. A play is a valuable learning experience for all the participants, said Sodsai, noting that creative artists need to feel free of pressure as to whether others approve of their work or not.


พิษณุ ศุภ ผู้ชนะเลิศรางวัลภาพเขียน “บัวหลวง” เสริมสุข เธียรสุนทร และ ปัญญา วิจินธนสาร (16 ธันวาคม 22)
จากการแสดงภาพเขียนรางวัลบัวหลวงครั้งที่ 4 ของธนาคารกรุงเทพ ได้เปิดแสดงเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่หอศิลป์ พีระศรี คุณปัญญา วิจินธนสาร ได้รับรางวัลที่ 1 ประเภทศิลปะไทยแบบประเพณี และคุณเสริมสุข เธียรสุนทร ได้รับรางวัลที่ 1 ประเภทจิตรกรรมไทยร่วมสมัย ซึ่งฉบับนี้เป็นการสัมภาษณ์ คุณเสริมสุข เธียรสุนทร และคุณปัญญา วิจินธนสาร โดยเริ่มจากคุณเสริมสุขก่อน
คุณเสริมสุขเริ่มต้นสนใจศิลปะโดยได้แรงบันดาลใจจากพี่ชายที่ชอบวาดภาพ แม้ว่าทางครอบครัวไม่สนับสนุนการเรียนศิลปะแต่ก็ยังคงมุ่งมั่นต่อไป ผลงานที่ได้รับรางวัลเป็นการแสดงความผูกพันของตัวศิลปินที่อยู่ในสังคม แสดงบรรยากาศของแสงไฟกลางคืน คุณเสริมสุขเชื่อว่าการสร้างศิลปะเป็นคนละเรื่องกับการรับใช้สังคม
ต่อไปคือ คุณปัญญา วิจินธนสาร เจ้าของภาพเขียนไทยประเพณีที่ชื่อ “วิกฤตการณ์ปัจจุบัน” ชอบศิลปะมาแต่เด็ก ปัจจุบันศึกษาศิลปะไทยอยู่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีแนวคิดในการทำงานคือต้องการบอกถึงความเลวร้าย ซึ่งเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน สำหรับงานชิ้นที่ได้รางวัลเป็นการแสดงความเชื่อของศิลปินที่มองเห็นทุกอย่างในธรรมชาติมี 2 อย่างร่วมกัน เช่น กลางวัน-กลางคืน สีขาว-สีดำ การสร้าง-การทำลาย ศิลปินต้องการให้ตระหนักถึงสิ่งที่เลวร้ายและปรารถนาให้มีสันติสุข
ศิลปินที่อ้างถึง :- ปัญญา วิจินธนสาร เสริมสุข เธียรสุนทร วิภาวี บริบูรณ์


พิษณุ ศุภ. ผู้ชนะเลิศรางวัลภาพเขียน “บัวหลวง” เสริมสุข เชียรสุนทร และปัญญา วิจินธนสาร ปีที่ 26 เล่ม 25 (16 ธ.ค. 2522) 36-38
เป็นบทสัมภาษณ์ศิลปินหนุ่ม-สาว 2 ผู้ชนะเลิศรางวัล บัวหลวง จากผู้ชนะทั้งหมด 3 คน ผู้เขียนถามผู้รับรางวัลคนแรก คุณเสริมสุขว่าต้องการสร้างศิลปะเพื่อรับใช้สังคมหรือไม่ คำตอบนั้น่าสนใจและแสดงถึงแนวคิดของเธอเกี่ยวกับบทบาทของศิลปินในสังคมไทย “เราเขียนรูปก็เพราะความต้องการของเราเอง….เราต้องการให้คนอื่นรับรู้ ไม่ใช่ต้องการรับใช้” ผู้รับรางวัลอีกคน คุณปัญญา ก็ไม่ได้ตั้งใจว่าศิลปควรจะรับใช้สังคมหรือใคร ปัญญาบอกว่าภาพเขียนที่ชี้ให้เห็นความเสื่อมทรามของคนหรือศาสนา แต่กลับถูกบางคนมองไปในทางลบ แต่เขายังเชื่อมั่นในธรรมชาติของทุกสิ่งที่มีดี-เลว แต่เขาต้องการบอกให้ตระหนักถึงสิ่งเลวร้าย เพื่อให้มนุษย์ปรารถนาในสันติสุข


Pishnu Supanimitr.. “Prize-Winning Painters in the ‘Bua Luang’ Exhibition : Sermsuk Tiensoontorn and Panya Wijintanasarn.” Year 26, Vol. 25, (16 December 1979) : 36 – 38.
An interview with 2 of three young winners from the Bua Luang exhibition. It is interesting to observe Pishnu dealing with a woman artist. Sermsuk’s response to the question as to whether she wishes to create art which ‘serves society’ illustrates her concept of the role of art in Thai society, “We artists make art because we ourselves need to make it…we don’t want to serve others, we want them to perceive what we have done.” Panya also shakes off the notion that art should ‘serve’ anybody. At the same time, he recalls his difficulty in making paintings that urged reform of the religious institution. He had to rethink some of those paintings, because he was accused of looking down on and trying to destroy the national religion.
พิษณุ ศุภ. การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติย้อนหลัง 25 ครั้งเริ่มแล้ว 23 ธค. 2522
คุณพิษณุกล่าวถึงความไม่เข้าใจกันระหว่างวงการศิลปะกับประชาชนทั่วไป และความไม่เข้าใจกันเองของคนในวงการศิลปะซึ่งควรจะหันมาร่วมมือกัน จากนั้นคุณพิษณุได้ยกจดหมายจากผู้อ่านที่เขียนมาถึงโดยสนับสนุนให้คุณพิษณัชี้แจงเกี่ยกับการแสดงศิลปกรรมแห่งประเทศไทยว่าเทียบได้กับลักษณะกิจกรรมที่เรียกว่า Symposium คือเป็นการเปิดกว้างสำหรับวิชาการแต่ละสาขาได้นำผลงานของตนออกแสดงโดยไม่ต้องประกวด ทำให้ได้ช้างเผือกในวงการนั้นๆ
การแสดงศิลปกรรมแห่งประเทศไทยจัดให้มีขึ้นเพื่อปริมาณและมาตรฐานตลอดจนการให้โอกาส แต่การแสดงศิลปกรรมแห่งชาตินั้นมุ่งเพื่อความเยี่ยมยอดและเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
จากนั้นเป็นการประชาสัมพันธ์วาระการเปิดหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยศิลปากรจัดให้มีนิทรรศการ “การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติย้อนหลังตั้งแต่ครั้งที่ 1-25” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานภาพฝีพระหัตถ์เข้าร่วมแสดงถึง 5รูป


Pishnu Supanimitr.. “The 25th National Art Exhibition Has Begun.” Year 26, Vol.26, (23 December 1979) : 36 – 38.
Thailand’s art scene appears conflicted to the general public. Pishnu urges dissatisfied artists and other members of the art world to work to correct what is wrong and make things better. Pishnu defends his record of consistently bringing forward issues of art, people and activities in his writing, not playing favorites or excluding anyone. His criterion has always been to favor those who are professionally active, the doers, not just the talkers. Encouraged by supportive letters from the public, Pishnu quotes one that particularly impressed him, stating that the writer of the letter understands the attitude toward art that he is trying to teach the public better than he himself! The writer of the letter, not an artist, describes art as ‘the taproot of every society. He writes further that having a national exhibition is great, but having many critics discuss the exhibition, as in a Symposium, would be even greater.’



Pishnu Supanimitr.” 2nd Annual Exhibition of the Lanna Group of Artists at the Buddhist Pavillion in Chiengmai.” Year 26, Vol. 27, (30 December 1979) : 36 – 37.
The good news from Chiengmai was that 20 artists in the Lanna group, mostly teachers from colleges and from the university there, had organized their second
exhibition, this one with more than 100 pieces. The bad news was that they had a very hard time finding sponsors to fund the show, and had to pay for the use of a rented hall as if they were a common commercial venture. The expense is a real burden for artists hoping more to share their creative experience with the public than to sell. Chiengmai, the biggest city in the North and an ancient center of art and culture, has no permanent center for art exhibitions. Pishnu reminds the governor of Chiengmai that he brought this same issue up last year.

No comments: