Saturday, April 7, 2007

Art Criticism in Siamrath Weekly /summary 1980

Art Criticism in Siamrath Weekly (with summary) - 1980

สรุปปี 2523

นักเขียนประจำคอลัมน์ศิลปวัฒนธรรม สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปี 2523 นั้น คือ พิษณุ ศุภ ซึ่งเป็นทั้งศิลปิน อาจารย์ และนักวิจารณ์ศิลปะ บทบาทของผู้เขียนในคอลัมน์นี้ก็คือ การประชาสัมพันธ์ พร้อม ๆ กับการวิจารณ์ผลงานศิลปะ ทั้งที่เป็นการวิจารณ์เป็นรายบุคคล หรือการวิเคราะห์เปรียบเทียบศิลปินที่ทำงานในแนวทางใกล้เคียงกัน แต่นอกเหนือไปจากการวิจารณ์ผลงานแล้ว ในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ ก็ย่อมต้องมีการพูดถึงการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ , ปัญหาในระบบราชการ และปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวงการศิลปะด้วยเช่นกัน
การวิเคราะห์และวิจารณ์ศิลปะ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของพิษณุ จะเกิดขึ้นพร้อมกับการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ศิลปิน หรือนิทรรศการศิลปะ อาทิ การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ , การแสดงผลงานวิทยานิพนธ์ , หรือนิทรรศการของศิลปินทั้งเดี่ยวและกลุ่ม สิ่งผู้เขียนมองเป็นอันดับแรกในการวิจารณ์นั้นคือ ลักษณะของผลงานที่ปรากฏว่าอยู่ในรูปแบบใด เป็นงานนามธรรม , กึ่งนามธรรม , งานแบบเหมือนจริง หรือแบบเซอร์เรียลลิสม์ ซึ่งในช่วงปี 2523 นี้ พบว่า กระแสงานแบบเหมือนจริงเริ่มกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง จากแต่ก่อนที่ศิลปินต่างมุ่งเน้นสร้างผลงานแบบนามธรรม ดูไม่รู้เรื่อง ซึ่งพิษณุมองว่าคุณค่าของผลงานแต่ละรูปแบบนั้นทัดเทียมกัน การสร้างงานแบบเหมือนจริงอาจดูเหมือนง่าย แต่ก็มีเรื่องของการใช้สัญลักษณ์ และการตีความเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
นอกเหนือไปจากรูปแบบแล้ว ประการต่อมาก็คือ การทำความเข้าใจเนื้อหาสาระที่ศิลปินต้องการนำเสนอ ว่ามีความเหมาะสมกับรูปแบบมากน้อยเพียงใด มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจ เช่นผลงานของอารยา ราษฎร์จำเริญสุข ต้องการแสดงอารมณ์ความรู้สึกภายในของตน ที่มีทั้งความสุข ความเศร้า การเกิด และการดับ โดยใช้ภาพทิวทัศน์ที่เรียบง่ายเป็นสื่อ ซึ่งดูเหมือนว่าเธอจะประสบความสำเร็จมากทีเดียว จากรางวัลมากมายที่เธอได้รับ
เรื่องของอิทธิพลจากภายนอก ก็เป็นส่วนสำคัญในการวิเคราะห์งานของศิลปินแต่ละคน อิทธิพลที่ว่านี้ มีทั้งการส่งผ่านกระแสความคิดจากวัฒนธรรมอื่น เช่นอิทธิพลตะวันตกในผลงานของประเทือง เอมเจริญ และอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิต โดยจะขอยกตัวอย่างจากบทความที่พูดถึงงานของประเทืองอีกครั้ง ว่ามีแนวโน้มจะเข้าไปสู่ความสงบนิ่ง และหนักแน่น จากประสบการณ์ และวัยที่เปลี่ยนไป แต่ในขณะเดียวกันก็มีการเฉไฉออกนอกทางของตนไปบ้าง โดยที่ศิลปินเองก็อาจไม่รู้ตัว ซึ่งจะเห็นได้ว่า นอกจากการวิพากษ์วิจารณ์แล้ว พิษณุยังช่วยตรวจสอบการทำงานของศิลปินไปในเวลาเดียวกัน
แต่สำหรับศิลปินบางคน อาจไม่ใช่เรื่องของการตรวจสอบ หากแต่เป็นการพูดถึงในเชิงสดุดี หรือยกย่องให้เป็นแบบอย่างของศิลปินที่ดี อาทิ อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ อาจารย์ผู้อุทิศเวลาของชีวิตทั้งหมดให้กับศิลปะ จึงมีทักษะฝีมือ และความรู้แตกฉานทั้งในด้านจิตรกรรมร่วมสมัย และจิตรกรรมไทยประเพณี , กมล ทัศนาญชลี ศิลปินหนุ่มที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา แต่ไม่เคยลืมที่จะช่วยเหลือวงการศิลปะและศิลปินไทย หรือชวลิต เสริมปรุงสุข ศิลปินไทยที่ไปเป็นศิลปินแห่งชาติเนเธอร์แลนด์ ซึ่งทำให้เราได้ข้อเปรียบเทียบระหว่างสถานะของศิลปินของเนเธอร์แลนด์ กับศิลปินของไทย ว่าได้รับการดูแลเอาใจใส่จากภาครัฐต่างกันอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้จะขอกล่าวถึงต่อไปในประเด็นที่ว่าด้วยการจัดการศิลปะของบ้านเรากับต่างประเทศ

การจัดการ ถือเป็นเรื่องที่ผู้เขียนให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ นั่นเพราะถึงแม้ว่าเราจะมีผลงานที่มีคุณภาพมากเพียงใด แต่หากขาดระบบการจัดการที่ดี ผลงานเหล่านั้นก็ไม่ได้รับการเผยแพร่เท่าที่ควร และยังส่งผลไปถึงการดำรงชีวิตของศิลปินอีกด้วย สำหรับบ้านเรานั้น คนที่เข้ามาทำหน้าที่นี้โดยตรงก็เห็นจะเป็นบรรดาศิลปินด้วยกันเอง สร้างกันเอง จัดการกันเอง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ และเวลาที่มากเพียงพอ ส่วนหน่วยงานของรัฐก็มุ่งอนุรักษ์ของเก่า ไม่ได้มีการส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์ ศิลปะไทย โดยเฉพาะไทยประเพณี จึงหยุดนิ่ง ไม่ก้าวหน้า
เบื้องต้นนั้นจะขอกล่าวถึงการจัดการด้านการศึกษาศิลปะเสียก่อน เพราะถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญ ผู้เขียนได้กล่าวถึงการกระจายสถาบันศิลปะออกไปสู่ต่างจังหวัด เช่น ราชบุรี , ขอนแก่น , นครราชสีมา , เชียงใหม่ ว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ชาวต่างจังหวัดมีโอกาสเรียนศิลปะ และมีความคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น ทำให้เกิดการยอมรับว่าศิลปะนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว และดูไม่รู้เรื่อง นอกจากนี้ ยังช่วยไม่ให้ศูนย์กลางทางศิลปะเข้ามากรุจุกตัวอยู่แต่ในกรุงเทพฯเพียงแห่งเดียว แต่อย่างไรก็ดี การจัดการในต่างจังหวัดก็ยังไม่พร้อมเท่าที่ควร เช่นการจัดแสดงนิทรรศการศิลปะที่จังหวัดเชียงใหม่ มักมีปัญหาในเรื่องสถานที่ ในปีนี้โชคดีที่ได้จัดแสดงที่ห้องสมุดประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นที่ที่ให้ความรู้แก่ประชาชนอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้ดีควรมีศาลาศิลปะ สำหรับการจัดกิจกรรมด้านนี้โดยตรง

ฉะนั้น เรื่องของพื้นที่แสดงงานจึงเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจควบคู่กัน ผู้เขียนได้กล่าวถึงความสำคัญของหอศิลป์ไว้ว่า หอศิลป์ มีบทบาทในการช่วงเก็บบันทึกการสร้างสรรค์ของคนในชาติเราไว้ เป็นดังตำราสำหรับคนรุ่นหลัง และยังได้อ้างคำพูดของศาสตราจารย์ศิลปว่า สำหรับมนุษย์ ไม่มีอะไรที่น่าภูมิใจเท่ากับการได้มีศิลปะเป็นของตนเอง และการได้มีหอศิลป์เป็นของตนเองเช่นกัน
จากเรื่องของพื้นที่แสดงงาน ก็น่าจะหันมาดูเรื่องของการประกวดกันบ้าง ประเทศไทยเรานั้น มีการประกวดศิลปะเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 26 ปีมาแล้ว (พ.ศ.2497) ซึ่งเป็นการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ และจากการประกวดนี้เอง ก็ได้ก่อให้เกิดคำถาม และข้อคิดเห็นมากมายตามมา แต่ก่อนจะเข้าสู่ปัญหาในการประกวดศิลปกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้รับการกล่าวถึงจากพิษณุอยู่เกือบตลอดทั้งปี จะขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับปัญหาที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่มีความเกี่ยวข้องกับคนไทยเสียก่อน เพื่อจะได้มองเห็นว่า ระหว่างประเทศที่มีความเจริญด้านศิลปะสมัยใหม่ กับประเทศกำลังพัฒนาอย่างเรา จะมีปัญหาเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

การได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะในการออกแบบอนุสาวรีย์สงครามเวียดนาม ในประเทศสหรัฐอเมริกาของธนะ เลาหกัยกุล ก่อให้เกิดข้อพิพาทระหว่างองค์การทหารของสหรัฐ ที่ไม่ยอมรับข้อตัดสินในการประกวด กับคณะกรรมการการประกวดอนุสาวรีย์ในครั้งนี้ โดยอ้างว่าขนาดของอนุสาวรีย์ใหญ่เกินไป ไม่สามารถนำไปติดตั้งในสถานที่ที่กำหนดได้ อีกทั้งผลงานของ ธนะก็ดูเป็นศิลปะมากเกินไป ไม่เหมาะที่จะเป็นอนุสาวรีย์ทหาร และที่สำคัญ ธนะไม่ใช่ชาวอเมริกัน
เรื่องการคัดค้านผลการประกวดนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกัน และมีการนำเสนอข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน แสดงให้เห็นว่า เรื่องศิลปะของชาตินั้น แม้ผู้ที่เกี่ยวข้องจะมีความรู้ในด้านศิลปะมากน้อยเพียงใดก็ตาม แต่ก็เป็นประเด็นที่ประชาชนสนใจ สื่อให้ความสำคัญกับเรื่องศิลปะถึงขนาดมีการรายงานความคืบหน้าตามหน้าหนังสือพิมพ์ หากเป็นบ้านเราคงเป็นข่าวเล็ก ๆ ที่แทรกตัวอยู่ด้านในเพียงวันหรือสองวัน ที่น่ายินดีก็คือสุดท้ายผลงานของเขาก็ได้รับอนุญาตให้ขยายได้จริง

นี่คือตัวอย่างกรณีการคัดค้านการประกวดผลงานศิลปะที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ คราวนี้เรามองย้อนกลับมาที่ประเทศไทยบ้าง ซึ่งจากการที่พิษณุคลุกคลีอยู่ในแวดวงการประกวดศิลปกรรมของเรามาเป็นเวลานาน จึงทำให้รู้รายละเอียดของปัญหามากกว่าและลึกซึ้งกว่าการอ่านข่าวจากในต่างประเทศ อันดับแรก เป็นเรื่องของความไม่เข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายในการจัดการประกวดศิลปะ โดยได้มีการส่งจดหมายเข้ามาถามผู้เขียนว่า การตัดสินงานศิลปะนั้นจำเป็นหรือไม่ และก่อให้เกิดผลดีอย่างไร เรื่องนี้ ผู้เขียนจึงต้องอธิบายให้ประชาชนได้ทราบถึงประโยชน์ของการประกวดว่า เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ในวงการศิลปะ อย่างน้อยด้วยบรรยากาศของการแข่งขัน ศิลปินจึงต้องพยายามพัฒนาผลงานของตนให้ดีขึ้น ไม่หยุดอยู่กับที่ ส่วนรางวัลต่าง ๆ นอกจากจะเป็นเกียรติยศ เป็นกำลังใจให้ศิลปินแล้ว ยังช่วยให้ศิลปินสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ มีกำลังที่จะทำงานต่อไป
ผู้เขียนยังได้ทำการสัมภาษณ์ศิลปิน (เกียรติศักดิ์ ชานนนารถ) เกี่ยวกับข้อคิดเห็นในการประกวด ได้ความว่า การประกวดศิลปกรรมในระดับชาติ หรือระดับอื่น ๆ ไม่ใช่เรื่องของเด็ก ๆ รุ่นใหม่ แต่ควรจะมีผลงานจากศิลปินทุกวัย ต่างความคิดกัน ก่อให้เกิดการแข่งขันและพัฒนาผลงานของกันและกันต่อไป
นอกจากเรื่องความเข้าใจของประชาชนแล้ว ก็ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการที่ฉุกละหุก ไม่พร้อม (โดยเฉพาะในการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 26) ข้าราชการภายในมหาวิทยาลัยศิลปากรทำงานกันแบบเช้าชามเย็นชาม ขาดการวางแผนที่ดี อีกทั้งยังไม่มีการปรับแก้ หรือประเมินผลงานของตน เป็นการทำงานเพื่อจะได้ใช้เงินงบประมาณให้ทัน มิฉะนั้นต้องคืนคลังไป ซึ่งนี่ดูจะเป็นปัญหาพื้นฐานที่เราพบเห็นได้บ่อยครั้งในระบบราชการไทย
แต่ปัญหาที่ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ และบานปลายจนกลายเป็นกรณีพิพาทในปี 2524 ก็คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการภายใน ที่ส่งผลต่อคุณภาพในการตัดสินผลงาน และมีเค้ารางของความไม่ชอบมาพากลหลายประการ ภายหลังจากที่เสร็จสิ้นการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 26 แล้ว พิษณุได้เก็บรวบรวมสถิติของจำนวนผลงาน จำนวนศิลปินเก่า – ใหม่ ตั้งแต่การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 22 ลงมา ไว้เป็นตัวเลขที่เห็นชัดเจน โดยสรุปว่า ผลงานที่ศิลปินส่งเข้าประกวดในแต่ละปีมีแนวโน้มลดลง อีกทั้งจำนวนศิลปินที่ได้รับคัดเลือกในแต่ละปีก็ลดลงเช่นกัน ซึ่งผู้เขียนสันนิษฐานว่านี่อาจเกิดการมาตรฐานในการตัดสินที่เข้มข้นขึ้นก็เป็นได้
แต่จากสถิติอีกเช่นกันที่แสดงให้เห็นว่า จำนวนศิลปินเก่า คือศิลปินที่เคยส่งผลงานเข้าประกวดในปีก่อนนั้น มีจำนวนค่อนข้างคงที่ นั่นหมายความว่า ศิลปินหลายคนส่งงานเพียงครั้งเดียวแล้วก็เลิกร้างไป ทำอย่างไรที่เราจะช่วยกระตุ้นให้คนเหล่านี้ส่งผลงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้เกิดการแข่งขันและพัฒนาผลงานของแต่ละคน สมกับจุดหมายของการประกวดที่ตั้งไว้
ในช่วงปลายปี พิษณุได้กล่าวถึงความไม่ชอบมาพากลของคณะผู้ดำเนินงานการจัดการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ซึ่งเรื่องนี้เองที่จะเป็นชนวนความขัดแย้งในปี 2524 ประเด็นหลักนั้น เป็นปัญหาในระดับผู้บริหารโดยเฉพาะ เนื่องจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 26 เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อเดือนสิงหาคม แต่มีกำหนดการจะจัดครั้งต่อไปในเดือนมีนาคม ปีหน้า ซึ่งมีระยะห่างไม่ถึง 1 ปี ผู้เขียนจึงสงสัยว่าจะเป็นการเร่งสร้างผลงานของผู้บริหารที่กำลังจะหมดวาระหรือไม่ นอกจากนี้ ยังเกิดความเชื่อในกลุ่มผู้บริหารว่า ศิลปะไม่สามารถวัดคุณค่า หรือตัดสินกันได้ ฉะนั้นจะมีประโยชน์อันใดที่จะต้องจัดการประกวดขึ้นอีก อีกทั้งบุคคลที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นกรรมการตัดสินก็ไม่มีคุณวุฒิและประสบการณ์ที่เพียงพอ ดูเหมือนว่าผู้จัดฯพยายามดึงเอาบุคคลที่เคยวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการ มาทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการเสีย เพื่อหวังจะลดข้อครหา ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการครึ่งหนึ่งได้ตอบปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยเหมือนเดิม แม้กระทั่งประธานกรรมการตัดสินก็ยังลาออก
จากข้อคิดเห็นดังกล่าว คงมีผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านได้ออกมาเตือนพิษณุให้มีความรับผิดชอบต่อบทความของตนด้วย เพราะผู้เขียนอยู่ในฐานะของสื่อ ซึ่งต้องวางตัวให้เป็นกลางที่สุด แต่อย่างไรก็ดี ผู้เขียนก็ได้สรุปข้อขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการจัดนิทรรศการครั้งต่อไปไว้ว่า
1) มหาวิทยาลัยศิลปากรกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ของการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ จากการเชิญผู้ที่ที่ขาดความสามารถมาเป็นกรรมการตัดสิน และมีการแบ่งแยกประเภทของงานออกไปถึง 7 – 8 ประเภท
2) วิธีการสรรหาคณะกรรมการ ดูเหมือนเอื้อให้คนที่อยากเป็นกรรมการตัดสินเรียกเสียงชักจูงตนเอง หรือพวกพ้องได้ในที่ประชุม
3) การตั้งกรรมการอำนวยการและหน้าที่ของกรรมการอำนวยการที่เกิดจากความคิดของ ดร.อุดม วิเชียรเจริญ เมื่อสมัยที่ท่านเป็นอธิการบดีที่ต้องการเชิญผู้นำทางศิลปะจากสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งศิลปินมาประชุมร่วมกัน เพื่อเสนอแนวข้อคิดเห็นในเรื่องการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติแก่มหาวิทยาลัย แต่ในปัจจุบันกลับเป็นการเชิญมาโหวตเสียงในกิจกรรมที่เป็นความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยเอง
4) พิษณุ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดการแสดงศิลปกรรมฯ ในครั้งนี้จึงเร่งรัดจัดการในช่วงหมดวาระของอธิการบดี ทั้ง ๆ ที่การแสดงครั้งก่อนหน้าเพิ่งเสร็จสิ้นไปเพียง 4-5 เดือน ซึ่งจะทำให้การเตรียมงานหละหลวม เกิดข้อบกพร่องตามมามากกว่า

เหล่านี้คือปัญหาที่เกิดขึ้นในการประกวดศิลปะทั้งในและนอกประเทศ ถึงแม้เราจะไม่สามารถติดตาม และศึกษาปัญหาในต่างประเทศได้อย่างลึกซึ้งมากนัก แต่นี่ก็พอจะทำให้เรามองเห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้น ตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกานั้น เกิดจากเรื่องของรสนิยมที่ไม่ตรงกันของกลุ่มผู้ดำเนินการ อาจจะมีเรื่องของชาตินิยมเข้ามาแทรกบ้าง แต่เขามีวิธีการแก้ปัญหาที่พยายามให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อีกทั้งสื่อมวลชนก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมใดก็ตาม
สำหรับบ้านเรา ปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการศิลปะดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาสนใจอย่างจริงจัง การแก้ปัญหาก็ดูจะลำบาก เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคนที่มีอำนาจอยู่ในมือเสียส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี ผู้เขียน ในฐานะของสื่อ ก็พยายามที่จะนำเสนอเรื่องราวของคนกลุ่มเล็ก ๆ ให้สังคมได้รับรู้ข่าวคราวความเคลื่อนไหว ไม่ใช่เป็นกลุ่มคนที่แปลกแยก หรือไม่มีส่วนช่วยสร้างสรรค์จรรโลงสังคมอย่างที่คนทั่วไปเคยมอง

1980 / 2523

พิษณุ ศุภ ,คุณค่าของหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร , ปีที่ 26 , ฉบับที่ 28 , 6 มกราคม 2523 (36-37)
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เคยเรียกร้องให้มีการสร้างหอศิลป์สมัยใหม่ไว้เมื่อราว 30 ปีมาแล้ว น่าเสียดายที่ท่านไม่มีโอกาสได้ทันเห็นผลงานที่สำเร็จตามประสงค์ของท่าน
อ.พิษณุได้ลำดับความเป็นไปของศิลปะในบ้านเรา จากการหยุดนิ่งของศิลปะแนวประเพณีโดยมีศิลปะจากประเทศตะวันตกเข้ามาแทน เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบวิธีคิดทางศิลปะอย่างสิ้นเชิง โดยใช้ทฤษฎีกายวิภาค , ทัศนียวิทยา , แสงเงา เพื่อสร้างรูปแบบเหมือนจริง มาสู่ยุคนามธรรม ปัจจุบัน ศิลปินรุ่มใหม่ได้พยายามค้นหาวิธีการของตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง ผลงานร่วมสมัยของเราจึงมีอิรสะทางความคิดมากขึ้น และหอศิลป์ ก็มีบทบาทในการช่วงเก็บบันทึกการสร้างสรรค์เหล่านี้ไว้ เป็นดังตำราสำหรับคนรุ่นหลัง อ.พิษณุถึงกับกล่าวว่า สำหรับมนุษย์ ไม่มีอะไรที่น่าภูมิใจเท่ากับการได้มีศิลปะเป็นของตนเอง และการได้มีหอศิลป์เป็นของตนเองเช่นกัน
ศิลปินที่กล่าวถึง : ศิลป พีระศรี

Pishnu Supanimitr. “The Value of the Silpakorn University Art Gallery.”
Yr 26, Vol. 30 (6 Jan 80)
Silpa Bhirasri said 30 years ago that a university gallery was a necessity, a statement he repeated many times till the day he died. He was a leader of the art world with many supporters, but he did not see his dream realized. A gallery is a place to preserve the creative art of various eras and is a concrete sign of the culture. Traditional Thai art has been hit hard by the influx of art from the West. In a time of great change, the nation’s creative art undertakes a completely new beginning. Thai artists in the modern era have moved from realis, toward more expressionistic styles. After that, the art world moved on to abstraction. Like a living thing, art keeps changing. After the period of abstraction, which was a real trial for the public, modern Thai artists moved toward many more individual and personal styles and expressions. Nor have Thai artists given up trying to find a voice for the nation in their art. Art galleries record these changes and efforts. They are like a textbook for the new generations to study from. We need to see the real works. Artists can take the greatest pride in showing in our own galleries, especially the gallery of Silpakorn University.

(Pictured: “Model” a painting by Fua Haripitak, from the 8th National Exhibition; “Honolulu”, a painting from the 2nd National Exhibition, by Misiem Yipinsoi, “Group”, by Chakraphand Posyakrit, from the 19th National Exhibition, “Treasure in the Earth” a silver-medal winner from the 19th National Exhibition by Kamchorn Soonpongsri, and “Brightness 2”, a silver-medal award winning painting by Somsak Kaowtadapong from the 20th National Exhibition.




พิษณุ ศุภ ,มีอะไรบ้าง ในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติย้อนหลัง ตอนที่ 1 , ปีที่ 26 , ฉบับที่ 29 , 13 มกราคม 2523 (36-38)
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อ.พิษณุได้กล่าวถึงวิวัฒนาการของศิลปะร่วมสมัยในบ้านเรา ก็เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการทำความเข้าใจประวัติของศิลปะที่นำมาแสดงในงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติย้อนหลัง ซึ่งเริ่มจากบริเวณท้องพระโรง วังท่าพระ มีผลงานจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่โปรดเกล้าฯพระราชทานให้กับการแสดงนี้ ส่วนรอบ ๆ ท้องพระโรงเป็นงานประติมากรรมของศิลปินอาวุโสตั้งแต่การแสดงครั้งที่ 1 ปีพ.ศ.2492 อาทิ ผลงานสำริดชุด “ลูกแพะ”, “ลูกม้า”, “ลูกวัว”, “กวาง” ของอ.ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ อันเป็นตัวแทนของงานศิลปะที่ถูกต้องตามหลักวิชาที่เป็นพื้นฐานของงานศิลปะร่วมสมัยของเรา ส่วนผลงานรูปเด็กชายกำลังเล่นกงล้อของ อ.สิทธิเดช แสงหิรัญ ที่ชื่อ “วงกลม”เป็นการเริ่มต้นของแนวเหมือนจริงที่พยายามจะสื่อความหมายด้วยการใช้สัญลักษณ์ คือวงกลม ที่หมายถึงการหมุนไปสู่อนาคต เช่นเดียวกับ “แรกแย้ม” ของแสวง สงฆ์มั่งมี ที่ใช้ดอกบัวเปรียบเทียบกับความเป็นเด็กสาว “คิด” ของ ชลูด นิ่มเสมอ เป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึง การเริ่มเข้าสู่กระบวนการตัดทอนรูปทรงให้เรียบง่ายขึ้นด้วยเส้นรอบนอกที่ขึงขัง และปริมาตรที่กลมชัด เป็นความคิดเดียวกับเดียวกับประติมากรรมสลักไม้ที่ชื่อ “ความบริสุทธิ์แห่งธรรมชาติ”อันเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลจากการแสดงครั้งที่ 7
ภายในห้องแสดงส่วนหลัง เป็นผลงานจิตรกรรม เริ่มจากงานของศิลปินชั้นเยี่ยมคนแรก มีเซียม ยิปอินซอย คือ “วิถีแห่งความฝัน”และ “ฮอนโนลูลู”ที่เป็นรูปทิวทัศน์อันแสดงความรู้สึกรุนแรงด้วยสี ภาพ “หญิงเปลือย” ของจำรัส เกียรติก้องแสดงการยึดหลักทฤษฎีการจัดท่าทาง และแสงเงาเป็นสำคัญ ผลงานของทวี นันทขว้าง ที่อยู่ในชุด “โรงไฟฟ้า” และภาพ “ภูเขาทอง”เป็นความพยายามออกจากแนวเหมือนจริงมาสู่แนวอิมเพรสชั่นนิสม์ จนกระทั่ง “ดอกบัว” ยิ่งแสดงอารมณ์สะเทือนใจอย่างชัดเจนด้วยวิธีการที่เหมือนจะก้าวเข้าสู่รูปแบบเหนือจริงด้วย
ศิลปินที่กล่าวถึง : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว , ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ , สิทธิเดช แสงหิรัญ , แสวง สงฆ์มั่งมี , ชลูด นิ่มเสมอ , มีเซียม ยิปอินซอย , ทวี นันทขว้าง


Pishnu Supanimitr. “25 Years of the National Art Exhibition: What’s it about? – Part I ” Year 26 Vol.29, (13 January 1980) : 36 – 38.

Five paintings graciously on loan from His Majesty the King open the exhibition. Nearby are a number of sculptures by senior artists who won prizes in the 1st National Exhibition in 1949. Five bronzes by Paitoon Muangsomboon represent the academic beginnings of modern art in Thailand. Pishnu compares the woodcarvings of Chit Rienpracha* (‘gestures and rhythms of folk art’) with the bronzes of Khien Yimsiri (classic fineness of detail). He sees similarities in Sittidet Saenghiran’s* sculpture of a nude prepubescent boy with a hoop and Sawaeng Songmangme’s figure of a young girl with a lotus blossom. Among the paintings featured, Pishnu’s description of Jamras Kietikon’s* rather professional looking nude woman as ‘sweet and soft’ may be ingenuous, though he notes the very academic correctness of the composition. Chalud Nimsamur’s* ‘Think’ is a carefully arranged bronze figure which draws together a host of body parts of a sleepy looking young woman. Pisanu describes her as ‘deep in thought.’ Pishnu’s reverence for all these works of art cannot fail to move readers, urging them to see the deep importance and significance of these important cultural objects. (*work pictured)

พิษณุ ศุภ ,มีอะไรบ้าง ในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติย้อนหลัง ตอนที่ 2 , ปีที่ 26 , ฉบับที่ 30 , 20 มกราคม 2523 (36-38)
ต่อจากฉบับที่แล้ว ในฉบับนี้เริ่มจากภาพเหมือน (portrait) อันได้แก่ ภาพของอ.แสวง สงฆ์มั่งมี โดยจำรัส เกียรติก้องในบรรยากาศสีน้ำตาล แสดงท่าทางด้วยรอยหยาบของพู่กันที่เด็ดขาด น่าเสียดายที่ “ประกายเพชร”ของเฟื้อ หริพิทักษ์ซึ่งได้รับรางวัลจากการแสดงครั้งที่ 2 พร้อมกันไม่ได้นำมาแสดงเพราะถูกขายให้ชาวต่างชาติไปแล้ว ภาพเขียนของเฟื้อ ถือเป็นการแสดงทฤษฎีอิมเพรสชั่นนิสม์ของไทยที่สมบูรณ์ที่สุด เช่นเดียวกับ “ช่างเขียน” และ “หญิงสาว” ของบรรจบ พลาวงศ์ที่ได้รางวัลจากการแสดงครั้งที่ 4 และ 5 และภาพ “ชายแก่”ของ สันติ์ สารากรบริรักษ์ จากการแสดงครั้งที่ 9 ผลงานในระยะต้น ๆ ของเรานั้น ไม่ได้มีการลักษณะเหมือนจริงอย่างเดียว ยังนิยมการเขียนแบบอิมเพรสชั่น ว่าด้วยบรรยากาศ
ผลงานของสวัสดิ์ ตันติสุข (ศิลปินชั้นเยี่ยม)มีเหลืออยู่เพียงชิ้นเดียวคือภาพฤดูฝน ที่เขียนด้วยโทนสีเอกรงค์ นอกจากนี้ยังมีผลงานที่น่าชื่นชมอีกคือภาพทิวทัศน์ “จันทบุรี”ของประยูร อุลุชาฏะ ที่ได้รับรางวัลพร้อมกับงาน “วัดอินทร์”ของม.จ. การวิก จักรพันธุ์ ต่อมาเป็นผลงานในกลุ่มที่เน้นการบิดเบือนรูปแบบ เพื่อแสดงออกซึ่งอารมณ์ เช่นภาพแนวคิวบิสม์ของเฟื้อ หริพิทักษ์, ชลูด นิ่มเสมอ และประหยัด พงษ์ดำ ในภาพ “กลัว”(ไม่มีในการแสดงครั้งนี้) ที่ใช้รูปทรงเหลี่ยมสัน และน้ำหนักที่ขัดแย้งกัน และ“วัดราชบูรณะ”ที่แสดงรูปทรงอ่อนเนิบนาบในโทนสีหนัก ๆ แต่ก็มีภาพอารมณ์ฟุ้งฝันของทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ที่ชื่อ “แม่น้ำเจ้าพระยา”เช่นกัน
ในขณะเดียวกัน ก็มีกลุ่มศิลปินที่พยายามเข้าหาความเป็นไทยด้วยการนำลักษณะบางอย่างของประเพณีไทยมาใช้ เช่นภาพของมานิตย์ ภู่อารีย์ ที่ใช้วิธีการวาดแบบ 2 มิติและดำรงค์ วงศ์อุปราช ที่ใช้เทคนิคสีฝุ่นแบบไทย ไม่เน้นความลึกมากนัก ต่อมา ก็เริ่มเป็นผลงานที่เข้าสู่ความเป็นนามธรรม ในระยะแรกอาจยังคงเค้าโครงความจริงอยู่บ้าง เช่นงานภาพพิมพ์ที่ชื่อ
“สังขาร” ของสันติ์ สารากรบริรักษ์ , งานของอนันต์ ปาณินท์ (คน หมายเลข 2), กำจร สุนพงษ์ศรี (ทรัพย์ในดิน) , พนม สุวรรณนารถ (ทะเล) น่าเสียดายที่ไม่มีงานของ พิชัย นิรันดร์ (ผนังและความศรัทธา) ในขณะที่ผลงานที่แสดงรูปแบบนามธรรมเต็มที่ ก็คือ “ความเปล่าเปลี่ยว” และ “ป่า” ของนิพนธ์ ผลิตะโกมล และ “คอลลาจ”ของประวัติ เล้าเจริญ
ศิลปินที่กล่าวถึง : จำรัส เกียรติก้อง , เฟื้อ หริพิทักษ์ , บรรจบ พลาวงศ์ , สันติ์ สารากรบริรักษ์ , สวัสดิ์ ตันติสุข , ประยูร อุลุชาฎะ , ม.จ.การวิก จักรพันธุ์ , ชลูด นิ่มเสมอ , ประหยัด พงษ์ดำ ทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ , มานิตย์ ภู่อารีย์ , ดำรง วงศ์อุปราช ,อนันต์ ปาณินท์ , กำจร สุนพงษ์ศรี , พนม สุวรรณนารถ , พิชัย นิรันดร์ , นิพนธ์ ผลิตะโกมล , ประวัติ เล้าเจริญ


Pishnu Supanimitr.. “25 Years of the National Art Exhibition: What’s it about? – Part II ” Year 26, Vol. 30, (20 January 1980): 36 – 38.

In this brief survey of works, generally, from the 4th to the 19th National Art Exhibitions, Pishnu traces the history of development of modern Thai art through realist, impressionist, cubist and early abstract trends. Many important Thai artists and art works are mentioned. Sadly, some of these works are no longer in Thailand.
In the early period of the National Exhibition, there were many portraits, especially images of respected teachers, such as Chamras Kietikon’s painting of Sawaengmangme. . Fua Haripitak is named as the first Thai to use the Impressionist style. Pisanu mentions a fine portrait of Mme. Chit Ruenpracha by Fua which has been sold and is no longer in Thailand. Other artists named from this early period include Santi Saragornbarirak and other Thai Impressionists, Misiem Yipinsoi, Tawi Nantakwang, Suchao Yimtrakul and Banchob Plawongse*.
Fine landscapes by Sawat Tantisuk, Prayoon Uluchata and M.J.Karwik Chakraphand are described by Pisanu. He also mentions a still life by Noparat Liwisitti.
Fua Haripitak earned a gold medal as he adapted the cubist idiom to an image of a nude.
Unfortunately, Chalud Nimsamur is represented in this retrospective only by sculpture, although he owes his status of master artist to his work as a painter.
Silver-medal works by Prayad Pongdom* show the early attempts of Thai artists to adapt nature to express their own emotions.
Pisanu also mentions Tawisak Senanarong’s image of the Chaophraya river in the morning mist, as well as prizewinning images, ‘small, delicate and sweet’, of country people by Manit Pu-Ari. Damrong Wonguparat ‘s* Northern Village and Fishing Village also tends to be rather flat. The graphic art of Santi Sarkornborirak is an early example of abstraction, as are works by Anond Panint*, Kamchorn Soonpongsri, Panom Suwannarod, Pichai Nirand and Prawat Laocharoen.. (*works pictured)

พิษณุ ศุภ, “มีอะไรบ้างในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติย้อนหลัง (ตอนที่ 3)”, ปีที่ 26, ฉบับที่ 31, 27 มกราคม 2523, (37-38).
ในช่วงที่ อ.พิษณุ พูดถึงในฉบับนี้ เป็นผลงานในช่วงหลังลงมาจนถึงปัจจุบัน ในส่วนของประติมากรรมนั้นมีแนวโน้มที่จะสร้างรูปทรงให้มีความง่าย จนเข้าสู่ความเป็นนามธรรมโดยแท้ คือนำเสนอแต่ความงดงามและความประสานกันของส่วนและรูปทรง ไม่ว่าจะเป็นงานของ ชำเรือง วิเชียรเขตต์ (เมฆแห่งชีวิต, ความกลมกลืน, หมู่) หรือ ชลูด นิ่มเสมอ นอกจากนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังมีเค้ารางของศิลปินคลื่นลูกใหม่ ที่ทำงานในลักษณะที่ตนมั่นใจ ไม่จำเป็นต้องตามกระแสนามธรรม อาทิ ผลงานภาพเหมือนจริงที่แฝงความคิดฝัน มีองค์ประกอบที่แปลกตา และพัฒนาการด้านเทคนิคที่ดีขึ้น ของ จักรพันธ์ โปษยกฤต หรือผลงานแบบเหมือนจริงของ เกียรติ ศักดิ์ ชานนนารถ, ผลงานภาพพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์วัสดุของ ทวน ธีระพิจิตร, ภาพพิมพ์แกะไม้ ของ อิทธิพล ตั้งโฉลก ซึ่งได้รับรางวัลมากมาย โดยสรุปคือในช่วงเวลา 30 ปีก่อน ถึงปัจจุบัน ได้ก้าวมาถึงยุคที่ศิลปินมีความมั่นใจในการแสดงออกของตนเองมากขึ้น และมีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งงานนามธรรม, ดั่งนามธรรม, เหมือนจริง, เหนือจริง, งานสะท้อนปัญหาสังคม และงานที่บอกลักษณะเชื้อชาติ
ศิลปินที่กล่าวถึง : ชลูด นิ่มเสมอ, ชำเรือง วิเชียรเขตต์, บัณฑิต ผดุงวิเชียร, ธนะ เลาหกัยกุล, จักรพันธ์ โปษยกฤต, เกียรติศักดิ์ ชานนนารถ, ทวน ธีระพิจิตร, ถกล ปรียาคณิตพงษ์, กมล สุวุฒิโท, เดชา วราชุน, อิทธิพล ตั้งโฉลก, สน สีมาตรัง, นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน, วิโรจน์ เจียมจิราวัฒน์, ผ่อง เซ่งกิ่ง, สุวิชาญ เถาทอง, ถาวร โกอุดมวิทย์, วัชรี วงศ์วัฒนอนันต์


Pishnu Supanimitr.. “25 Years of the National Art Exhibition: What’s it about? – Part III” Year 26, Vol.31, (27 January 1980): 37 – 38.

Pishnu outlines the continuing development of modern art in Thailand, which can be traced through the leading artists who were participants or winners in the National Art Exhibition through the years. As artists grew in confidence, many distinctive trends developed, including abstract and semi-abstract, realist and surrealist, socially critical art, and art which celebrates the national character of Thailand. For early examples of sculpture moving toward abstraction, Pishnu mentions the works of Chalud Nimsamur and Chamreuang Wichienket. Social criticism appears in the works of Bandit Padungwichien and Tana Laohakaiakul, realism in the paintings of Chakraphand Posyakrit and surrealism in the works of Kietisak Chanonarod*. In the same period, a new wave of young graphic artists began to take a more important role. Pishnu cites as examples the graphic art of Tuan Tirapichit, Takol Pariyakanitpongse, Komol Suwutho, Decha Worachun, Sanya Wongaram, Udorn Sakdadech and Ittipol Tangchalok. Other new faces of the time included Son Simatrang (painter) and Nontiwat Jantanapalin (sculptor). In the 20th, 21st and 22nd National Exhibitions, the works of Chakraphand Posyakrit* went beyond realism, using strange new elements, feelings of reality and dreams mingling incredibly together. Pishnu praises Chakraphand’s very great technical skill with oil and acrylic color. He also outlines the gold-medal winning graphic artworks by Ittipol Tangchalok*. Pishnu mentions many well know artists who participated with distinction in the National Art Exhibition through the years, for example, Preecha and Suwicharn Taothong, Somsak Chaowattadapongse, Wirote Jiemjerawat, Pong Sengking, Tavorn Ko-Udomwit and Wacharee Wongwattanornan. . Pishnu concludes the article with the hope that the varied and lively prize-winning works from the National Exhibition, which have been mentioned in the article, will be an educational heritage to encourage the new generations of future artists. (*work pictured)



พิษณุ ศุภ ,” จากหอศิลป์ พีระศรี ถึงวิทยาลัยเทคนิคราชบุรี”, ปีที่ 26, ฉบับที่ 33 10 กพ 23(34-36).
ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ นี้ มีการจัดนิทรรศการศิลปะขึ้นมากมายในหลายหอศิลป์ด้วยกัน เริ่มจากหอศิลป์พีระศรี ที่จัดแสดงนิทรรศการการออกแบบอุตสาหกรรม อิตาลี เป็นการแสดงเครื่องประดับบ้านและเครื่องใช้สอยต่าง ๆ ควบคู่ไปกับงานออกแบบเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ในแบบประเพณีของญี่ปุ่น เป็นภาพถ่ายที่แสดงลักษณะความเป็นอยู่ของชาวญี่ปุ่น ถัดมาที่หอศิลป์แห่งชาติ มีการประกวดภาพเขียนของนักเขียนทั่วประเทศในสัปดาห์วันเด็กแห่งชาติ ส่วนวิทยาลัยช่างศิลป์ได้มีการรวบรวมผลงานของนักศึกษามาจัดแสดงที่สถาบันวัฒนธรรมเยอรมัน ในขณะที่เพาะช่างก็มีการจัดการแสดงผลงานนักศึกษาเช่นกัน ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีในวันเกิดของวิทยาลัย และนิทรรศการศิลปะของแผนกศิลปหัตถกรรมของวิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มที่จะสร้างความตื่นตัวทางศิลปะในท้องถิ่นที่ไกลจากกรุงเทพ ช่วยสร้างความเข้าใจและทัศนคติที่ดีแก่ประชาชนที่มีต่อศิลปะ
การศึกษาวิชาศิลปะในระดับท้องถิ่นปัจจุบันได้กระจายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้เป็นการกระจายการศึกษาไม่ให้มุ่งเข้าหาส่วนกลางอย่างเดียว และข่าวสุดท้ายคือ นิทรรศการศิลปะที่จังหวัดขอนแก่น วิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษา วิทยาเขตเทคนิคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา ในงานนี้ยังมีการอภิปรายหัวข้อ “การทำงานศิลปะในทรรศนะส่วนตัว
ศิลปินที่กล่าวถึง : ปรีชา เถาทอง, ประเทือง เอมเจริญ, ปัญญา วิจินธนสาร

Pishnu Supanimitr. “From the Bhirasri Gallery to Rachaburi Technical College.” Year 26, Vol. 33, (10 February 1980) : 34 – 36.

After spending several weeks talking about the history of the National Art Exhibition, Pishnu discusses a number of exhibitions during January and February, including a show of Italian Industrial Design and ‘Art for Life,’ daily life in Japan by well-known Japanese photographers. After the National Gallery’s show of children’s artworks in honor of Children’s Day, Chang Silpa College has a student show coming up at the German Cultural Institute. Poh Chang honored their Founder with an exhibition, and last but not least, the art department of Rachaburi Technical College organized an exhibition. Pishnu particularly cheers the Rachaburi show because it encourages the provincial people to better understand and respect art. Rachaburi is only one of 15 such technical schools around the country capable of hosting similar exhibitions and bringing art to the rural people.
(Pictured: an Italian design for a knock-down chair; a photograph by a Japanese artist; a painting by a Chang Silpa student; a watercolor painting by a student of Rachaburi Technical College)

พิษณุ ศุภ,”เรื่องยุ่ง ๆ ที่เกี่ยวกับอนุสาวรีย์ของดีของศิลปินไทย ชนะเลิศออกแบบอนุสาวรีย์สงครามเวียดนามที่อเมริกา”, ปีที่ 26, ฉบับที่ 34, 17 กุมภาพันธ์ 2523, (34-36)
ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานี้ มีข่าวเกี่ยวกับอนุสาวรีย์เกิดขึ้นมากมายในบ้านเมืองเรา อ.พิษณุ ได้เริ่มต้นด้วยเรื่องยุ่ง ๆ ของการสร้างอนุสาวรีย์ภายในประเทศก่อน อันได้แก่ เรื่องการสร้างอนุสาวรีย์วีรชน 14 ตุลาคม 2516 ที่สี่แยกคอกวัว ที่ว่าเรื่องก็เงียบหายไปเฉย ๆ ซึ่งสภาพนี้ดังกล่าว เวลานี้ก็กลายเป็นร้านขายของไปแล้ว เรื่องต่อมาคือการที่มีกรรมการท่านหนึ่งได้ชี้แจงว่า อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั้นไม่อาจขึ้นทะเบียนได้ เพราะไม่ใช่โบราณวัตถุ และเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างโดยเผด็จการ ไม่มีคุณค่าทางศิลปะ อีกทั้งยังกล่าวว่า การสร้างอนุสาวรีย์เป็นวัฒนธรรมของฝรั่ง ไม่เหมาะกับวัฒนธรรมไทย เรื่องนี้ อ.พิษณุได้ให้ความเห็นว่า โลกเปลี่ยน วิทยาการเปลี่ยน การเดินตามให้ทันไม่ใช่อะไรก็จะสร้างแต่เจดีย์ เพราะเจดีย์คืออนุสาวรีย์แบบไทย เรื่องต่อมาคือการคิดจะย้ายอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน เพราะสิ่งแวดล้อมบริเวณดังกล่าวดูสกปรก ไม่เหมาะสม การย้ายไปอยู่บริเวณพระราชวังเดิม เพื่อความถูกต้องตามประวัติศาสตร์ ซึ่งหากจำต้องย้ายด้วยเหตุผลดังกล่าวจริง ก็คงต้องย้ายอนุสาวรีย์ทุกแห่งในบ้านเราไปแอบไว้ให้ถูกที่กันหมด และเรื่องต่อมาคือขาวที่จะจัดการประกวดการออกแบบอนุสาวรีย์มนุษยธรรมที่ค่ายอพยพต่างด้าว ข่าวสุดท้ายซึ่งเป็นข่าวดีคือ ศิลปินไทย ธนะ เลาหกัยกุล ได้รับรางวัลชนะเลิศจากผลงานประกวดออกแบบอนุสาวรีย์ทหารอเมริกันที่ไปรบและเสียชีวิตในสงครามเวียดนาม ในชื่อ “Infinity of Life” แต่ก็มีเรื่องขัดแย้งถึงขั้นฟ้องร้อง เพราะทางองค์การทหารผ่านศึกของอเมริกากลับไม่พอใจ เนื่องจากต้องการเลือกผลงานที่ได้รางวัลที่ 5 จึงเกิดการฟ้องร้องกันอยู่เป็นเวลานาน แต่สุดท้ายผลงานของศิลปินไทยก็ได้สร้างจริง ๆ
ศิลปินที่กล่าวถึง : ธนะ เลาหกัยกุล

Pishnu Supanimitr. “A Good Story About an Award-Winning Design for a Vietnam War Memorial in America by a Thai Artist.”Year 26, Vol. 34 ( 17 Feb 1980) : 34 – 36.
Pishnu notes the controversy in the media lately about the possibility of a 14th October memorial planned for a site near the Kok Wua intersection. The plans seem to be adrift. We should not forget 14 October, 1973, he says. Maintaining his own uncertainty about the issue, Pishnu cites the complaints ‘of some architects’ that the Democracy Monument is the work of a dictator and is not really art. Thai people traditionally remember the honored dead with a chedi or pagoda, not a sculptured memorial, as Westerners like to make. Pishnu mentions the section in the Fine Arts Department which is responsible for making monuments, and which has already made many. They stand all around Thailand and Bangkok. There are times when a chedi is appropriate, but not in every case. Another issue is the question about the necessity of moving the memorial of King Taksin for the construction of the new bridge. Pishnu suggests that the controversy being generated is the result of faulty city planning. If the city seems too dirty a place to receive the monument, the city should be cleaned up. Just recently P.M. Kriengsak said he would like to see a monument erected at the Kao I-Daeng refugee camp on the Cambodian border. Besides Thai people, foreigners would be welcome to offer designs as well. Pishnu favors the idea of a monument to draw the world’s attention to the plight of the refugees. And it would be a lasting memorial to Thailand’s humanitarian efforts in receiving Cambodian refugees. But any memorial should be well-planned, unlike the story from the state of Texas in the US, where a Thai artist won a competition to design a memorial sculpture in honor of US soldiers who died in the Vietnam war. The artist, Tana Laohakayakul, has won other awards over there, and is well known in Thailand, too. After the winner was announced, the sponsor said they were dissatisfied with the choice made by the panel of judges. The issue had to be decided by the courts - in favor of Tana’s work. More details about this next week.



พิษณุ ศุภ ,”Infinity of Life อนุสาวรีย์สงครามเวียดนาม ของ ธนะ เลาหกัยกุล ผู้ชนะเลิศการประกวดที่อเมริกา”, ปีที่ 26, ฉบับที่ 35, 24 กุมภาพันธ์ 2523, (34-36)
เมื่อฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงข่าวดีของศิลปินไทยที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดอนุสาวรีย์ทหารอเมริกันไปแล้ว ในฉบับนี้ อ.พิษณุ ได้อธิบายรายละเอียดของศิลปินและเหตุผลของการที่องค์การทหารผ่านศึกของสหรัฐไม่พอใจผลงานของธนะ โดยในส่วนของประวัติส่วนตัวนั้น ธนะจบการศึกษาในระดับศิลปบัณฑิต (ประติมากรรม) จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และเดินทางไปศึกษาต่อที่ Massachusetts College of Art จากนั้นจึงเข้าสอนศิลปะที่ The Shington University และ University of Texas ในช่วงที่เป็นนักศึกษาในเมืองไทย และหลังจากเป็นอาจารย์ที่สถาบันต่าง ๆ ธนะก็มีผลงานที่ได้รับรางวัลมากมาย ทั้งจิตรกรรมและประติมากรรมในส่วนของการประกวดอนุสาวรีย์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการรำลึกถึงวีรชนอเมริกันที่ต้องสูญเสียชีวิตในสงครามเวียดนาม โดมีข้อตกลงว่าจะนำผลงานไปสร้างที่ Water Loo Park จากงบประมาณทั้งหมด 20,000 เหรียญ เหตุผลที่ทางองค์การทหารของสหรัฐไม่พอใจผลงานของธนะนั้นสรุปได้ดังนี้ คือ 1) เรื่องของขนาดผลงานที่ใหญ่เกิดกว่าเนื้อที่จะรับได้ ซึ่งข้อนี้ถือเป็นความผิดขององค์กรที่ไม่ได้กำหนดขนาดให้ชัดเจนก่อน 2) คือวงการทหารกล่าวว่า ผลงานชิ้นนี้ดูเป็นศิลปะมากเกินไป ไม่เหมาะจะเป็นอนุสาวรีย์แก่ทหารที่เสียชีวิต ซึ่งข้อนี้หากจะคัดค้านก็ควรกระทำตั้งแต่แรกเริ่มที่มีการเสนอรายชื่อคณะกรรมการตัดสินแล้ว สุดท้ายคือ ธนะไม่ใช่ชาวอเมริกัน แต่เป็นคนไทย เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ผลงานของธนะก็มีความเป็นสากล ไม่ได้ชี้เฉพาะว่าเป็นเอเชียหรือชาติใด สัญลักษณ์ในงานก็ต้องการเทิดทูนทหารหาญทุกคนอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เหตุผลที่ฟังขึ้น
ศิลปินที่กล่าวถึง : ธนะ เลาหกัยกุล



Pishnu Supanimitr.. “Infinity of Life: A Memorial to the Vietnam War, by Tana Lauhakaikul, Winner in an American Competition.” Year 26, Vol. 35 (February 24 1980) : 34 – 36.

A graduate of the Faculty of Painting, Silpakorn University, Tana had success as a painter as well as a sculptor. Before going to study in America, he made more than 30 sculptures based on Thai literature for the Ancient City. He later graduated from Massachusetts College and went on to teach at Washington University and the University of Texas. Tana was recognized as an artist in America and was awarded top honors in a competition to design a memorial to American soldiers from Travis County, Texas, who died in the Vietnam war. His was the winning design was chosen by a panel of judges from the Austin Contemporary Visual Arts Association. There were 41 designs submitted and 12 selected in the first elimination. These 12 were put on public display during the month of December, 1979 in the Lyndon Baines Johnson Library. The selection of Tana’s design was big news. However, the war veteran’s association which sponsored the competition announced that they would not construct the winning entry, but would chose another entry instead. The veterans gave three reasons for their decision: 1) That Tana’s sculpture was too big for the planned site (No limitations had been mentioned in the rules for the competition.) 2) That the veterans generally were not satisfied with the winning design because it was too much like ‘art’ and not enough like a war memorial, and the reason which Pishnu understands to be the most important one (3 The artist, Tana, was not an American citizen, but the memorial should, by rights, be created by an American. Pishnu argues that a memorial of this sort should have a universal meaning which transcends nationalist biases. Pishnu offers a sketch of the sculpture and describes it. Also pictured is a cartoon from a local paper, lampooning the design. Many American people made fun of the design, while many others defended it, but many Thai people were very offended when they heard the story.

พิษณุ ศุภ , อนุสาวรีย์สงครามที่ชนะการประกวดของธนะ เลาหะกัยกุล เรื่องราวของสันติภาพ ความหวัง ความตาย และความขัดแย้ง, ปีที่ 26 , ฉบับที่ 36 , 2 มีนาคม 2523 (34-36)
สาเหตุประการสำคัญที่ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งในผลการประกวดการออกแบบอนุสาวรีย์ที่คุณธนะ เป็นผู้ได้รับรางวัลนั้น ก็เนื่องมาจากการที่มีผู้ขาดจินตนาการ ยึดมั่นถือมั่นอยู่กับคติการสร้างอนุสาวรีย์แบบเก่า ๆ ที่จะต้องเห็นรูปคนยืนถือปืนในท่าต่อสู้ ขาดความหมายที่ลึกซึ้ง ผลงานของคุณธนะจึงเป็นเหมือนกันชนที่จะต้องสู้กับความยึดมั่นอันเก่าแก่ของคน อย่างไรก็ดี หน้าที่ของศิลปะนั้นคือการช่วยกันสร้างสรค์สิ่งใหม่ สิ่งที่ก้าวหน้ากว่า ในฉบับนี้ เราจะมาฟังความคิดของคุณธนะ เกี่ยวกับผลงานของตนกันบ้าง ซึ่งเขากล่าวว่าลูกไข่ที่ปรากฏในงานของเขานั้น แทนความมีชีวิต เป็นความหวัง เขาจัดให้ลูกไข่ลอยอยู่บนตารางเหล็ก ก็ด้วยเหตุผลของโลกที่ลอยตัวอยู่ได้ในจักรวาล ภายในตารางมีที่ว่าง 2 ช่อง ซึ่งจะทำการปลูกหญ้าเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตและการดำรงอยู่ ฉะนั้น ประติมากรรมของเขาจึงเน้นเรื่องของการดำรงอยู่ของมนุษย์บนโลกนี้
เหตุผลของผู้ที่สนับสนุนและคัดค้านผลงานของเขานั้น มีแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่ผู้ที่คัดค้านมักจะไม่ชอบ และไม่เข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับไข่ รวมไปถึงการอ้างว่าขนาดของงานใหญ่เกินไป แต่การที่องค์การทหารของสหรัฐฯ ซึ่งเห็นชอบให้รางวัลตัดสินไปแล้ว กลับมาปฏิเสธในภายหลัง ดูจะเป็นความขัดแย้งกับประเทศที่เป็นแบบอย่างแห่งประชาธิปไตยเหลือเกิน และการกล่าวอ้างถึงเรื่องขนาด ก็เป็นความผิดพลาดขององค์การฯเองที่ไม่ระบุให้ชัดเจนเสียตั้งแต่แรก
ส่วนผู้ที่สนับสนุนมักเป็นนักวิจารณ์ศิลปะ ที่มองว่างานของคุณธนะเป็นเหมือนบทกวี ทีคนดูสามารถตีความได้เองตามประสบการณ์ ในตอนท้าย อ.พิษณุได้กล่าวว่า น่าแปลกใจที่คนอเมริกัน ซึ่งถือกันว่ามีประสบการณ์ในทางศิลปะสูง กลับมีปัญหาในเรื่องที่ไม่อาจยอมรับงานสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ได้

Pishnu Supanimitr.. "The Way of Thai Art and the ‘Thai Art 23’ Group.” Yr 26, Vol.36 (2 Mar 80)

The future of traditional Thai art is still hotly disputed. Some say that traditional Thai art is dead and cannot be revived. During the last 50 years, Thai artists have continued to look for ways to join Western influence and Thai art, for example in the work of Khien Yimsiri, Chit Rienpracha, Chalood Nimsamur, Prayad Pongsdam, Damrong Wonguparat, Tawan Dachani, and PreechaTaothong. Some artists carry on, reverently and enthusiastically copying and preserving the traditional forms. Others adapt the many forms of traditional Thai art to mingle with contemporary approaches, believing that they are carrying on the tradition. Young artists like the 6 members of the Thai Art 23 group [pictured]* believe sincerely that they are true to the Thai tradition. They group together to encourage each other and to strengthen their common approach. The works of the group exhibition sold very well, which raises the temptation of commercialism.
*Chalermchai Kositpipat, Panya Wijintanasarn, Prakitsilpa, Wipawi Boriboon, Prawat, Hatai.
*Conflict and Struggle by Panya Wijintanasarn

พิษณุ ศุภ, “แนวทางศิลปะไทยกับศิลปินกลุ่ม ‘ศิลปไทย 23’”, ปีที่ 26, ฉบับที่ 37, 9 มีนาคม 2523. (34-36)
ในความคิดของ อ.พิษณุ จากบทความนี้ เขามองความเป็นไปของศิลปะไทยร่วมสมัยว่า ได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็หมายความว่า ศิลปะไทยเคยสูญเสียชีวิตมาแล้ว คือขาดการสร้างสรรค์และพัฒนาขึ้นมาใหม่ หยุดนิ่งอยู่กับที่ด้วยการคัดลอกศิลปะโบราณ เป็นการทำลายคุณค่าของการสร้างสรรค์ลงไป แต่พอมาถึงยุคนี้ ก็ได้มีการพยายามสร้างสรรค์ผลงานในลักษณะไทย ผสมผสานกับแนวทางสมัยใหม่ พัฒนารูปแบบให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เช่น ที่ผ่านมาก็มีงานของ เขียน ยิ้มศิริ , ชิต เหรีญประชา , ชลูด นิ่มเสมอ , มานิตย์ ภู่อารีย์ , ประหยัด พงษ์ดำ , ดำรง วงศ์อุปราช , ถวัลย์ ดัชนี และปรีชา เถาทอง จวบจนวันนี้ ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของศิลปิน และประชาชนเสียใหม่ว่า ศิลปะไทยนั้นถ้ามีลักษณะของการสร้างสรรค์ ก็มีคุณค่าเทียบเท่ากับศิลปะชนิดอื่น ๆ อย่างไรก็ดี ปฏิกิริยาจากศิลปินและประชาชนที่มีต่อเรื่องนี้ก็มีหลากหลายแนวคิด ซึ่งผู้เขียนก็ได้สรุปเป็นสามแนวทางด้วยกัน คือ กลุ่มที่ไม่มีความศรัทธาว่าศิลปะแบบไทยประเพณีจะกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้ นอกจากศิลปินจะเก็บรวบรมเอาคุณลักษณะต่าง ๆ ของศิลปะไทยมาผสมผสานกันใหม่ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นการสร้างสรรค์ใหม่แต่อย่างใด อีกกลุ่มหนึ่งคือ ผู้ที่มีความชื่นชมศิลปะไทยเป็นอย่างสูง มีความเห็นในเชิงอนุรักษ์เสียมากกว่า ขอเพียงรูปศิลปะใดมีความถูกต้องตามประเพณีเป็นใช้ได้ ส่วนกลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มศิลปินด้วยกันเองที่มองว่า การสร้างสรรค์แบบไทยเท่านั้นที่มีคุณค่าสูงสุด ศิลปะสมัยใหม่ในปัจจุบันคือการเดินตามต่างชาติทั้งสิ้น มาจนยุคนี้ ก็ได้มีกลุ่มศิลปินร่วมตัวกันสร้างสรรค์งานในแนวศิลปะไทย ในชื่อกลุ่มศิลปะไทย 23 และดูเหมือนว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงทีเดียว ดังจะเห็นได้จากการขายรูปได้เกือบแสนบาท แต่ อ.พิษณุ ก็ได้เตือนไว้ว่า ด้วยเงินจำนวนมหาศาลนี้ ไม่ได้หมายความว่าคนซื้อเขาจะชื่นชมงานสร้างสรรค์ของเราเสมอไป เขาอาจเพียงแค่ชื่นชอบสิ่งที่ได้ชื่อว่าลักษณะไทย อีกประการหนึ่ง ก็ขอให้กลุ่มศิลปินเห็นแก่ประโยชน์ของการยกระดับคุณค่าของการสร้างสรรค์ศิลปะไทยแนวใหม่นี้อย่างจริงจัง อย่าให้งานพาณิชย์ศิลป์เข้ามาแทนที่ในตลาดการค้าของศิลปะ

พิษณุ ศุภ, “ช่วง มูลพินิจ เจ้าของภาพเขียนที่มีแต่ความเบิกบาน”, ปีที่ 26, ฉบับที่ 38 ,16 มีนาคม 2523, (34-35).
อ.พิษณุ เริ่มต้นด้วยการเน้นถึงเรื่องการเมืองที่กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงทางรัฐบาล อันเป็นบรรยากาศที่ตึงเครียด สับสน แต่ในขณะเดียวกัน เราก็มีนิทรรศการภาพเขียนที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจให้เบิกบานได้จาก ช่วง มูลพินิจ ที่ในวันเปิดงานนั้นจะดูคึกคักเป็นพิเศษ เต็มไปด้วยศิลปินและนักดนตรีตั้งแต่รุ่นเก่า จนถึงศิลปินหน้าใหม่ คุณช่วงเองนั้นจบการศึกษาระดับอนุปริญญา จากคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร เริ่มต้นทำงานด้วยการสร้างภาพประกอบร่วมกับศิลปินละแวกเฟื่องนคร ซึ่งภาพประกอบของคุณช่วง เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ของตน จนมีคุณค่าทางศิลปะขึ้นมา ผลงานของเขาเต็มไปด้วยลายเส้นอันอ่อนหวานและบรรยากาศที่นุ่มนวล งดงาม และถึงแม้ว่าผลงานของช่วงนั้นจะไม่ได้สะท้อนความเป็นไปในสังคมโดยตรง แต่ก็เป็นการชดเชย สิ่งที่ขาดหายไปในสังคม อันเป็นผลสะท้อนจากศิลปินที่มีสำนึกต่อสังคมเช่นกัน
ศิลปินที่กล่าวถึง : ช่วง มูลพินิจ
ศิลปินที่กล่าวถึง : กิติพงศ์ จันทรสุริยศักดิ์ , สิปปกร แย้มกสิกร , บัญชา ตรีรัตน์อนวิช , วิบูลย์ ภูริสุทธิรมย์ , สมชาย เถาทอง , อัญชลีพร ธัญญศิริ


Pishnu Supanimitr.. “Chuang Moonpinit’s Paintings Full of Joy.” Year 26, Vol. 38, (16 March 1980) : 34 – 35.

Pishnu generally has an eye on national politics. Our country, he says, is about half democratic, or some portion thereof. The public confusion about it seems to be clearing up somewhat. The prime minister has a gentleman to resign. Everyone praised him for doing so, a very democratic move. He made administrative errors and stepped down. (Strange he should be praised for that, Pishnu muses.) Why the country is shaken by the change of government, Chuang Moonpinit, a well known artist, has an exhibition at the German Cultural Institute. This show will help everyone relax and cheer up. The atmosphere at the opening was very lively. Chuan Leekpai was there and opened the show. Pawana Chanajit, that enduring star, brightened the occasion with her presence. There were many writers and reporters. Suwanee and her Lalana team were there, Nawarat Pongpaiboon and Wanit Jaroonkitanand also came, along with musicians Narit Sapprapa and Bruce Gaston. Many leading artists were there as well – Tawan Dachanee, Damrong Wonguparat, Prayad Pongsdam, Prateuang Emcharoen, Preecha Archunta, Suchao Sikanete, Tuan Tirapichit, Shiwa Kamolmalai and many others. Chuang has never been idle in seeking new forms. Whether drawings or watercolors, they are all distinctively his own.. They show the particular awareness of the artist about what is going on in the world. His work does not directly, but rather, indirectly reflects life, because it presents some of the things that are missing in society today.





พิษณุ ศุภ, “นิทรรศการวิทยานิพนธ์ ครั้งที่ 9 ของนักศึกษาศิลปะ”, ปีที่ 26, ฉบับที่ 39 , 23 มีนาคม 2523. (34-36)
นิทรรศการวิทยานิพนธ์ ครั้งที่ 9 ของคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เริ่มแสดงตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม ซึ่งการเพิ่งเริ่มเขียนถึงงานนี้ ดูจะช้าไปสักนิดในความรู้สึกของ อ.พิษณุ แต่อย่างไรก็ดี อ. ก็พยายามจะกล่าวถึงงานนี้ให้มากที่สุด โดยเริ่มจากจุดมุ่งหมายของการจัดนิทรรศการ ในอันที่จะฝึกฝนให้นักศึษามีความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านศิลปะที่ตนศึกษามา และเป็นการเผยแพร่ผลงานของตนสู่สาธารณชน ในความเป็นจริง นักศึกษาหลายคนก็เคยมีผลงานปรากฏต่อประชาชนมาแล้ว ทั้งที่รวมตัวเป็นกลุ่มเช่น กลุ่มจิตรกรรม , กลุ่มภาพพิมพ์ หรือบางคนก็ได้รับรางวัลใหญ่ ๆ มามากมาย สำหรับบทความในตอนนี้ อ.พิษณุได้กล่าวถึงผลงานของนักศึกษา 5 ท่าน โดยเรียงลำดับจากงานที่เหมือนจริงสู่งานแบบนามธรรม อันได้แก่ งานของ ภูเบศร์ โหยประดิษฐ์ ที่ทำงานแบบ Supper realist เปรียบเทียบระหว่างความเป็นจริงในภาพกับคนดู ส่วนของสิริพุฒ พูลลาภ เป็นการลวงตาผู้ดูให้รู้สึกว่ามีระยะและมิติเหมือนของจริง สมศักดิ์ ขุนพลพิทักษ์ ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปกรรมของไทยในอดีต และเป็นการแสดงบรรยากาศอันมืดสลัว เป็นการกระตุ้นให้เกิดความศรัทธาในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของคนปัจจุบัน ในขณะที่ วีณา ดามา เน้นแสดงบรรยาากศสีสันที่ตนสร้างขึ้นโดยให้เกิดการประสานกันของน้ำหนักสว่าง / มืด ในอารมณ์ฟุ้งฝันมากกว่า และสุดท้ายผลงานของ ชไมพร ถาวรรัฐ แสดงสภาพแวดล้อมของมนุษย์ในปัจจุบันที่ต้องอาศัยอยู่กับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ในมุมมองจากที่สูงลงสู่เบื้องล่าง เป็นความลึกที่ดูน่าสะพรึงกลัว
ศิลปินที่กล่าวถึง : ภูเบศร์ โหยประดิษฐ์ , สิริพุฒ พูลลาภ , วีณา ดามา , สมศักดิ์ ขุนพลพิทักษ์


Pishnu Supanimitr. “9th Student Art Thesis Exhibition (cont).” Year 26, Vol.39, (23 March 1980) 35 – 36.

One week remains in the thesis exhibition for seniors at the Faculty of Painting, Sculpture and Graphic Arts, Silpakorn University, the closing date for the show having been moved from 25 March to 6 April. Pishnu explains the philosophy and role of the exhibition in the curriculum. A number of the students in the show have already won prizes in important local competitions. Pishnu patiently presents the students ideas and works, beginning with a super-realist painting of a garbage truck and collector entitled “Life.” Super-realism is a style worth developing, says Pishnu. He notes that the value of the next student painting – another work in an oddly realist style entitled “Illusion” – lies in the setting of a goal by the artist and in the use of methods and creation of forms which will reach that goal. In another student’s work, a realistic approach is used to show that even in a deteriorated state, traditional art can still provide aesthetic inspiration for new works of art and a sense of hope about the art to be created in the future. The last painting is a view straight down the side of a modern high-rise apartment building, which, both in its realism and its abstraction, suggest emotions of loneliness and resentment.

พิษณุ ศุภ,”นิทรรศการวิทยานิพนธ์ ครั้งที่ 9 ของนักศึกษาศิลปะ(ต่อ)”, ปีที่ 26, ฉบับที่ 40, 30 มีนาคม 2523. (34-36)
ผลงานที่ อ.พิษณุ พูดถึงในฉบับนี้ ยังคงเป็นผลงานจิตรกรรมต่อเนื่องจากฉบับที่แล้ว ทั้งหมด 8 คนด้วยกัน คือ เริ่มจาก เรวดี ใจชุ่ม ที่มีจุดเด่นของงานอยู่ที่สีสันสดใส ซึ่งมองเห็นศิลปกรรมที่ช่างโบราณได้สร้างไว้ จำพวกหน้าบัน หน้าต่าง เสา หรือประตูวิหาร ส่วนของสมศักดิ์ จึงภักดี เป็นผลงานที่คาบเกี่ยวอยู่ระหว่างลักษณะที่เป็นความเหมือนจริง และแบบนามธรรม ซึ่งเป็นภาพของบรรยากาศยามโพล้เพล้ที่มองจากภายในบ้านไปสู่ภายนอก ความงามในภาพนี้อยู่ที่การใช้เส้นและจังหวะของโครงสร้างต่าง ๆ ผลงานชิ้นต่อมาจะมี่ลักษณะแบบกึ่งนามธรรม ซึ่งผลงานของ ปริพนธ์ ศัลย์พงศ์ (เงาสะท้อน) และ รุ่งศักดิ์ พงษ์โสภณ (ผิวของวัตถุ) คนแรกเป็นภาพเงาของชุมชนสลัมที่สะท้อนลงในน้ำ เกิดการบิดเบือนไปตามความเคลื่อนไหวของผิวน้ำ เป็นมุมมองอย่างใหม่ที่น่าสนใจ ในขณะที่รุ่งศักดิ์ได้ตัดเอาแง่มุมหนึ่งของรถยนต์ ที่มีพื้นผิวมันวาว แสดงอิทธิพลของความเจริญทางวัตถุที่มีต่อชีวิตมนุษย์
ลำดับต่อมา ผลงานของสุวรรณ คมน์ทิพย์รัตน์ เป็นงานจิตรกรรมที่สร้างจากวัสดุและพื้นผิวหยาบเหมือนฉาบปูน แสดงมุมมองเหมือนกับแหงนมองดูหน้าต่างจริง ๆ ในขณะที่ผลงานของ พิชิต ตั้งเจริญ, ชาติดี ศิริปะชะนะ และ เสริมสุข เชียรสุนทร เป็นผลงานที่ค่อนไปในทางนามธรรม ซึ่งมีแรงบันดาลใจจากประสบการณ์จริง โดยเฉพาะความรู้สึกที่มีต่อสภาพแวดล้อมทางสังคม เน้นการแสดงจังหวะของพื้นผิว ระนาบ หรือน้ำหนักของสี หรือแสดงอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ความนิ่งเงียบ ของ พิชิต และ ชาติดี หรืออารมณ์ที่ร้อนแรงของเสริมสุข อย่างไรก็ดีผลงานเหล่านี้ แม้จะไม่เข้าสู่ความเป็นนามธรรมทั้งหมด แต่ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ที่ศิลปินพยายามจะสื่อสารกับคนดูให้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังคงความเป็นนามธรรมเอาไว้นั่นเอง
ศิลปินที่กล่าวถึง : เรวดี , ใจชุ่ม , สมศักดิ์ จึงภักดี , ปริพนธ์ ศัลยพงษ์ , รุ่งศักดิ์ พงษ์โสภณ , สุวรรณ คมน์ทิพย์รัตน์ , พิชิต ตั้งเจริญ , ชาติดี ศิริปะชะนะ , เสริมสุข เธียรสุนทร
พิษณุ ศุภ,”นิทรรศการวิทยานิพนธ์ ครั้งที่ 9 ของนักศึกษาศิลปะ(ต่อ)”, ปีที่ 26, ฉบับที่ 40
(30 มีนาคม 2523) : 34-36


Pishnu Supanimitr. “9th Student Art Thesis Exhibition (cont.)” Year 26, Vol.40, (30 March 1980) : 35 – 36.

The exhibition is still in progress for this big graduating class of 26 students. Pishnu here critiques the paintings [pictured] of 8 students. He praises one artist for bringing classical Thai architectural elements to life in her own vision while remaining true to the character of traditional Thai art. There are many realistic works in this exhibition which still have an abstract character, for example, a view of slum buildings mirrored directly in a wavering watery reflection, an extreme close-up of the smooth, shiny surfaces of an automobile, the view of the sky from beneath the zinc roof and wooden beams of an old shed. Pishnu is pleased that the artists have tried to make things easy for the audience without completely sacrificing abstraction. They have used their creative imagination and have succeeded in communicating their feelings and ideas.

พิษณุ ศุภ, “นิทรรศการวิทยานิพนธ์ศิลปะ ครั้งที่ 9 ของนักศึกษาศิลปะ (ต่อ)”, ปีที่ 26, ฉบับที่ 41, 6 เมษายน 2523 (34-36)
จากผลงานจิตรกรรม ในฉบับนี้ อ.พิษณุ จะเริ่มเข้าสู่ภาควิชาอื่น ๆ อันได้แก่ ภาควิชาศิลปะไทย , ภาควิชาประติมากรรม และภาควิชาภาพพิมพ์ ซึ่งแต่ละภาควิชามีนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาเป็นจำนวนน้อย โดยเริ่มจากศิลปะไทย ซึ่งมี 2 คน คือ ปัญญา วิจินธนสารและ วิภาวี บริบูรณ์ ซึ่งทั้งคู่ได้สร้างสรรค์ผลงานโดยมีพื้นฐานมาจากศิลปะไทยโบราณ ในงานของปัญญามีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างแนวไทยโบราณกับรูปแบบเหนือจริง แสดงความน่าสะพรึงกลัวของสงคราม ในขณะที่งานของวิภาวีใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ ตามแบบอย่างโบราณ แต่เป็นการนำมาใช้แบบสร้างสรรค์ใหม่ตามจินตนาการของตน
ภาควิชาประติมากรรมก็มีผู้เสนอโครงการ 2 คน เป็นแบบนามธรรมทั้งคู่ คือพลังความเคลื่อนไหวของ กองเกต ธนะพันธุ์ และ นิกร คชพงศ์ ทั้งคู่มุ่งสร้าง รูปทรงที่เป็นเหลี่ยมสัน แสดงพลังแห่งความเคลื่อนไหว มีชีวิตชีวา สุดท้ายเป็นผลงานการพิมพ์ซึ่งมีผู้เสนอโครงการทั้งสิ้น 9 คน เริ่มจาก พงษ์เดช ไชยคุตร ในโครงการชื่อ “หุ่นนิ่ง” ใช้เครื่องถ้วยชามโบราณเป็นสื่อ แบบเหนือจริง มีการเลือกแง่มุมและบรรยากาศที่แสดงความลี้ลับ และเปล่าเปลี่ยว เพื่อกระตุ้นให้ผู้ดูเกิดระลึกถึงคุณค่าของเครื่องใช้สอยของคนโบราณ ส่วนหมอนสมัย ผ่องใส ใช้ภาพโครงสร้างของบ้านเรือนในแหล่งสลัมมานำเสนอในลักษณะที่ง่ายต่อการเข้าใจ มุ่งแสดงการประสานกันของน้ำหนัก แสง เงา มากกว่าเรื่องราวของภาพ อาจดูเป็นผลงานภาพเหมือนจริงตามธรรมชาติหรือมองเห็นความงามแบบนามธรรมก็ได้เช่นกัน
ศิลปินที่กล่าวถึง : ปัญญา วิจินธนสาร , วิภาวี บริบูรณ์ , กองเกต ธนะพันธุ , นิกร คชพงศ์ , พงษ์เดช ไชยคุตร , หมอนสมัย ผ่องใส


Pishnu Supanimitr. “9th Student Art Thesis Exhibition by Art Students (continued).” Year 26, Vol. 41, (6 April 1980) : 34 – 36.

This week, Pishnu begins with the work of the two graduates of the new Traditional Thai Art department, which is already well known for their high quality work. Chalermchai Kositpipat, for example, won top prize in the Bua Luang exhibition. These two graduates also won prizes in the Bua Luang. Pishnu describes the painting, War*, by Panya Wijintanasarn as a mixture of traditional Thai style and surrealist elements. It seems like a picture from an epic poem describing the wars waged by super powers today, or on a deeper level, the war inside men’s own hearts and minds. This contrasts with the much more traditional approach and peaceful image in World of Imagination*, by Wipawi Boriboon. Pishnu briefly sums up the formal objectives of Power of Movement and Rhythm of Form, abstract sculptures by Kongket Chomapan* and Nikorn Kochpong*. Etchings by two graduates in graphic art are pictured, Still Life*, by Pongdech Chaikutr, in a realistic style, suggests the role of pots and bowls in Eastern cultures. Relations Between Varying Values*, by Mornsamai Pongsai presents a slum dwelling in which the elements of light and shadow are skillfully blended to please with abstract beauty more than to tell a story. The discussion of the thesis presentations of graphic art students continues next week.
(*pictured)

พิษณุ ศุภ, “นิทรรศการวิทยานิพนธ์ศิลปะ ครั้งที่ 9 ของนักศึกษาศิลปะ (จบ)”, ปีที่ 26, ฉบับที่ 42, 13 เมษายน 2523 (32-34)
ฉบับนี้จะกล่าวถึงผลงานภาพพิมพ์ที่เหลือ ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ แต่ถ้าหากรวมกับฉบับที่แล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มเหมือนจริง ก็คงจะได้ทั้งหมด 4 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกในที่นี้ คือกลุ่มที่ได้รับความบันดาลใจจากสภาพแวดล้อมในปัจจุบันซึ่งเป็นไปในทางลบ อันได้แก่ งานของไกรโชติ จิตตรุทธะ ที่แสดงอารมณ์รุนแรง หยาบคาย จากการรับรู้ข่าวอาชญากรรม ฆาตกรรมต่าง ๆ ประสบโชค ธนะเศรษฐวิไล ที่ชี้ให้เห็นถึงสงคราม การทำลายล้างโดยใช้รอยขูดขีด รอยแทง บนโลหะ บวกกับเทคนิคภาพพิมพ์โลหะ และผลงานของ สุรศักดิ์ อวนดี แสดงการเอารัดเอาเปรียบกันและการต่อสู้ดิ้นรนของมนุษย์ แต่แสดงออกมาด้วยความรู้สึกเงียบเหงา เก็บกด จากความรู้สึกภายในกลุ่มต่อมา เป็นผลงานของนักศึกษาหญิง 2 คน ที่แสดงอารมณ์อันหลากหลาย ละเอียดอ่อนตามแบบผู้หญิง คนแรกคือ มัลลิกา ศรีรุ่งเรือง ที่นำสัญลักษณ์จำพวกวัตถุสิ่งของต่าง ๆ มาจัดวางในลักษณะเหนือจริง หรือแสดงอารมณ์ความรู้สึกภายในของตนเอง ในขณะที่ผลงานของ ชนิดา ซึงตระกูล เป็นการบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากเค้าโครงของจินตนาการ เป็นสัญลักษณ์ของความรักและความเกลียดชัง รูปแบบของชนิดาจะมีลักษณะบริสุทธิ์เหมือนภาพเขียนเด็ก เน้นการรวมตัวกันของสัญลักษณ์อย่างมีเอกภาพ ในขณะที่มัลลิกามุ่งแสดงความขัดแย้ง กลุ่มสุดท้ายคือการสร้างสรรค์เพื่อความงาม ส่วนใหญ่มิได้ต้องการสร้างความเหมือนจริง หากมุ่งดัดแปลงให้เป็นไปตามที่กำหนด อังผลงานของ สิทธิพร สายเนตร และรสลิน อัฐพร ส่วนใหญ่ได้นำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาเป็นแรงบันดาลใจ
แต่โดยสรุปแล้ว อ.พิษณุ มองว่าผลงานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาในปัจจุบันนี้มีมาตรฐานสูงขึ้น โดยเฉพาะงานจิตรกรรมกับศิลปะไทยที่มีความก้าวหน้าทางความคิด ในขณะที่งานภาพพิมพ์มีข้อจำกัดทางขนาดและเทคนิคมากกว่า แต่ผลงานของแต่ละคนก็มีรูปแบบที่หลากหลายและได้พยายามพัฒนาเทคนิคต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ขึ้น
ศิลปินที่กล่าวถึง : ไกรโชติ จิตตรุทธะ , ประสบโชค ธนะเศรษฐวิไล , สุรศักดิ์ อวนดี , มัลลิกา ศรีรุ่งเรือง , ชนิดา ซึงตระกูล , สิทธิพร สายเนตร , รสลิน อัฐพร

Pishnu Supanimitr. “9th Student Art Thesis Exhibition (finish)” Year 26, Vol. 42, (13 April, 1980)

Having discussed the pictures in the student exhibition for several weeks, this is the final installment, completing his discussion of the works of students concentrating in graphic art. This week, the works of seven young artists are pictured. With a brief discussion of each graduate’s presentation, Pishnu categorizes their work, generally, as 1) those inspired in a negative way by the violence, directly visible or only suggested, in the contemporary environment*, 2) works by two young female artists, one characterized as surrealist and the other as recording from her imagination in a style resembling illustration**, and 3) two students whose work aims at beauty, not realistic but adapted from nature according to the artist’s purposes***.He praises the higher standards of this year’s thesis exhibition, and recommends it to the next generation of students, especially this year’s works of painting and traditional Thai art.
(*Kraichote Jittruta, Surasak Oandi, Prasopchok Tanasertwilai)
(** Malika Srirungreuang, Chanida Seungtrakul)
(***Rosalin Attaporn and Sittiporn Sainetr)

พิษณุ ศุภ, “การแสดงศิลปะ ครั้งที่ 8 ของนักศึกษาคณะจิตรกรรม กับห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่”, ปีที่ 26, ฉบับที่ 43 (20 เมษายน 2523) : 32-33
คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีนโยบายที่ประสงค์จะนำศิลปะรับใช้ประชาชน ในแง่ของการเผยแพร่ผลงานศิลปะ เพื่อที่สาธารณชนจะได้ร่วมรับรู้และชื่นชมในสิ่งที่มีสุนทรียภาพ และเป็นการทดสอบความรู้สึกนึกคิดของประชาชน ในอันจะเป็นการปรับปรุงการทำงานของนักศึกษาศิลปะให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนต่อไป ในแต่ละปี คณะจิตรกรรมมีการแสดงงานประจำปีอยู่แล้ว อันได้แก่ นิทรรศการของนักศึกษา , นิทรรศการวิทยานิพนธ์ , นิทรรศการผลงานศิลปะของอาจารย์ และโครงการเผยแพร่ผลงานตามต่างจังหวัด ในปีนี้ได้จัดขึ้นที่เชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 8 แล้วสำหรับจังหวัดนี้ เมื่อดูจากสถิติก็พบว่ามีประชาชนและนักเรียนนักศึกษาให้ความสนใจติดตามมากขึ้น อีกทั้งคำถามต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคุณค่าของผลงานศิลปะจำพวก ผลงานเหล่านี้คืออะไร ทำไปทำไม ก็ดูจะหายไป สำหรับการเลือกห้องสมุดประชาชนเป็นสถานที่จัดแสดง ในความเห็นของ อ.พิษณุ ก็ถือว่าเหมาะสม เพราะห้องสมุดนั้นคือศูนย์กลางทางความรู้ การได้จัดแสดงผลงานศิลปะก็ถือเป็นการให้บริการทางความรู้อีกประเภทหนึ่ง อย่างไรก็ดี ในแต่ละปีที่ผ่านมานั้น พบว่าปัญหาเรื่องสถานที่จัดแสดงถือเป็นปัญหาใหญ่ ปีนี้นับว่าโชคยังดีที่ได้รับบริการที่ดีจากห้องสมุด แต่หากเป็นไปได้ น่าจะมีการจัดทำศาลาศิลปะของเมืองให้เป็นกิจลักษณะ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการมีสถานที่เก็บผลงานศิลปะต่อไปในอนาคต


Pishnu Supanimitr.. “8th Art Exhibition by the Students of the Faculty of Painting in the Chieng Mai Public Library.” Year 26, Vol.43, (20 April 1980) : 32 – 33.

One of the objectives of the Faculty of Painting is to take art to the public. The Faculty has 3 yearly exhibitions in Bangkok, i.e. by the teachers, by the student body and the thesis exhibition, and one exhibition each year in the provinces. Artists are eager to communicate in their work, and need to show in order to keep abreast of the needs of the people. The cycle of art depends on 3 parts – the artist, the work of art and the viewer. This year, the Chiengmai show is in the public library. Libraries are dedicated to knowledge, an appropriate place for showing artworks. However, these exhibitions face obstacles when they must be adapted to new locations every year. The faculty is willing to carry the art to the people, who have an amazing thirst to see it. Pishnu concludes that the governor of Chieng Mai should get busy and provide a permanent center for art exhibitions. This is not a commercial venture, but it is an ongoing one.


พิษณุ ศุภ ,“เขาตัดสินงานศิลปะกันได้หรือไม่ และการประกวดศิลปะให้ผลดีอย่างไร”, ปีที่ 26 ฉบับที่ 44 (27 เมษายน 23) : 32-33.
ในฉบับนี้ได้มีผู้เขียนจดหมายเข้ามาถาม อ.พิษณุ เกี่ยวกับเรื่องการประกวดผลงานศิลปะโดยแบ่งเป็น 3 คำถาม คือ 1) งานศิลปะนั้นเขาตัดสินกันได้หรือไม่, เขาตัดสินกันอย่างไร และการประกวดงานนี้ให้ผลดีอย่างไร 2) งานศิลปะไทยนั้นมีหลักเกณฑ์การตัดสินอย่างไร หรือว่าดัดแปลงจากความเป็นไทยมาก ๆ จึงจะดี และ 3) คนที่มีหน้าที่ตัดสินศิลปะจำเป็นต้องทำงานศิลปะได้หรือไม่ ซึ่งทั้งหมด อ.พิษณุ ได้ให้คำตอบไว้ว่า เรื่องของการที่จะบอกว่า การประกวดศิลปะควรจะมีการตัดสินกันหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของทัศนะส่วนบุคคล ไม่มีผิดถูก แต่สิ่งที่ควรคิดมากกว่าก็คือ ทัศนะใดที่จะก่อให้เกิดการสร้างสรรค์แก่วงการศิลปะ ส่วนคำถามที่ว่างานศิลปะตัดสินกันได้หรือไม่นั้น อ.พิษณุตอบว่าได้ เพราะจากประสบการณ์การสอนศิลปะมาพบว่า ภาพเขียนไม่ใช่ว่าสักแต่จะเขียนแล้วจะดีไปหมด ภาพที่ไม่มีคุณภาพก็มี
ส่วนคำถามที่ว่า การประกวดงานศิลปะให้ผลดีอย่างไร คำตอบคือ 1) เป็นการคัดเลือกผลงานดีเด่นอันจะเป็นตัวอย่างแก่ศิลปินรุ่นหลัง 2) เป็นการให้เกียรติแก่ผู้มีความสามารถในการสร้างสรรค์ 3) สร้างความตื่นตัวในการสร้างสรรค์ 4) ก่อให้เกิดการแข่งขันและมีการพัฒนาในเรื่องคุณภาพ
ต่อคำถามที่ 2 ต้องมีการอธิบายให้ชัดเจนเสียก่อนว่า ที่ว่างานสร้างสรรค์จะต้องเป็นลักษณะใหม่ หากเราบอกว่าศิลปะไทยต้องเดินตามแผนโบราณ ก็จะไม่เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา ซึ่งท้ายสุดคุณค่าของศิลปะนั้น ไม่ได้อยู่ที่ความเป็นไทยหรือไม่เป็นไทย หากมีคุณภาพสูง มีมาตรฐานเข้าสู่สากล ก็สามารถยอมรับคุณค่าว่าเป็นศิลปะได้ และคำถามข้อ 3 อ.พิษณุได้ให้คำตอบสั้น ๆ ว่า ไม่จำเป็นที่ผู้ตัดสินงานจะต้องทำงานศิลปะได้ ขอแต่มีประสบการณ์มาก ดูมาก อ่านมาก และวิจารณ์มามากก็พอ

Pishnu Supanimitr. “Can Works of Art Be Judged or Not? And What is the Good of Having Art Competitions?” Year 26, Vol. 44, (27 April 1980) : 32 – 33.
With no exhibitions pressing for coverage, Pishnu finds time to answer a letter and 3 questions from an upcountry fan. First, the lady asks if it is true, as an artist once told her, that art exhibitions are not really necessary and that art works should not be compared and judged. Pishnu suggests that, rather than arguing if exhibitions are the or are not the right way to go, we should ask what good is gained by judging art? Do art exhibitions contribute to more creativity in the art world? Prizes are given for outstanding works of music, literature and drama, so why can fine art not be judged as well? Exhibitions offer good examples of art, honor and encourage artists, stimulate creativity in the art world and encourage competition among artists to do better. The reader’s second question concerned the judgment of artworks adapted from traditional Thai art. Do these adapted works really represent ‘Thai’ art? Pishnu urges that always sticking too close to traditional forms will not produce anything creative and new. The third question concerned the necessary qualifications of judges: do they have to be artists to be competent? Not necessarily, replies Pishnu. A proper judge should have experience as a critic and should have studied, looked at and seen plenty of art. However, it certainly is useful and helpful to a judge to have experience as an artist in making, expressing and using techniques. This background would give depth to a judge’s considerations.

พิษณุ ศุภ, “การประกวดงานศิลปะในรอบปีนี้มีที่ไหนบ้าง”, ปีที่ 26, ฉบับที่ 45, 4 พฤษภาคม 2523 (32-33)
ผู้เขียนได้เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดประกวดงานศิลปะต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ในสัปดาห์นี้เขาได้ชี้ให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการประกวด และการแสดงผลงานศิลปะว่าเป็นหนทางหนึ่ง ที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์ศิลปะ ซึ่งไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียวตามที่เราเห็นจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ เพียงแต่ผู้คนในบ้านเรายังไม่มีความคุ้นเคย รู้แต่ว่าศิลปะที่ดีต้องมีผู้ตัดสิน ส่วนการแสดงศิลปะ หากแสดงแล้วขายไม่ได้ ก็จะเกิดคำถามตามาว่าแสดงไปทำไม ซึ่งศิลปินเองก็ตอบไม่ได้ อ.พิษณุจึงได้อธิบายว่า งานศิลปะนั้นมีหลายประเภทตามความสำคัญของศิลปิน โดยเฉพาะศิลปินที่มีอาวุโสสำหรับในบ้านเรา ปีนี้ มีการประกวดและการแสดงศิลปะมากมาย อาทิ การประกวดศิลปกรรมร่วมสมัย ประจำปี 2523 ของ ธนาคารกสิกรไทย เป็นการประกวดที่ไม่มีการแบ่งประเภท แต่พิจารณาคุณค่าโดยรวม การประกวดศิลปะของพิพิธภัณฑ์ฟูกุโอกะ ที่ติดต่อศิลปินจากเอเชียนเพื่อส่งผลงานเข้าร่วมแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โดยในประเทศไทยมีกรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกจากศิลปินทั่วประเทศ ร่วมมือกับคณะกรรมการศิลปะสมาคมระหว่างชาติ งานนี้มีทั้งศิลปินที่ส่งผลงานเพื่อร่วมแสดงโดยไม่เอารางวัล กับส่วนที่เป็นการประกวดชิงรางวัลแบ่งเป็นศิลปะไทยร่วมสมัย กับศิลปะไทยประเพณี


Pishnu Supanimitr. “Art Competitions: Where and When This Year.” Year 26, Vol. 45, (4 May 1980) : 32 – 33.

Still on the topic of good competitions, Pishnu has tried to show the many benefits of having art exhibitions. Contemporary art is Thailand really began to make itself known when exhibitions began to be staged. At first, quality was the only focus. This kept participation rather narrow. Eventually, many kinds of competition were born.
The National Art Exhibition became a model for other shows, but people got the idea that the sole peak for a work of art was to compete in an art exhibition and win. In the early years, one-man-shows were unheard of. People expected only competitive shows. The ‘First Thailand Art Exhibition’ tried to help stimulate artists everywhere, a good example of another way to arrange an exhibition. This year there are a number of exhibitions going on, showing how Thailand’s art world has progressed. The Thai Farmers Bank Contemporary Art Competition will open between May 14 and June 15. The Fukuoka Museum will receive selected works from Thailand via the Fine Arts Department. The National Exhibition is scheduled, possibly, for August, and the Bank of Thailand Exhibition will be showing from mid-December to mid January.


พิษณุ ศุภ, “เมื่อความตายมาถึงนักคิดและศิลปิน”, ปีที่ 26, ฉบับที่ 46 , 11 พฤษภาคม 2523 (32-33)
เมื่อราวกลางเดือนที่ผ่านมา ฌอง ปอล ซาร์ตร นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ลัทธิเอ็กซิสตองเซียลลิสม์ ได้เสียชีวิตไปด้วยวันที่ชรามาก ทางการฝรั่งเศสได้จัดพิธีศพอย่างไม่เป็นทางการให้เขาตามอุดมการณ์ของซาร์ตร ที่ไม่ชอบกิจกรรมที่เป็นพิธีการ ทั้งนี้เพื่อเป็นการไว้อาลัยและเป็นเกียรติแก่นักคิดนักเขียนของประเทศ นอกจากนี้ยังพบว่า ประชาชนชาวฝรั่งเศสก็ได้เข้าร่วมพิธีด้วยเป็นจำนวนนับแสนคน ซึ่ง อ.พิษณุ ได้นำประเด็นที่มาเปรียบเทียบกับบ้านเรา ที่เมื่อถึงคราวศิลปิน นักคิด นักประพันธ์ หรือแม้แต่นักเพลงพื้นบ้านของประเทศได้ล้มหายตายจากไป กลับไม่มีใครเข้ามายกย่องให้เกียรติ แม้แต่เมื่อคราวที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ดำรงชีวิตอย่างขัดสน รัฐบาลไม่เคยให้ความสำคัญ ทั้ง ๆ ที่บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ให้ความสุขกับโลก ถึงแม้บางคนอาจจะกล่าวว่า ได้มีการมอบเกียรติ “ศิลปินชั้นเยี่ยม” ให้ นั้นก็เป็นเพียงแค่เกียรติประวัติในระดับการแสดงศิลปกรรมของชาติเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ยังมีบุคคล/ศิลปินอีกมากที่อยู่นอกข่ายนี้ แต่เขาก็เป็นผู้สร้างสรรค์คนหนึ่งเช่นกัน อ.พิษณุ ไม่ได้คาดหวังถึงขนาดที่รัฐจะเข้ามาอุปถัมภ์ในด้านการดำรงชีพ แต่เพียงอยากให้รัฐให้ความสำคัญกับคนที่สร้างสรรค์ผลงานให้กับชาติบ้านเมืองบ้าง ด้วยการให้เกียรติพวกเขา ในที่สุดท้ายของมนุษย์เช่นที่รัฐบาลฝรั่งเศสได้ทำบ้างเท่านั้น ศิลปินที่กล่าวถึง : ฌอง ปอล ซาร์ตร


พิษณุ ศุภ, “การประกวดศิลปกรรมร่วมสมัยประจำปี 2523 ของธนาคารกสิกรไทย”, ปีที่ 26 ฉบับที่ 48, 25 พฤษภาคม 2523 (30-31)
การประกวดศิลปกรรมร่วมสมัยในปีนี้นั้น นับเป็นครั้งที่ 2 โดยการริเริ่มของศิลปะสมาคมระหว่างชาติแห่งประเทศไทย ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย อ.พิษณุได้แสดงสถิติเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ส่งผลงานเข้าประกวด กับศิลปินที่ได้รับคัดเลือกเข้าแสดงในประเภทต่าง ๆ โดสรุปแล้วพบว่า ในปีนี้มีผู้ส่งผลงานเท่ากับปีที่แล้ว คือจำนวน 100 คน แต่จำนวนผู้ได้รับคัดเลือกโดยรวมลดลง แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานที่เข้มข้นขึ้น ในจำนวนนี้มีศิลปินทั้งรุ่นเก่าที่รู้จักกันเป็นอย่างดี และศิลปินรุ่นใหม่ ๆ แต่อย่างไรก็ดี อ.พิษณุได้ทำการวิจารณ์การตัดสินผลงานชิ้นต่าง ๆ โดยเริ่มจากผลงานของอาจารย์ปรีชา เถาทอง ที่ชื่อ “รัตนโกสินทร์ 2523” ซึ่งเป็นผลงานที่ศิลปินส่งเข้าร่วมแสดงตามคำเชิญของธนาคาร หลังจากที่เจ้าตัวได้รับรางวัลยอดเยี่ยมเมื่อปีที่แล้ว ในครั้งที่ อ.พิษณุได้วิจารณ์ที่คุณภาพของงานโดยตรง เมื่อเปรียบเทียบกับผลงานที่ได้รับรางวัลในปีที่แล้วว่า อ่อนด้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแสงเงาที่ดูไม่แจ่มชัด ไม่มั่นใจ ขาดพลัง นอกจากนี้ยังขาดความกลมกลืนระหว่างรูปทรงของแสงและเรื่องราวของภาพเขียนที่อยู่ในเงา ก่อให้เกิดความสับสนคลุมเครือ แต่ถ้าหากพิจารณาเฉพาะชิ้นงานปัจจุบันเท่านั้น ก็นับว่าเป็นผลงานที่มีความน่าสนใจพอสมควร ส่วนผลงานของศิลปินท่านอื่น ๆ อ.จะนำมาวิพากษ์วิจารณ์ในบทความอื่นต่อ ๆ ไป
ศิลปินที่กล่าวถึง : ปรีชา เถาทอง

Pishnu Supanimitr. “ The Thai Farmers Bank Contemporary Art Competition, 1980.” Year 26, Vol. 48 (25 May 1980) : 29 – 30.

While greatly enjoying a seminar on art criticism at the Nakorn Pathom campus of Silpakorn University, Pishnu turns to the subject of the Thai Farmers Bank Contemporary Art Competition. The exhibition, opened by M.R.W. Kukrit Pramoj, was organized with the assistance of the International Artists Association of Thailand and hosted by the Bhirasri Gallery.the Nakorn Pathom campus of Silpakorn University, Pisanu turns to the subjecti Kositpipat, B Fewer works were selected to show this year, reflecting tightened standards. Pishnu discusses the work by Preecha, entitled Rattanakosin 1980, which Pishnu finds less satisfying than last year’s entry.
Winners include Rung and Tuan Tirapichit, Suwicharn Taothong, Pisanu Supanimitr (work pictured), Sermsuk Tiensuntorn, Paripant Sulyapongse and Araya Rasadornchamroensuk,
Participating but not competing, Ittipol Tangchalok, Preecha TaoThong (work pictured) and Sompong Adulysarpan.


พิษณุ ศุภ, “รุ่ง ธีระพิจิตร กับ ทวน ธีระพิจิตร ผู้ได้รับรางวัลจากการประกวดศิลปะของธนาคารกสิกรไทย”, ปีที่ 26, ฉบับที่ 49 (1 มิถุนายน 2523) : 31-32
อ.พิษณุ ได้กล่าวถึงผลงานในการประกวดศิลปะของธนาคารกสิกรไทย โดยไม่ได้จัดเรียงตามลำดับความสำคัญ เพียงแต่ว่ากันตามสบาย จากผลงานที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน หรือน่าสนใจจะนำมาเปรียบเทียบ เพราะผลงานที่ไดรับรางวัลในครั้งนี้ มีหลากหลายประเภท ตั้งแต่การแสดงออก แต่สุนทรียภาพล้วน ๆ ไม่เป็นเนื้อหา เรื่องราว ไปจนถึงแบบสัจจนิยม, กึ่งสัจจนิยม และ เหนือจริง บทความนี้ อ.พิษณุได้นำผลงานของ รุ่ง และ ทวนธีระพิจิตรมาเปรียบเทียบกัน ผลงานของรุ่ง (จิตรกรรม 80 หมายเลข 2) เป็นผลงานจิตรกรรมที่ทำเป็นระนาบของพื้นผิวชนิดต่าง ๆ มาประกอบกันให้เกิดเป็นมิติลวงตาขึ้น เป็นการบอกถึงเหตุชีวิตแบบใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ของมนุษย์ อ.พิษณุยังได้กล่าวถึงพัฒนาการในผลงานชิ้นนี้ ในการพยายามทดลองสร้างระยะความลึกของภาพด้วยวิธีต่าง ๆ กัน จนมาถึงจุดพอดีในผลงานที่ได้รับรางวัลนี้ ในขณะที่ทวนเป็นผลงานภาพพิมพ์ Silk Screen ขนาดใหญ่ เป็นการแสดงอารมณ์รูปทรงด้วยการใช้สีขาว-ดำ รูปทรงและรอยหยาบของพื้นผิว จากวัตถุใช้สอยต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน แสดงรูปแบบในเชิง Pop Art คือนำวัตถุในวัฒนธรรมร่วมสมัยมาสร้างเป็นผลงานศิลปะ อ.พิษณุติงเล็กน้อยว่า ทวนพยายามฉีกรูปแบบเดิม ๆ ของวัตถุให้คลี่คลาย แต่หลับยึดติดอยู่กับโครงสร้างที่ตนล้อมกรอบอยู่
ศิลปินที่กล่าวถึง : รุ่ง ธีระพิจิตร , ทวน ธีระพิจิตร



Pishnu Supanimitr.. “Rung Tirapichit and Tuan Tirapichit: Award Winners in the Thai Farmers Bank Competition.” Year 26, Vol. 49, (1 June 1980) : 31 – 32.

. Pishnu discusses in detail two abstract works, Rung Tirapichit’s prize-winning painting* and Tuan Tirapichit’s award-winning print*, surveying the development of the work of these two artist brothers. He surmises that the value of Rung’s painting, Painting 80 No.2, might be hard for many people to see because it has no visible subject from nature. It is something newly invented at the will and discretion of the artist. The picture consists of planes, like rough concrete walls with different surfaces and sizes. These planes are overlapping, creating space, and they are deeply incised. Pishnu admires the aesthetic quality of these elements, but he admires almost as much the progress Rung has made in the development of his art. The work shows a new technique and method for creating images of depth and breadth. The more one looks at the surfaces, the more space one discovers. Pishnu describes the history of Rung’s development as an artist before turning to the work of Rung’s brother, Tuan Tirapichit, and the latter’s prizewinning silkscreen print, Form and Texture No. 2. The print is so big, it might be mistaken for a painting. Besides its notable size and technical power, the print is distinctive because it is based on the most familiar items such as pocketbooks and clothing. But these things are not presented in an ordinary way. In the print, they have a shape and character created anew by the artist.
The last part of the column is headlined Thai Artist Wins Top Prize in America Again and announces new successes in America of Kamol Tasananchali, who has been honored as a top-ranking artist of 1980 and invited to teach art at the University of California at Berkeley.

พิษณุ ศุภ, “สุวิชาญ เถาทอง ศิลปินผู้สร้างภาพชีวิตและอารยา ราษฎร์จำเริญสุข ผู้สร้างอารมณ์อันประทับใจ”, ปีที่ 26, ฉบับที่ 50 (8 มิถุนายน 2523) : 30-32)
ในฉบับที่แล้วเป็นการกล่าวถึงผลงานในเชิงนามธรรมขนาดใหญ่ของรุ่งและทวน ส่วนผลงานที่นำมากล่าวถึงในฉบับนี้ เป็นผลงานในแนวเหมือนจริง ดูเข้าใจง่ายของ สุวิชาญ เถาทอง (การรอคอย) และ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข (ซาก) การสร้างผลงานในแนวเหมือนจริง ในขณะนี่โลกศิลปะร่วมสมัยกำลังก้าวพ้นเกินยุคนามธรรมแล้ว ถือเป็นความกล้าหาญของศิลปินเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาต้องทำให้ดีกว่าเดิมที่สร้างไว้แล้ว จึงจะยืนอยู่ได้ ภาพของสุวิชาญเสนอสิ่งที่มีแง่คิดเป็นปัญหาที่คนดูะต้องใช้วิจารณญาณ อ.พิษณุ วิจารณ์ว่า สุวิชาญสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบเดิมซ้ำกันมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้คนดูหมดความประทับใจได้ แต่พอถึงผลงานชิ้นที่ได้รับรางวัลนี้ สิ่งที่พัฒนาไปมากอย่างเห็นได้ชัด คือเนื้อเรื่อง (Theme)ที่เข้มข้นด้วยเนื้อหา สะท้อนภาพชีวิตอันยากไร้ และหมดหวังได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ผลงานของอารยาใช้ภาพทิวทัศน์ธรรมดา ในการแสดงอารมณ์ และความฝันของตน ด้วยเส้นระดับตาที่เคลื่อนไหวอย่างระทดระทวย ภาพแผ่นดินที่มีความหยาบ และซากต้นไม้ที่ล้มตัวลงขนานกับพื้น ตัดกับเส้นทะแยงของต้นหญ้าและพื้นที่ของท้องฟ้าที่ดูหนักอึ้ง กดดัน ฉะนั้นอารมณ์ต่าง ๆ ในภาพของอารยา จึงมาจากการใช้องค์ประกอบทางทัศนศิลป์ต่าง ๆ ซึ่งนี้อาจไม่ใช่ผลที่ดีที่สุดของเธอ แต่ก็เป็นแรงผลักดันให้ก้าวสู่โลกของศิลปะอย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
ศิลปินที่กล่าวถึง : สุวิชาญ เถาทอง , อารยา ราษฎร์จำเริญสุข

Pishnu Supanimitr. “Suwicharn Taothong, an Artist Creates a Picture of Life; Araya Rasadornchamroensuk, Creating an Arresting Emotion.” Year 26, Vol. 50 (8 June 1980) : 30 – 32

Pishnu discusses in detail two other award-winning entries in a more realistic
vein, the painting, Waiting (pictured) by Suwicharn and the print, Corpse, (pictured) by Araya Rasadornchamroensuk, from the Thai Farmers Bank Contemporary Art Exhibition. It is not quite correct to simply say that realistic works are ‘easy to understand.’ You can see ‘what it is,’ but that’s not enough. There are hidden depths and aesthetic qualities communicated. We forget to seek these deeper meanings because we get lost in the details of the image. Now that we have left abstract art and have returned to realism, it must be a new realism. Suwicharn’s pictures require some thought and imagination. Araya’s little picture was the only one of modest size to receive a prize among so many wall-size paintings. Although she works in a realistic style, the feeling and content differ greatly from Suwicharn. While he focuses on what happens to people and the problems of life, Araya uses an image of nature and a simple still life to express her own feelings.

พิษณุ ศุภ, “ปริพนธ์ ศัลยพงษ์ เจ้าของภาพสลัมที่มีความหวัง กับเสริมสุข เชียรสุนทร ผู้สร้าง อารมณ์อันอ่อนหวานและแข็งกร้าว”, ปีที่ 26, ฉบับที่ 51, 15 มิถุนายน 2523 (30-32)
ฉบับนี้ได้นำเสนอผลงานที่ได้รับความบันดาลใจมาจากสภาพธรรมชาติหรือสภาพการณ์ต่าง ๆ ที่แวดล้อมศิลปินอยู่ และแสดงออกด้วยการดัดแปลงแก้ไขจากรูปลักษณะที่มองเห็น ให้บิดผันไปตามความรู้สึกของตน นั่นได้แก่ ผลงานของ ปริพนธ์ ศัลยพงษ์ (เงาสะท้อนหมายเลข 10) เป็นภาพสะท้อนจากผิวน้ำของหมู่บ้านสลัม นอกจากจะนำเสนอสภาพอันน่าหดหู่ของสลัมแล้ว ลักษณะการบิดเบือนนี้ จะทำให้ภาพดูอ่อนไหว กับการใช้โทนสีที่นุ่มนวลไม่หนักอึ้ง ก่อให้เกิดความรู้สึกในแบบภาพสีน้ำของชาวจีน ทำให้ภาพนี้น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการนำเสนอชีวิตของชาวตะวันออกด้วยความรู้สึกแบบตะวันออก แต่ใช้เทคนิคแบบตะวันตก ส่วนเสริมสุข เชียรสุนทรเจ้าของภาพ “จังหวะของแสงสี” เกิดความประทับใจแสงจากหลอดไฟฟ้า จึงนำเอาความรู้สึกสับสนวุ่นวาย ในชีวิตค่ำคืนมาแสดงออกด้วยการตัดความเหมือนจริงออกไป เน้นจังหวะตัดกันของแสงสี อย่างรุนแรง และมีความเคลื่อนไหว
ศิลปินที่กล่าวถึง : ปริพนธ์ ศัลยพงษ์ , เสริมสุข เธียรสุนทร


Pishnu Supanimitr.. “Boripon Saliyapongse’s Slum with Hope and Sermsook Tiensoontorn’s Soft and Steely Emotion.” Year 26, Vol. 51, (15 June 1980) : 31 – 32.
Pishnu moves on to a discussion of the winners of lesser awards from the Thai Farmers Bank Contemporary Art Exhibition. The works of two more artists are inspired by nature or by the state of things around them. Their expressions adapt and correct the visible forms of nature, turning them according to the artist’s feeling. Boripon’s Reflected Image* shows slum buildings along a canal. The images reflect on the surface of the water suggesting the transitory character of life. Another award winner from the exhibition was Sermsook Tiensoontorn. Her picture, Rhythm of Light and Color* shows her interest in the emotional impact of electric advertising signs.
*pictured

พิษณุ ศุภ , ข่าวศิลปินในต่างแดน เรื่องของกมล ทัศนาญชลี , เฉลิม นาคีรักษ์ และ 22 ศิลปินไทยที่ประเทศญี่ปุ่น , ปีที่ 26 , ฉบับที่ 52 , 22 มิถุนายน 2523 (31-32)
ฉบับนี้ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ข่าวที่น่ายินดีของคนไทยถึง 3 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกคือ การได้รับรางวัล “The Annual Artist’s Award 1980” ของกมล ทัศนาญชลี ซึ่งถือเป็นคนไทย และคนเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ และเขาจะนำผลงานของเขามาจัดแสดงที่กรุงเทพฯในระหว่างเดือนกันยายน ถึงตุลาคม ข่าวที่สอง คือข่าวเฉลิม นาคีรักษ์ ศิลปินอาวุโสของไทย ได้นำผลงานจิตรกรรมไปแสดงที่ลอสแองเจลิส ซึ่งมีคนสนใจกันมาก ถึงขนาดมีผู้ซื้อผลงานไปถึง 7 ชิ้น ส่วนเรื่องสุดท้าย คือกลุ่มศิลปินไทยได้รับคัดเลือกผลงานส่งไปแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งใหม่ของญี่ปุ่น ณ เมืองฟูกูโอกะ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยโดยเฉพาะ เพื่อรวบรวมและเผยแพร่ผลงานร่วมสมัยของชาวเอเชีย ในคราวนี้ได้เชิญศิลปินจากแถบเอเชียทั้งหมด 13 ประเทศด้วยกัน สำหรับประเทศไทย มีกรมศิลปากรเป็นผู้ทำหน้าที่คัดเลือกผลงานทั้งหมด 22 ชิ้น ซึ่งจะนำไปจัดแสดงที่ประเทศญี่ปุ่นในเดือนพฤศจิกายนนี้
ศิลปินที่กล่าวถึง : กมล ทัศนาญชลี , เฉลิม นาคีรักษ์



Pishnu Supanimitr.. “News of Artists Abroad: Kamol Tasananchali, Chalerm Nakirakse and 22 Thai Artists in Japan.” Year 26, Vol. 52, (22 June 1980)

More needs to be said about the Contemporary Art exhibition at the Bhirasri Gallery, but another pressing matter interrupts this week. There is some good news of Thai artists gaining fame abroad for the nation. First, Kamol has won the Annual Artists Award (1980) – discussed elsewhere by Dachani Pradupnil – in California. The artist will bring his work back to show at the National Gallery in Bangkok some time between September and October. Also showing in California (L.A.) is a senior Thai artist, sometime judge of the National Art Exhibition and former director of Poh Chang College, Chalerm Nakirakse. His work is also on exhibition at the Pacific-Asia Museum. Finally, the works of 22 Thai artists (10 paintings, 2 sculptures and 10 prints) have been selected to show at the new contemporary arts museum in Fukuoka, Japan (pictured). Artists from13 Asian countries have been invited to show at the new center.
The Thai artists selected by the Fine Arts Dept. to show their paintings in Fukuoka include: Prateuang Emcharoen, Pichai Nirand, Preecha Taothong, Sompong Adulysarapan, Chalermchai Kositpipat, Banya Wijintanasarn, Chainarong Charoenpanichkul, Worit Ritakani, Weena Darma, Somsak Jeungpakkdi.
Sculptures by Misiem Yipinsoi and Somchai Taothong.
Graphic Art by Ittipol Tangchalok, Tuan Tirapichit, Decha Warachun, Kamol Suwuto, Thepsak Tongnopakun, Pisanu Supanimitr, Chanchaem Mukdaprakorn, Sittiporn Sainetr, Wachwiwongse Watanandi and Tavorn Ko-Udomwit.

พิษณุ ศุภ, “ประติมากรรมในการแสดงศิลปกรรมร่วมสมัย 23 วันเจริญ จำประคัง, สมชาย เถาทอง, และวระ อิษวาส”, ปีที่ 27, ฉบับที่ 1, 29 มิถุนายน 2523 (30-31)
การพัฒนาผลงานประติมากรรมนั้น ดูจะเป็นไปอย่างลำบากในความคิดของ อ.พิษณุ เพราะติดขัดในเรื่องข้อจำกัดหลายประการ ในการแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยของ ธนาคารกสิกรไทยที่ผ่านมา ไม่มีผลงานประติมากรรมชิ้นใดได้รับรางวัล แต่ในที่นี้ต้องการพูดถึงผลงานที่คิดว่าเด่นและมีคุณค่า หรืองานประติมากรรมสลักไม้ ชื่อ “เส้นตรงและเส้นโค้ง” ของ วันเจริญ จ่าปะคัง เสน่ห์ของงานชิ้นนี้คือฝีมือที่ประณีต และการเป็นคนช่างสังเกตจากธรรมชาติ ส่วนสมชาย เถาทอง มีผลงานแกะหินเป็นรูปเด็กทารกในอิริยาบถต่าง ๆ สมชายใช้วัสดุง่าย ๆ ที่เป็นพื้นของงานประติมากรรมทั่วไปมาสร้างเรื่องราวธรรมดา ๆ ของเด็ก แต่สามารถกระตุ้นสัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ในตัวเรา จากอิริยาบทที่ดูไร้เดียงสา นี่จึงเป็นผลงานอีกชิ้นที่เป็นตัวอย่างสำหรับผู้ที่ชอบอ้างว่าบ้านเราขาดวัสดุใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ จึงทำให้งานประติมากรรมไม่ก้าวหน้า เพียงแต่ในบางชิ้น รูปเด็กถูกบล็อคลงในรูปร่างสี่เหลี่ยมมากเกินไป ทำให้ดูแข็ง บางชิ้นท่าทางยังดูยักเยื้องเกินงาม สุดท้าย ผลงานของ วระ อิษวาส มีคุณค่าตรงที่การก้าวพ้นจากระบบเดิม ๆ ของตน มาสู่ประติมากรรมโลหะสำริด ในลักษณะกลมมน เคลื่อนไหวไปโดยรอบ มีชีวิตชีวาและอิสระมากขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จในที่สุด
ศิลปินที่กล่าวถึง : วันเจริญ จ่าปะคัง , สมชาย เถาทอง , วระ อิษวาส

Pishnu Supanimitr. “Sculpture in the Contemporary Art Exhibition 23 – Wancharoen Jampradang, Somchai Taothong, and Wora Isawas.” Year 26, Vol. 53 (29 June 1980) : 31 – 32.
Having spoken in detail about the 6 award winners of the Thai Farmers Bank Contemporary Art Exhibition 2523, Pishnu invites readers to compare their impressions with his own. He then goes on to talk about some other works in the show. No prizes were awarded in sculpture, only in painting and graphic art. There are many obstacles to the development of sculpture. The last prize for sculpture in the National Art Exhibition was in the 16th show in 1965. There has been no gold medal for sculpture at the national show for 14 years. Again reviewing the Contemporary Exhibition, Pishnu recalls the carving by Wancharoen Jampradang. Tall and vertical with an orderly beauty, the forms are organic and lively, even though they are geometric in character. Wancharoen’s work has delicate lines and natural artisanship. The stone sculpture by Somchai Taothong is popular. He sold all his works shown in the 35 Group Exhibition athe the German Cultural Institute, an unusual happening. Pishnu praises Somchai for using a traditional material like stone so successfully, chiding sculptors who complain that they are hindered in their work and development because they lack new materials. Pishnu praises the ability of Somchai to make his forms look appealingly soft and full. Somchai has been selected to show at the Fukuoka Art Museum in Japan. Finally, Pishnu mentions the work of Wora Ingwas, a cast metal piece in the form of a fluid ring. Wora is a sculptor who does both realistic and abstract works. This one is lively and moving, with more freedom and development. He will find success in the end, predicts Pishnu.

พิษณุ ศุภ , งานจิตรกรรมและศิลปะภาพพิมพ์ จากการแสดงศิลปกรรมร่วมสมัย 23, ปีที่ 27 , ฉบับที่ 2 , 6 กรกฎาคม 2523 (31-32)
ฉบับนี้เป็นการพูดถึงผลงานจิตรกรรมและภาพพิมพ์ในการแสดงศิลปกรรมร่วมสมัย 23 โดยเริ่มต้นจากผลงานของ สมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์ ที่ชื่อ Space 1979 ที่มีความเปลี่ยนแปลงจากเดิมคือแสดงความเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ นุ่มนวล มาเป็นความรุนแรงด้วยการป้ายพู่กัน และการสลัดสี แม้ในบางส่วนจะดูขาดการควบคุมและใช้สีที่หลากหลายเกินไป แต่สิ่งที่ยังคงเดิมคือ การทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความว่าง อันเป็นบุคลิกเฉพาะของเขา ต่อมาคือผลงานของ ปัญญา วิจินธนสาร ที่ชื่อ “อัตตราทะ” งานของปัญญามีการเปลี่ยนแปลงไปในระดับโครงสร้างเลยทีเดียว เพราะเขาได้เขียนภาพในขอบเขตของสามเหลี่ยม ซึ่งทำให้ต้องปรับองค์ประกอบภายในภาพใหม่ เพราะรูปสามเหลี่ยมได้เข้าไปทำลายเนื้อหาของรูปทรงภายในภาพ และลดปริมาณพื้นที่ว่างที่เคยเป็นส่วนสำคัญของงาน ส่วนผลงานชื่อ “ฝัน” ของพยัด ชื่นเย็น และ“ความสงบ” ของสุรสิทธิ์ เสาว์คง ก็เป็นอีกหนึ่งชิ้นที่มีการผสมผสานความเป็นไทยประเพณีและร่วมสมัย มีข้อตำหนิคือการสร้างรายละเอียดมากเกินไป
นอกจากนี้ยังมีผลงาน “วันเกิด” ของปริญญา ตันติสุขที่ใช้สีสันแปลกตา , สุรพล แสนคำ กับผลงานภาพชุดสลัมที่จะดีกว่านี้หากมีขนาดใหญ่ขึ้น , เกียรติศักดิ์ ผลิตาภรณ์กับงาน “ตุ๊ก ๆ ในตุ๊ก ๆ “ ที่ควรตัดรายละเอียดออกบางส่วน และศึกษาวิธีสร้างองค์ประกอบของภาพให้มากขึ้น งานเหนือจริงของ ศุภชัย สุกขีโชติ , เรวัตร์ ทองแดง งานเหมือนจริงของ สมภพ บุตราช , นรเศรษฐ์ อังค์วัฒนกุล , อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ , สิริพุฒ พูลลาภ ส่วนงานภาพพิมพ์นั้นมีจำนวน และคุณภาพที่ไม่ก้าวหน้าเท่ากับงานจิตรกรรม งานที่น่าสนใจก็มีของ วัชรี วงศ์วัฒนอนันต์ ,พิชัย กรรณกุลสุนทร , เทพศักดิ์ ทองนพคุณ , ลาพุ มกรสุต , วิไลลักษณ์ เธียรลิขิต , ถาวร โกอุดมวิทย์ , วรวิทย์ ตันติเวชกุล , รสลิน อัฐพร และมณีรัตน์ ฤกษ์สะ
ศิลปินที่กล่าวถึง : สมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงษ์ , ปัญญา วิจินธนสาร , พยัด ชื่นเย็น , สุรสิทธิ์ เสาว์คง , ปริญญา ตันติสุข , สุรพล แสนคำ , เกียรติศักดิ์ ผลิตาภรณ์ , ศุภชัย สุกขีโชติ , เรวัตร์ ทองแดง , สมภพ บุตราช , นรเศรษฐ์ อังค์วัฒนกุล , อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ , สิริพุฒ พูลลาภ ,วัชรี วงศ์วัฒนอนันต์ , พิชัย กรรณกุลสุนทร , เทพศักดิ์ ทองนพคุณ , ลาพุ มกรสุต , วิไลลักษณ์ เธียรลิขิต , ถาวร โกอุดมวิทย์ , วรวิทย์ ตันติเวชกุล , รสลิน อัฐพร , มณีรัตน์
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นวันสิ้นสุดการแสดงนิทรรศการศิลปกรรมไทยของ 22 ศิลปินที่ได้รับคัดเลือกให้ไปแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะฟูกูโอกะ ญี่ปุ่น เพื่อจะได้นำไปจัดแสดงต่อ นิทรรศการนี้ได้ดำเนินงานล่วงหน้ามาแล้วเกือบ 2 ปี คือได้มีคณะกรรมการของพิพิธภัณฑ์ฟูกูโอกะ ออกเดินทางสำรวจตามประเทศแถบเอเชีย เพื่อดูความเคลื่อนไหวของศิลปะร่วมสมัยในแต่ละประเทศ จากนั้นก็ได้พยายามติดต่อศูนย์รวมของศิลปินแต่ละประเทศ และชี้แจงวัตถุประสงค์ ในประเทศไทย มี อ.สวัสดิ์ ตันติสุข เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุม ได้ใช้วิธีการเปิดรับสมัครผลงานเพื่อให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและเชี่ยวชาญ เป็นผู้คัดเลือกผลงานร่วมสมัยที่ดีเด่น และได้รับคำชมจากทางญี่ปุ่นว่า เรามีการจัดเตรียมผลงานและสูจิบัตรอย่างพร้อมมูล ตรงตามกำหนดเวลา แต่หากพูดถึงผลงานที่ได้รับคัดเลือกในครั้งนี้ ขอบอกว่าเรายังไม่ได้ผลงานที่ดีที่สุดของเราไปแสดง ทั้งผลงานแต่ละชิ้นที่ศิลปินส่งเข้ามา ยังไม่ใช่ผลงานที่ดีที่สุดของเขา และศิลปินที่มีชื่อเสียงอีกมาก ก็ไม่ส่งผลงานเข้าประกวด บางท่านบอกว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะการประกวดครั้งนี้ไม่มีเงินรางวัล ผู้เขียนยังไม่อาจปลงใจไปตามนั้น เพราะเป็นประเด็นที่หมิ่นเกียรติศิลปินอย่างยิ่ง
ศิลปินที่กล่าวถึง : อ.สวัสดิ์ ตันติสุข

Pishnu Supanimitr. “Paintings and Prints from the Contemporary Art Exhibition 23.” Year 26, Vol. 54, (6 July 1980): 31 – 32.
Having discussed sculpture in last week’s column, Pishnu now takes a close look at a number of paintings and prints from the exhibition.
Somsak Chaotadapong is an older artist whose work has typically presented sweet beautiful colors in beautiful, fresh serene spaces. In Space, 1979, his work changes from slow moving and gentle to violently moving brushstrokes and color. His great interest in space remains. There are some faults, a lack of rhythm and control, too many colors. Even so, this work shows bold progress with power to move ahead.
Panya Wijintanasarn’s Materialism moves away from most traditional Thai approaches. Instead of a rectangular frame, Panya has shaped his canvas like a gable, in triangular form, rather strange to see. The change in structure affects the elements of the picture. They lose power because of the cramped spaces of the corners.
Payad Cheunyen’s Dream mingles traditional Thai and modern elements very powerfully. The problem lies in some of the forms which are flat and lack volume. Sometimes the color seems flat as well.
Surasit Saokong, a member of the Lanna group, regularly shows paintings as well as prints. In his painting entitled Peacefulness*, his concern with detail in such shallow space tends to make the elements less distinctive and undercuts the peaceful atmosphere of the scene.
Prinya Tantisuk’s Birthday is finely done with unusual color.
Surapol Saenkam’s image of a slum would be better if it were bigger.
Kietisak Plethaporn’s painting, Tuk Tuk / Samlor would be improved by erasing some of the details. The artist needs more study in art elements and composition.
There are surrealist works by Sakchai Sukichote and Rewat Tongdaeng, and realist works by Sompop Butrach, Norasetr Ongwattantkul, Amarit Chusuwan and Siripoon Poonlarb.
The prints have not progressed as well as the paintings. Wachari Wongswattananand has been recognized at the National Art Exhibition and the Contemporary Art Exhibition. Her work slips a bit here. The use of color damages the peaceful atmosphere, and her technique still needs work.
Pichai Kornkulsoontorn’s silkscreen, Transformed Shapes*, shows the artist’s color and form growing stronger.
Thepsak Tongnopakul is a member of the 35 Group from the Nakorn Rachasima Technical College. Her Relation of Forms in a Female Nude shows notable technique with fine color, a rare trait in Thai graphic art. Other graphic artists whose work is especially worth noting include Lap Makornsut, Wilailak Tienlikit, Tavorn Ko-udomwit, Worawat Tantiwechakul, Rossalin Attaporn, and Maneerat Rerksa.
These artists are all progressing nicely. [*pictured]

พิษณุ ศุภ ,หอศิลปะในกรุงเทพฯ เขาเปิดบริการกันอย่างไรบ้าง , ปีที่ 27 , ฉบับที่ 4 , 20 กรกฎาคม 2523 (30-31)
บทความฉบับนี้เป็นการให้ความกระจ่างต่อผู้ที่เขียนจดหมายเข้ามาสอบถาม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการทำงาน และวันเวลาให้บริการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ของผู้อ่านจากจังหวัดขอนแก่น ที่เข้าใจว่าหอศิลป์นั้นเปิดให้บริการในวันอังคารถึงศุกร์ จากการอ่านข้อความในโปสเตอร์ ที่ใช้ภาษาไม่กระจ่าง ซึ่งผู้อ่านท่านนี้มีความเห็นว่า หอศิลป์น่าจะเปิดบริการในวันเสาร์ หรืออาทิตย์จะเป็นประโยชน์มากกว่า อ.พิษณุจึงได้ให้คำตอบไปว่า หอศิลป์ หรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์นั้นขึ้นกับระเบียบของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และมีวันหยุดเหมือนกัน คือวันจันทร์ และวันศุกร์ และมีพักในช่วง 12.00-13.00 น. หอศิลป์ พีระศรี ซอยอรรถการประสิทธิ์ เปิดแสดงทุกวัน ในเวลา 10.00-17.00 น. เว้นวันจันทร์ และหอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดตั้งแต่เวลา 9.00-19.00 น. เว้นวันพุธ


Pishnu Supanimitr. “Galleries in Bangkok: How do They Serve?” Year 26, Vol. 56, (20 July 1980) :30 – 31.
Pishnu shares a letter from a fan in Khonkaen writing to tell about a visit specially made to Bangkok to see the Contemporary Art Exhibition at the Bhirasri Gallery. The fan was not disappointed and liked very much Sermsook Tiensoontorn’s Rhythm of Light and Color. Unfortunately, the writer of the letter, a school teacher, was very disappointed to find that the poster for a show at the National Gallery reported the gallery closed on weekends. She complains. How can people who work see the shows if the gallery is open only during the week? Since Pishnu is a member of the organizing committee, he accepts some responsibility for some faults. The problem for this fan was basically that the information on the poster advertising the show was not clear. In fact, the National Gallery is open on weekdays. However, Pishnu’s gripe is that the gallery closes from 12.00 to one o’clock when the civil servants take their lunch hour. This is very awkward for visitors, especially working people wanting to visit the gallery during their lunch break. Nor can these people come in the evenings because the gallery observes government hours and closes at 4.30 in the afternoon. In any case, Pishnu is very heartened to receive letter from ardent art lovers. He closes by giving the business hours of the Silpa Bhirasri, Silpakorn and National art galleries.



พิษณุ ศุภ, “การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 26 เริ่มแล้ว”, ปีที่ 27, ฉบับที่ 5 (27 กรกฎาคม 2523) 30-32
อ. พิษณุ ได้กล่าวถึงข้อเสียของการเลื่อนกำหนดเวลาในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 26 จากที่ควรจะแสดงตั้งแต่ราวต้นปี มาเป็นช่วงเดือนสิงหาคมไว้ดังนี้คือ ประการแรก ศิลปินไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน ทำให้เตรียมงานไม่กัน อีกทั้งในปีหนึ่ง ๆ มีการประกวดศิลปะครั้งใหญ่ ๆ หลายครั้ง และศิลปินจะต้องใช้เวลามากพอสมควรกับการประกวดแต่ละครั้ง
ประการที่สองเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนรวม ในเมื่อทางการได้กำหนดงบประมาณที่แน่นอนมาเพื่อส่งเสริมกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะ แต่การเลื่อนกำหนดเวลาไปเช่นนี้ทำให้เสียเงินงบประมาณไปเปล่า ๆ ทางคลังหรือมหาวิทยาลัยศิลปากรต้องนำเงินส่วนนั้นผันไปทำอย่างอื่น ซึ่งไม่ตรงกับเจตนาเดิมของทางราชการ ประการสุดท้ายการกำหนดเวลาในเดือนสิงหาคมดูจะไม่เหมาะสม เพราะเพิ่งมีการแสดงศิลปะติดต่อกันมาหลายเดือน อาทิ การประกวดศิลปกรรมร่วมสมัย 2523 , การประกวดนิทรรศการศิลปกรรมไทยที่คัดเลือกไปแสดงที่ญี่ปุ่น และการจัดแสดงผลงานในช่วงเดือนนี้ หมายความว่าศิลปินจะต้องมีผลงานมาแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงเพิ่งเปิดภาคการศึกษา (ต้องยอมรับว่า ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดส่วนมากเป็นนักศึกษา) ผู้สมัครส่วนใหญ่ยังไม่มีผลงานอะไร อีกทั้งฤดูฝนเช่นนี้ เดือดร้อนผู้ชมต้องเดินทางลำบาก สิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่ากรรมการดำเนินงานชุดนี้ทำเข้าท่า ก็คือการกำหนดหลักการในการนำเสนอชื่อคณะกรรมการตัดสิน โดยแบ่งออกเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางศิลปะจากกลุ่มต่าง ๆ คือ กลุ่มศิลปินอิสระ กลุ่มอาจารย์สอนศิลปะและกลุ่มนักวิชาการศิลปะ และในตอนท้ายเป็นรายชื่อผู้ได้รับรางวัล
ศิลปินที่กล่าวถึง : มีเซียม ยิปอินซอย, เฟื้อ หริพิทักษ์, ถวัลย์ ดัชนี, ชลูด นิ่มเสมอ, สวัสดิ์ ตันติสุข, ดำรง วงค์อุปราช, อิทธิพล ตั้งโฉลก, พัทยา สายหู, พิริยะ ไกรฤกษ์, เกียรติศักดิ์ ชานนนารถ, วิโรจน์ เจียมจิราวัฒน์, ปริญญา ตันติสุข, ปัญญา วิจินธนสาร, สุวิชาญ เถาทอง, เสริมสุข เธียรสุนทร, สุรสิทธิ์ เสาร์คง, นพพงษ์ สัจจวิโส, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข, ทวน ธีรพิจิตร, พิษณุ ศุภนิมิตร, สิทธิพร สารเนตร, อัศนีย์ ชูอรุณ, ถาวร โกอุดมวิทย์, เดชา วราชุน, สุเมธา สว่าง, พิชัย กรรณกุลสุนทร, วิชัย จิตมาลีรัตน์


ดรรชนี ประดับนิล, “ กมล ทัศนาญชลี จากความฝันสู่ความคิดรวบยอด”, ปีที่ 27, ฉบับที่ 6, 3 สิงหาคม 2523 (31-32)
บทความนี้ เป็นการบอกเล่าถึงประวัติส่วนตัวของ กมล ทัศนาญชลี และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เขาได้ทำเพื่อประโยชน์ต่อวงการศิลปะผ่านการพูดคุยกับผู้เขียน อันเนื่องมาจากการแสดงผลงานศิลปะของเขา ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หอศิลป์ ถนนเจ้าฟ้า ระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม – 24 สิงหาคม 2523 รวมถึงการอภิปรายในหัวข้อ “ศิลปะและการศึกษาในอเมริกา”
กมล จบการศึกษาในเมืองไทยจากวิทยาลัยเพาะช่าง และได้รู้จักกับ ฟิลล์ อเลกซานเดอร์ ที่ชื่นชอบผลงานของเขาและให้ทุนเขาไปดูงานศิลปะที่อเมริกาเป็นเวลา 6 เดือน จากนั้นก็เข้าเรียนต่อที่สถาบันโอทิส สาขาภาพพิมพ์ และได้รับทุนของรัฐบาลอเมริกัน ก่อนที่จะได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์สอนแก่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเบิร์ดเลช และสถาบันโอทิส ส่วนผลงานของเขามีการเปลี่ยนแปลงไปมากจากเมื่อครั้งที่อยู่เมืองไทยจะออกแนวคิดฝัน ก็กลายมาเป็นเรื่องของฟิกเกอร์ผสมกับความฝัน และคลี่คลายไปสู่ศิลปะแนวความคิดรวบยอด (Conceptual) สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ กมลมีศูนย์ศิลปะส่วนตัวที่แคลิฟอร์เนีย และพร้อมจะให้การสนับสนุนบรรดาศิลปินในเมืองไทยให้ได้มีโอกาสไปดูงาน ศึกษาต่อ ด้วยการอำนวยความสะดวกด้านการติดต่อหลายสิ่งหลายอย่างให้ แม้กระทั่งการเผยแพร่ผลงานของศิลปินไทยในอเมริกา ซึ่งต้องลงทุนลงแรงเป็นอย่างมาก แต่เขาก็ทำไปด้วยความหวังดีต่อวงการศิลปกรรมของไทย
ศิลปินที่กล่าวถึง : กมล ทัศนาญชลี

พิษณุ ศุภ, “การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ กับมหาวิทยาลัยศิลปากร” ที่ปี 27, ฉบับที่ 7 , 10 สิงหาคม 2523 (30-31)
ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการ ซึ่งคลุกคลีอยู่กับงานการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติมานานพอสมควร อ.พิษณุ จึงมองเห็นปัญหาภายในของการทำงาน โดยเฉพาะในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 26 นี้ ซึ่งปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือการทำงานที่เป็นไปแบบเช้าชามเย็นชามของข้าราชการขาดความกระตือรือร้น ปีก่อนจัดอย่างไร ปีนี้ก็จัดอย่างนั้น ไม่มีการปรับแก้หรือประเมินผลงานของตน อีกทั้งยังเป็นการทำงานเพื่อจะได้ใช้เงินงบประมาณให้ทัน มิฉะนั้นต้องคืนคลังไป การเตรียมงานจึงฉุกละหุก ขาดการวางแผนที่ดี แม้กระทั่งเรื่องของการทำหนังสือกราบบังคมทูลเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อมาเป็นประธานในพิธี ก็ยังทำผิดพลาด เพราะใช้หนังสือฉบับเก่าปรับแก้แต่ชื่อ แต่ไม่ดูเนื้อความให้สอดคล้องเหมาะสม ทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าเชิญล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ สมเด็จพระเทพฯ และทูลกระหม่อมหญิงจุฬาภรณ์ฯ ทั้ง ๆ ที่ต้องการทูลเชิญเฉพาะพระองค์ใดพระองค์หนึ่งตามความเหมาะสม
ปัญหาอีกเรื่องก็คือ การที่มหาวิทยาลัยมีนโยบายเปิดกว้าง จึงเชิญคณะกรรมการมากมายมาจากหลายสถาบัน เพื่อมาประชุมร่วมกัน ในนามกรรมการดำเนินงาน แต่ขาดการประสานงานที่ดีกับอนุกรรมการดำเนินงาน ซึ่งเป็นข้าราชการของมหาวิทยาลัย กรรมการดำเนินงานแต่ละคนก็มาจากหลายที่ จึงไม่รู้ปัญหาที่แท้จริงในการจัดแสดงงานแห่งชาติ อีกทั้งการประชุมกรรมการดำเนินงานก็มีเพียงครั้งเดียว การดำเนินงานต่าง ๆ จึงดูขลุกขลัก ประสบปัญหาไปหมด กระทั่งเรื่องของการประชาสัมพันธ์และการจัดทำสูจิบัตร ที่ อ.พิษณุ รับผิดชอบอยู่ ก็ดูจะไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากตนไม่มีความรู้ในด้านประชาสัมพันธ์ และไม่สามารถแบ่งเวลาสำหรับทำสูจิบัตรได้ทัน สรุปว่าการจัดงานศิลปกรรมแห่งชาตินี้ ดูจะมีแต่ปัญหาที่ซับซ้อนไปหมดในทุกส่วนเลยทีเดียว




Pishnu Supanimitr. “ The National Art Exhibition and Silpakorn University.” Year 27, Vol. 1, (10 August 1980) : 30 – 31
Bemoaning a lack of sincerity and focus in the way the latest national art exhibition was carried out, and citing his longstanding patience in looking and waiting for improvement, Pishnu finally decides to air his complaints. For too long organizers have seemed content simply to repeat their efforts mechanically year after year. There has never been a post-exhibition evaluation to consider how to improve the next year’s show. There has been on consistent advance planning. As a result, things tend to be thrown together. The exhibition goes on during the floods of the rainy season when the universities are not in session. No possibility of planning 3-4 years ahead. The fact that His Majesty the King has never opened the National Art Exhibition but has always sent a representative has been a subject of speculation in the art world. The organizers made the unreasonable move of inviting several members of the royal family to come together to the opening, but botched the invitation cards. This year the university invited representatives from the National Gallery, the Fine Arts Department, Chang Silpa and Poh Chang Colleges, Silpa Bhirasri Gallery, the International Art Association of Thailand, Srinakharinviroj University, and three Banks (Bangkok Bank, Thai Farmers Bank and Srinakorn Bank) to serve on the organizing subcommittee. Silpakorn was respresented by only 2 members. Unfortunately, this subcommittee had no liason with the civil servants who bear most of the responsibility for putting on the show. The subcommittee met only once or twice and had no real power to make any changes. Public relations failed miserably. More discussion on this matter next week.



พิษณุ ศุภ, “การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติกับเรื่องของตัวเลข”, ปีที่ 27 , ฉบับที่ 8 , 17 สิงหาคม 2523 (30-31)
การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติในปีนี้ ดูจะมีข้อบกพร่องหลายประการดังที่ อ.พิษณุ ได้กล่าวไว้ในบทความก่อนหน้านี้หลายครั้ง สำหรับบทความนี้ เป็นการนำเอาสถิติจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 22 ลงมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 จนถึงครั้งล่าสุด แสดงจำนวนผลงานที่ส่งเข้าแสดง จำนวนศิลปินที่สั่งงานเข้าแสดง จำนวนผลงานนี้ได้รับคัดเลือก และจำนวนศิลปินที่ได้รับคัดเลือก และจำนวนศิลปินที่ได้รับคัดเลือก นอกจากนี้ยังระบุ จำนวนผลงานที่ศิลปินแต่ละคนมีสิทธิส่งเข้าร่วมประกวด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนปลงของตัวเลขทั้งหมด
จากตาราง จะเห็นว่าจำนวนผลงานที่ส่งเข้าประกวดสูงสุดนั้นอยู่นี้ 424 ชิ้นจากการแสดงครั้งที่ 22 และลดลงมาตามลำดับ ในขณะที่ครั้งล่าสุดในปี 2523 ตัวเลขนั้นต่ำมากคือ 169 ชิ้น ส่วนจำนวนผลงานและจำนวนศิลปินที่ได้รับคัดเลือกก็ลดลงมาเรื่อย ๆ เช่นกัน อ.พิษณุ จึงเกิดคำถามว่าไม่แน่ใจว่า เป็นเพราะคณะกรรมการตัดสินเข้มงวดในเรื่องคุณภาพมากขึ้น หรือว่าผลงานศิลปินเสื่อมคุณภาพลง แต่ถ้าทางมหาวิทยาลัยศิลปากรคำนึงถึงการเผยแพร่ศิลปะด้วยแล้ว น่าจะมีความเข้มงวดกันพอประมาณ เปิดโอกาสให้ศิลปินทั่วไปได้มีโอกาสแสดงผลงานของตนบ้างน่าจะป็นการดี

Pishnu Supanimitr. “Conflict Over the National Art Exhibition: Those Responsible Must Arrange the Show.” Year 27, Vol. 2, (17 August 1980) :31 – 32.

Although he has been warned by friends and elders to be careful about what he writes in his column, Pishnu decides to make a public protest about a matter of serious concern. Pishnu challenges the administrators of Silpakorn University who appear to have been tampering with the policy and standards for organizing and carrying out the National Art Exhibition. The committee has been convened much earlier than usual, apparently as a matter of political expediency; the format, content, and standards of the exhibition have been changed; and the selection of judges has been very irregular. Pishnu sees the rector of the University as deeply implicated in these irregularities.

พิษณุ ศุภ, “การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ เรื่องที่เกี่ยวกับศิลปิน เก่า-ใหม่”, ปีที่ 27, ฉบับที่ 9, 24 สิงหาคม 2523 (31-32)
ในตารางที่ 1 จากบทความที่แล้วนั้น ยังแสดงสถิติของผลงานแต่ละประเภท ปรากฏว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ผลงานจิตรกรรมมีจำนวนมากที่สุด รองลงมาคือผลงานภาพพิมพ์ ซึ่งต้องใช้อุปกรณ์และสถานที่จำเพาะมากกว่า ในขณะที่งานประติมากรรมมีปริมาณน้อยที่สุด ส่วนตารางที่2 ในฉบับนี้เป็นการนำเสนอจำนวนศิลปินเก่า กับศิลปินหน้าใหม่ รวมไปถึงตัวเลขของศิลปินที่ป้อนมาจากสถาบันการศึกษาของเรา (ศิลปากร)
ข้อสรุปจากตาราง 2 ก็คือ สัดส่วนของศิลปินเก่าและใหม่ มีปริมาณใกล้เคียงกันทุกปี มองเผิน ๆ ก็ดูน่ายินดีที่เรามีศิลปินเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าเทียบกับช่องศิลปินเก่า ยังไม่น่าพอใจนัก เพราะศิลปินใหม่ในปีหนึ่ง ๆ ก็จะกลายเป็นศิลปินเก่าในปีถัดไป แต่ตัวเลขในช่องศิลปินเก่าก็ไม่เพิ่มขึ้น แสดงว่าบรรดาศิลปินใหม่เหล่านั้นส่งผลงานเข้ามาเพียงครั้งเดียว แล้วหายไป ซึ่งน่าจะเป็นหน้าที่ที่ผู้จัดจะต้องกระตุ้นให้ศิลปินใหม่ ๆ เหล่านี้ ได้ย้อนกลับมาส่งงานอีกในครั้งต่อ ๆ ไป แต่อย่างไรก็ดียังมีศิลปินเก่าอีกเป็นจำนวนมาก ที่ยังไม่ทิ้งงานศิลปะ ยังเป็นกลุ่มใหญ่ที่อุทิศตนให้กับงานศิลปะอย่างต่อเนื่องและเป็นพื้นฐานที่ดีต่อศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ต่อไป

Pishnu Supanimitr. “The National Art Exhibition – About Artist’s Old and New.” Year 27, Vol. 9 (24 Aug 80) 31-32.

พิษณุ ศุภ, “ การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ - เรื่องของรางวัลกับคณะกรรมการตัดสิน”, ปีที่ 27, ฉบับที่ 10, 31 สิงหาคม 2523 (37-39)
จากตารางในฉบับที่แล้ว แสดงให้เห็นถึงตัวเลขของศิลปินเก่าที่เคยได้รับรางวัลมาแล้ว มีจำนวนมากกว่าศิลปินใหม่ที่เพิ่งได้รับรางวัลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แสดงว่าการให้รางวัลไม่ได้ผูกขาดอยู่กับศิลปินกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งดังที่ได้มีข้อซุบซิบกัน
ในตารางที่ 3 เป็นข้อมูลที่ อ.พิษณุ พยายามแยกให้เห็นถึงลักษณะของศิลปกรรมที่ได้รับรางวัลในแต่ละปีว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิยมชื่นชอบในศิลปกรรมแต่ละรูปแบบของคณะกรรมการตัดสิน ซึ่งผู้เขียนก็ได้แบ่งอย่างหยาบ ๆ เป็น 3 แบบ คือ แบบเหมือนจริง (Realism) คือรูปที่ดูเข้าใจง่าย แบบ Semi – Abstract คือรูปที่พอดูรู้เรื่องและแบบ Abstract คือรูปชนิดที่ดูไม่รู้เรื่อง
จากการแสดงครั้งที่ 22 เป็นต้นมา ผลงานที่ได้รับรางวัลส่วนใหญ่เป็นแบบนามธรรม ที่ดูไม่รู้เรื่อง จนกระทั่งครั้งที่ 25 ผลงานทั้งแบบนามธรรมและเหมือนจริง เริ่มมีจำนวนก้ำกึ่งกัน มาถึงการแสดงครั้งที่ 26 นี้ งานเหมือนจริงกลับมีจำนวนผู้ได้รับรางวัลมากกว่า ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของศิลปะที่ได้ก้าวมาถึงจุดหนึ่ง และจะต้องเคลื่อนที่ต่อไป ไม่ใช่บทสรุปว่ากรรมการชุดนี้มีรสนิยมอย่างไร เพราะต้องดูจากคุณค่าและข้อมูลด้านอื่น ๆ ประกอบกัน
ในตอนท้าย อ.พิษณุ ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการตัดสินผลงานของคณะกรรมการที่ใช้เวลาน้อยเกินไป ซึ่งอาจทำให้ไม่ทันได้พิจารณารอบคอบเพียงพอ ควรแบ่งการตัดสินเป็น 2 ช่วง เพื่อให้กรรมการได้มีโอกาสพักบ้าง รวมทั้งสภาพแวดล้อมในห้องตัดสินก็ไม่ควรให้มีสภาพแออัดและร้อนอบอ้าว อันจะส่งผลถึงอารมณ์ ความคิดและการตัดสินของคณะกรรมการได้

Pishnu Supanimitr. “The National Art Exhibition – About Prizes and Judges” Year 27, Vol. 10 (31 Aug 80) 37-39.

พิษณุ ศุภ, “เกียรติศักดิ์ ธานนนารถ จิตรกรเหรียญทองปีนี้ ผมคิดว่าการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติไม่ใช่เรื่องของเด็ก”, ปีที่ 27 , ฉบับที่ 11 , 7 กันยายน 2523 (31-32)
การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 26 ในปีนี้นั้น ผู้ได้รับรางวัลเหรียญทองสาขาจิตรกรรมคือ เกียรติศักดิ์ ชานนนารถ อ.พิษณุได้เสนอความเห็นของศิลปินจากคำสัมภาษณ์ไว้ดังนี้คือ ประการแรก เรื่องของแรงบันดาลใจที่เดิมนั้น ศิลปินต้องการแสดงลักษณะที่เป็นไทย โดยเน้นศึกษาค้นคว้าในเรื่องโบราณสถาน แต่ต่อมาเขากลับเห็นว่าสิ่งแวดล้อมในสมัยนี้ล้วนมีความเป็นไทยอยู่ทั้งนั้น ควรปล่อยให้ความรู้สึกใต้สำนึกแสดงตัวออกมา ส่วนเรื่องสัญลักษณ์ในงานไม่ว่าจะเป็นรูปเสื้อผ้า กางเกง ที่ปราศจากตัวคนนั้น ศิลปินบอกว่าเขาเพียงแต่ต้องการสลัดความคุ้นเคยในเหตุผลของความเป็นจริงออก ส่วนเรื่องความคิดเห็นเกี่ยวกับการแสดงศิลปกรรมแห่งชาตินั้น มีหลายคนบอกให้เขาวางมือได้แล้ว และปล่อยให้เป็นเวทีของคนหนุ่มสาวต่อไป แต่เขากลับมองว่า เรื่องการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ไม่ใช่เรื่องของเด็ก ควรจะมีผลงานจากศิลปินทุกวัย ต่างความคิดกัน ก่อให้เกิดการแข่งขันและพัฒนาผลงานของกันและกันต่อไป
ศิลปินที่กล่าวถึง : เกียรติศักดิ์ ธานนนารถ

Pishnu Supanimitr. “Kietisak Tanonarod: This Year’s Gold Medal Winner. I Think The National Exhibition Is Not For Children.” Yr.27, Vol. 11 (7 Sept 80) 31-32.

พิษณุ ศุภ, “ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข ศิลปินเหรียญทอง คนทำงานศิลปะมีสิทธิ์ที่จะแสวงหาความบันดาลใจจากที่ไหนก็ได้”, ปีที่ 27, ฉบับที่ 12, 14 กันยายน 2523 (31-32)
อารยา ราษฎร์จำเริญสุข ศิลปินเหรียญทองในสาขาภาพพิมพ์ ถือเป็นศิลปินหญิงเพียงไม่กี่คนที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติเช่นนี้ ผลงานภาพพิมพ์ของเธอดูเข้าใจง่าย ได้รับความบันดาลใจจากธรรมชาติ ทิวทัศน์ สร้างอารมณ์ความรู้สึกด้วยเทคนิคทางภาพพิมพ์ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ส่วนแนวคิดหลักในการทำงานคือต้องการจับเอาความรู้สึกแท้ ๆ เช่น ความลึกลับ น่ากลัว ว้าเหว่ เงียบเหงา มาใช้กับหัวข้อที่ตนกำหนด ใช้สัญลักษณ์คือภาพทิวทัศน์ที่มีดอกไม้เข้ามาแทนมุ่งแสดงความแตกต่างกันในธรรมชาติคือมีทั้งความสดชื่น การต่อสู้ของชีวิตและความขมขื่น โดมีกระบวนการในการทำงานที่หลากหลาย คือ มีทั้ง Sketch ภาพในห้องทำงาน รวมไปถึงการค้นคว้าจากรูปถ่าย ซึ่งบางคนบอกว่าวิธีการเช่นนี้ไม่ถูกต้อง แต่อารยากล่าวว่า คนทำงานศิลปะมีสิทธิที่จะแสวงหาความบันดาลใจจากไหนก็ได้ ขอเพียงมีความเหมาะสมที่จะเป็นสื่อกลางในความคิดหลักของเรา
ศิลปินที่กล่าวถึง : อารยา ราษฎร์จำเริญสุข, มีเซียม ยิปอินซอย, ปราณี ตันติสุข, ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ

Pishnu Supanimitr. “ Araya Rasdrchamroensuk – Gold Medal Winner. Artists have the right to seek inspiration anywhere they please.” Yr 27, Vol 12 (14 Sept 80) 32-33

พิษณุ ศุภ, “ วิโรจน์ เจียมจิราวัฒน์และนิติ วัตุยา การโคจรของสองศิลปินบนถนนศิลปะ”, ปีที่ 27, ฉบับที่ 13 (21 กันยายน 2523) : 30-31
วิโรจน์ เจียมจิราวัฒน์ และนิติ วัตุยา 2 ศิลปินที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน แต่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในหลาย ๆ เรื่อง วิโรจน์นั้น จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร , มหิดล และศึกษาต่อที่ประเทศอิตาลี มีโอกาสไปศึกษาดูงานจากที่ต่าง ๆ อีกทั้งยังได้รับรางวัลมากมาย ฉะนั้นผลงานของเขาจึงดูมีระบบแบบแผนที่ตายตัว เป็นงานนามธรรมที่อ้างอิงจากธรรมชาติ
ส่วนนิตินั้น ศึกษาศิลปะด้วยตนเอง มีการแสดงออกอย่างซื่อบริสุทธิ์ เข้าหาธรรมชาติพร้อมกับสอดแทรกความคิดปรัชญาจากธรรมชาติลงไป
ช่วงเวลานี้มีการแสดงผลงานของศิลปินทั้งสองท่านคู่กัน เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว งานของวิโรจน์เป็นงานลายเส้นและสีน้ำ ซึ่งก้าวเข้าสู่ความเป็นนามธรรมอย่างแท้จริง ในขณะที่งานของนิติก็เปลี่ยนจากเทคนิคเดิม คือสีน้ำมัน มาเป็นสีน้ำ โดยมีแนวเรื่องเกี่ยวกับการค้นหาสัจธรรมเป็นหลัก
ศิลปินที่กล่าวถึง : วิโรจน์ เจียมจิราวัฒน์ , นิติวัตุยา

Pishnu Supanimitr. “Wiroj Jiemjirawat and Niti Watuya – The Journey of Two Artists on the Road of Art.” Yr 27, Vol. 13 (21 Sept 80) 30-31

พิษณุ ศุภ, “ วันศิลป พีระศรี วันที่ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ”, ปีที่ 27, ฉบับที่ 14, 28 กันยายน 2523 (31-32)
วันศิลป พีระศรี มีกำเนิดมาจากการรวมตัวกันของผู้รักศิลปะ เพื่อที่จะจัดงานระลึกถึงคุณความดีของท่านอาจารย์ศิลป จนกระทั่งคณะกรรมการนักศึกษาคณะจิตรกรรมฯได้ริเริ่มจัดงานวันศิลป พีระศรีขึ้นอย่างจริงจัง โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การค้นคว้า และจัดแสดงผลงานของอาจารย์ การอภิปรายและตอบปัญหาต่าง ๆ แต่ในระยะต่อมา เรื่องนี้ได้เข้าไปอยู่ในความรับผิดชอบของสโมสรนักศึกษา ซึ่งเปลี่ยนคณะกรรมการทุกปี จึงขาดประสบการณ์และความต่อเนื่อง งานที่ออกมาดูซบเซาลงทุกปี ๆ ซึ่งเราน่าจะช่วยกันทำให้มันดีขึ้น ทำให้เป็นวันสำคัญอย่างเป็นทางการและให้ทางมหาวิทยาลัยดำเนินการอย่างเป็นเรื่องเป็นราวให้สมเกียรติของอาจารย์ ศิลปินที่กล่าวถึง : ศิลป พีระศรี

Pishnu Supanimitr. “Silpa Bhirasri Day- Who Will Be Responsible?” Yr 27, Vol 14 (28 Sept 80) 31-32.
พิษณุ ศุภ, “ศิลปินไทยได้รับรางวัลจากการประกวดที่ฮ่องกงใน “ยัง อาร์ท อิน เอเชีย””, ปีที่ 27 ฉบับที่ 15. 4 ตุลาคม 2523 (31-32)
การประกวด ยัง อาร์ท อิน เอเชียนี้ ถือเป็นงานใหญ่ที่มีความสำคัญ เริ่มต้นจาก “ศูนย์ศิลปะแห่งฮ่องกง” เป็นผู้ริเริ่มให้มีการประกวดงานศิลปะในระดับศิลปินหนุ่ม และศิลปินรุ่นเยาว์ในแถบประเทศเอเชีย โดยมอบให้ผู้แทนของแต่ละประเทศเป็นผู้คัดเลือกผลงานของตนเองส่งมาในครั้งนี้ มีเยาวชนไทยได้รับรางวัล 7 คน เป็นประเภทศิลปินรุ่นเยาว์ 3 คน และศิลปินหนุ่ม 4 คน ในประเภทศิลปินหนุ่มนี้ เราได้รับรางวัลที่ 2 , รางวัลชมเชยพิเศษ , และรางวัลชมเชย 2 รางวัล
ที่น่าคิดก็คือ สื่อของเรากลับไม่ประชาสัมพันธ์เกียรติยศอันน่าภูมิใจของเด็กไทยกันเลย แม้แต่สถาบันวัฒนธรรมเยอรมันผู้เป็นเจ้าของเรื่อง ก็ยังดูเนือย ๆ กับข่าวนี้
ศิลปินที่กล่าวถึง : นพดล เล็กสูงเนิน , ดำรง เหมือนเมลือง , ธานินทร์ อับรูป , นนทศักดิ์ ปาณะศารทุล , ถาวร โกอุดมวิทย์ , สมชาย ชีพประสานสุข , สมชาย อาจสูงเนิน

Pisanu Supanimitr. “Thai Artist Wins Prize in Hong Kong ‘Young Art in Asia’ Competition.” Year 27, Vol. 15 (4 October, 1980) : 31 – 32.

พิษณุ ศุภ, “นิทรรศการโดยเสด็จพระราชกุศล 80 พรรษาพระชนนีของเหล่าศิลปินไทยที่ โอเรียนเต็ล”, ปีที่ 27 ฉบับที่ 16. 12 ตุลาคม 2523 (31-32)
มีข่าวกิจกรรมของคณะกรรมการศิลปะสมาคมระหว่างชาติแห่งประเทศไทย โดยการนำของคุณมีเซียม ยิปอินซอย ได้จัดให้มีการแสดงงานจิตรกรรมโดยเสด็จพระราชกุศล ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่เราในฐานะศิลปินจะได้มีส่วนร่วมในการทำประโยชน์แก่สังคมได้อีกทางหนึ่ง เพราะด้วยบทบาทหน้าที่ของเรานั้น ไม่ค่อยได้มีการประชาสัมพันธ์ออกสู่สายตาประชาชนทั่วไปได้มากเท่าศลิปินกลุ่มบันเทิง
ผลงานของคณะกรรมการนี้ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การร่างระเบียบข้อบังคับเพื่อจัดตั้ง “ศิลปะสมาคมแห่งชาติ” ให้ถูกต้องตามกฎหมาย บางท่านอาจเข้าใจว่า คณะกรรมการศิลปะสมาคมฯ กับศิลปะสมาคมแห่งชาตินี้เป็นสมาคมเดียวกัน แท้จริงคณะกรรมการศิลปะฯนั้นมาจาก I.A.A. (International Association of Art) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ปารีส เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านศิลปะของ UNESCO ฉะนั้น เวลานี้บ้านเราจึงมีแต่คณะกรรมการที่ทำงานให้กับ UNESCO แต่ยังไม่มีศิลปะสมาคมที่เป็นหน่วยงานของไทยเราเอง
ส่วนงานการกุศลในครั้งนี้ เป็นงานที่ศิลปินไทยจัดขึ้น ไม่ใช่งานของ I.A.A. แต่เราอาศัยกรรมการของเขาในการช่วยประสานงาน
ศิลปินที่กล่าวถึง : มีเซียม ยิปอินซอย , สวัสดิ์ ตันติสุข , ชะลูด นิ่มเสมอ , ประหยัด พงษ์ดำ , ถวัลย์ ดัชนี , จักรพันธ์ โปษยกฤต , ประเทือง เอมเจริญ , ช่วง มุลพินิจ , เกียรติศักดิ์ ชานนนารถ , พีระ พัฒนพีระเดช , พิชัย นิรันดร์ , ทวน ธีระพิจิตร , อิทธิพล ตั้งโฉลก , สุรสิทธิ์ เสาว์คง , โอภาส นาคบัลลังค์ , สมพง อดุลย์สารพันธ์

พิษณุ ศุภ, “อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาจิตรกรรม”, ปีที่ 27 ฉบับที่ 17.
(19 ตุลาคม 2523) : 31-32
ในฐานะที่ อ.เฟื้อ หริพิทักษ์ ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาจิตรกรรมในปีนี้ ซึ่งนับเป็นคนที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรได้มอบให้ บุคคลแรกนั้น คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉะนั้น อ.เฟื้อ จึงเป็นสามัญชนคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้ ในฉบับนี้ อ.พิษณุ จึงขอสดุดีเกียรติคุณของครูบาอาจารย์ และกล่าวถึงความบกพร่องของตนในฐานะที่เคยเป็นศิษย์ของ อ.เฟื้อ มาก่อนว่า ไม่รู้จักตักตวงความรู้ในขณะนั้นอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในวิชาวิจัยศิลปะไทย ทำให้ในปัจจุบัน เวลาไปเที่ยวโบราณสถานที่ใดก็ไม่มีความรู้ ไม่มีดวงตาพิเศษที่จะมองอะไรลึกซึ้ง
อ.ศิลป์ พีระศรี เคยกล่าวชื่นชม อ.เฟื้อ เมื่อสมัยยังเป็นหนุ่มว่า อ.เฟื้อมีทักษะพื้นฐานในด้านการวาดเส้นดีมาก ซึ่งถือเป็นไวยากรณ์ของศิลปะประเภทจิตรกรรม, ประติมากรรม รวมทั้งเป็นผู้ที่มีโลกทัศน์กว้างขวาง ผลงานของท่านจึงล้ำหน้าอยู่เสมอ ท่านได้เริ่มนำเอาทฤษฎีแสง สีในบรรยากาศ และลักษณะอิมเพรสชั่นนิสม์มาใช้ จนประสบผลสำเร็จ รวมไปถึงการค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับทฤษฎีคิวบิสม์ จนกระทั่งผลงานในชุดสุดท้ายนี้ อาจารย์จึงได้รับรางวัลเหรียญทองจากการแสดงศิลปะกรรมแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2500 และได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินชั้นเยี่ยมของชาติ ในปีนั้น
ศิลปินที่กล่าวถึง : เฟื้อ หริพิทักษ์

Pishnu Supanimitr. “Acharn Fua Haripitak, Honorary Doctorate in Painting.” Year 27, Vol. 17 (19 October, 1980) : 31 - 32

พิษณุ ศุภ, “ชีวา โกมลมาลัย ประติมากร “เรามองผ่านมนุษย์ทางใบหน้า เราจึงมองเห็นความจริงจากใบหามนุษย์” ปีที่ 27, ฉบับที่ , 18 , 26 ตุลาคม 2523 (32-33)
ชีวา โกมลมาลัย ประติมากรผู้ซึ่งไม่เคยจบจากสถาบันการศึกษาศิลปะที่ใด แต่ด้วยความรักในศิลปะโดยส่วนตัว จึงฝึกฝนทางด้านประติมากรรมกับคุณมีเซียม ยิปอินซอย ชีวิตส่วนใหญ่ชอบอยู่ในป่าเขา โดยเฉพาะป่าเมืองกาญจน์ และบางกระสอ บวกกับความประทับใจในผลงานแบบ Primitive เน้นความลึกลับ ความเชื่อของมนุษย์ จึงนำแนวคิดดังกล่าวมาประสบกับเทคนิคแกะหิน ซึ่งเป็นวัสดุหาได้ง่ายในธรรมชาติ อีกทั้งการแกะหินนั้นก่อให้เกิดเสียง ซึ่งเขารู้สึกว่านั้นทำให้ตนเองได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ส่วนคนที่ซื้อผลงานของเขา ก็ซื้อด้วยหลายเหตุผลด้วยกัน เช่น ซื้อในฐานะของบริษัทที่มีเงิน เพราะเป็นหินที่หายาก เป็นต้น ในขณะที่บางคนหากชอบพอกันจริง ๆ ชีวาก็สามารถยกให้โดยไม่คิดเงินก็ย่อมได้ ผลงานของเขาตอนนี้ มีทั้งงานสลักหิน แกะไม้ และวัดเส้น จัดแสดงที่สถาบันวัฒนธรรมเยอรมัน ถนนพระอาทิตย์ ระหว่างวันที่ 22 – 29 ตุลาคม
ศิลปินที่กล่าวถึง : ชีวา โกมลมาลัย, มีเซียม ยิปอินซอย

Pishnu Supanimitr. “Chiwa Komolmalai – Sculptor: We look at people’s faces and see reality in their faces.” Year 27, Vol. 18 (26 October, 1980) : 32 – 33.

พิษณุ ศุภ, “ไขข้อข้องใจเรื่องศิลปะ”, ปีที่ 27, ฉบับที่ , 20, 9 พฤศจิกายน 2523 (30-31)
ในสัปดาห์นี้ มีจดหมายจากผู้อ่านเขียนมาถามคำถามเกี่ยวกับศิลปะ ซึ่งมีความน่าสนใจมาก ผู้อ่านท่านี้ชื่อ คุณประเจิด เจริญวรรณโชติ ถามมา 5 ข้อ ดังนี้ คือ
1) องค์ประกอบศิลปกับจิตรกรรมต่างกันอย่างไร
2) จากข้อเขียนของคุณ วระ อิษวาส ที่ว่า คณะกรรมการที่ตัดสินงานศิลปะนั้น ไม่มีประติมากรทำให้การตัดสินนั้นไม่ยุติธรรม จึงสงสัยว่า จำเป็นต้องมีประติมากรด้วยหรือ และข้อความบางตอนกล่าวพาดพิงถึงกรรมการที่ส่งงานโดยไม่ต้องมีการพิจารณา และปรากฏว่าผลงานมีความผิดพลาด จึงสงสัยว่าเหตุใดกรรมการท่านนั้นจึงนำผลงานออกมาประจานตนเอง
3) คำว่า “การแก้ปัญหา” ในทางจิตรกรรมหมายความว่าอย่างไร
4) จากการไปชมผลงานของกลุ่มกังหัน มีคนวิจารณ์ว่างานของกลุ่มนี้แสดงออกมาตรงเกินไป ไม่ทราบว่าเหตุใดต้องแสดงออกในรูปที่เลี่ยง ๆ ไป กลัวคนดูจะรู้เรื่องหรือไม่
5) ข้อสุดท้ายขอให้
อ.พิษณุ ช่วยปราบเด็กโรงเรียนช่างศิลป์ที่ไปชมผลงาตามที่ต่าง ๆ แล้วชอบเล่นส่งเสียงดังอ.พิษณุให้คำตอบเป็นข้อ ๆ ดังนี้
1) งานจิตรกรรมเป็นสาขาศิลปะประเภทหนึ่ง มีลักษณะเป็น 2 มิติ ส่วนองค์ประกอบศิลป์เป็นวิชาที่ว่าด้วยวิธีการและทฤษฎีการสร้างงานศิลปะเป็นการศึกษาไวยากรณ์ของศิลปะทุกประเภท
2) คำถามข้อนี้แบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนแรกคือเรื่องของคณะกรรมการตัดสิน ไม่มีประติมากร สำหรับข้อนี้ อ.พิษณุมองว่า ในบรรดาคณะกรรมการตัดสินทุกท่านถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความสามารถในหลายสาขา เช่น อ.ชลูด เองก็เรียนจบในสาขาประติมากรรม เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาประติมากรรม และตอนนี้ท่านยังทำงานประติมากรรมอยู่ หรือคุณมีเซียม ที่ทำงานประติมากรรม ผู้ที่มีประสบการณ์ ได้ดู ได้เห็น ได้วิจารณ์มามาก ย่อมตัดสินผลงานได้ทุกประเภท


พิษณุ ศุภ, “ไขข้อข้องใจเรื่องศิลปะ (ต่อ)”, ปีที่ 27 , ฉบับที่ 21 ,16 พฤศจิกายน 2523, (31-32)
ในตอนสุดท้ายของคำถามข้อที่ 2 เป็นคำปรารภเกี่ยวกับการส่งงานของกรรมการตัดสิน ซึ่งตามระเบียบการแสดงศิลปกรรมแห่งชาตินั้น คณะกรรมการไม่มีอภิสิทธิ์ในการส่งงาน มีเพียงส่งผลงานเข้าร่วมแสดงในฐานที่เป็นศิลปินชั้นเยี่ยม ส่วนผลงานที่คุณประเจิด ถามมานี้ น่าจะเป็นผลงานประติมากรรมองคุณมีเซียม เพราะมีการพูดถึงโครงสร้างทางกายวิภาค โดย อ.พิษณุ อธิบายว่า ประติมากรรมในสมัยใหม่นั้น มีจุดมุ่งหมายในการแสดงออกที่แตกต่างกันไป บางคนเป็นแสดงอารมณ์ความรู้สึกจึงจำต้องตัดทอนเรื่องความถูกต้องในเรื่องสัดส่วนไปบ้าง เพื่อให้ได้รูปทรงตามที่ศิลปินต้องการ
3) คำว่า “การแก้ปัญหา” ในทางศิลปะก็คือการพยายามหาวิธีการ ในการพัฒนาหรือปรับปรุงแนวคิดและเทคนิคในการสื่อสารให้ดีขึ้นจากชิ้นหนึ่งไปสู่อีกชิ้นหนึ่ง
4) เรื่องการแสดงออกของศิลปินที่ตรงเกินไป อาจมองได้ 2 ทาง คือหากมีความชัดเจนในความคิดเรียกว่าความคิดนั้นต้องตรง ย่อมถือเป็นคำชม แต่ในเรื่องของการแสดงแนวความคิดของตนเอง หากเสนอในสิ่งที่ตรงเกินไป ก็เหมือนการเสนอข้อเท็จจริงตามธรรมชาติ ยังไม่ได้สร้างสรรค์สิ่งใดขึ้นใหม่
5) ข้อสุดท้ายเรื่องความประพฤติของเด็กนักเรียนช่างศิลป์ ก็คงได้แต่ตักเตือนว่า ถ้าเด็กคนใดรู้ตัวว่าทำสิ่งที่น่าเกลียดลงไป ก็ขอให้เลิกเสีย


พิษณุ ศุภ , ประเทือง เอมเจริญ ศิลปินแห่งยุคสมัย จากความดิ้นรนไปสู่ความสงบสันโดษ , ปีที่ 27 , ฉบับที่ 22 , 23 พฤศจิกายน 2523 (30-31)
อ.พิษณุได้นำบทคัดย่อของ ประเทือง เอมเจริญ ที่เขียนถึงผลงานของตนมานำเสนอเป็นการเปิดเรื่อง นั่นเพราะอ.พิษณุเห็นว่า บทความนี้สามารถแสดงสาระขงผลงานศิลปะ ที่ประเทืองได้เพียรพยายามทำมาตลอดเวลาเกือบ 20 ปี (พ.ศ.2506-2523) นั่นคือ การแสดงคุณค่าของความมีชีวิต ความมีเลือดเนื้อ วิญญาณ ซึ่งเกิดจากความจริงใจในการทำงาน สื่อความรักที่ศิลปินมีต่อตัวเองและเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเมื่อหันกลับไปมองผลงานของเขา ก็จะพบกับความรู้สึกเดียวกันกับที่บรรยายนี้ได้
สิ่งสำคัญที่อ.พิษณุต้องการจะกล่าวถึงในบทความนี้ ก็คือ พัฒนาการในผลงานของประเทือง ที่เริ่มจากความยุ่งเหยิง สับสน ไปสู่เนื้อหาที่หนักแน่น และสงบนิ่งมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากผลงาน พลังแห่งจักรวาล 2514 , บ้ารักชาติ 2519 , กระท่อม 2520 , ทะเลประจวบ 2521 , จนกระทั่งผลงาน ใบบัว 2523 ที่ถือเป็นบทสรุปทั้งเนื้อหา และการพัฒนาเทคนิค คือมีการแสดงออกอย่างลึกซึ้ง แฝงพลังชีวิตในรายละเอียดของใบบัว ประกอบกับการใช้สีสันที่ดูสะอาด สดใส ซึ่งก้าวพ้นจากยุคแรก ๆ ที่นิยมใช้สีที่มืดคล้ำ รุนแรง และหยาบกระด้าง
นอกจากนี้ อ.พิษณุยังสังเกตเห็นอิทธิพลตะวันตกในงานของประเทืองยุคต้น ๆ ที่แอบแฝงเข้ามาโดยที่ศิลปินเองก็ไม่รู้ตัว และช่วงเวลาที่ประเทืองเดินเฉไฉออกไปจากแนวทางของตน ฉะนั้น บทความนี้จึงไม่เพียงแต่อธิบายพัฒนาการทางความคิดและการแสดงออกของศิลปินเท่านั้น แต่ยังช่วยตรวจสอบบางช่วงขณะที่ศิลปินอาจลืมตัว โดยสายตาของผู้ดูที่ติดตามผลงานของเขามาเป็นเวลาพอสมควร
ศิลปินที่กล่าวถึง : ประเทือง เอมเจริญ


__________. “The Art of Prateuang Emcharoen – From Struggle to Serenity.” Year 27, Vol. 22, (23 November 1980) : 30 – 31.

On the occasion of Prateuang’s show at the National Gallery, Pishnu begins his column with a well-known statement by Prateuang about his goals as an artist: “I desired most of all to give life to my work, flesh, blood and a soul born from truth and sincerity…to communicate the love I have for myself and for my fellow human beings.” Pishnu praises the artist for being able to discuss his art concisely, clearly and eloquently, a rare gift. According to Pishnu, Prateuang is one of the few Thai artists who has worked sincerely, consistently and for a long time, at last gaining the acceptance of the public, despite his lack of formal education. The 150 pieces in the show at the National Gallery include some of the artist’s very early works. Clearly, Prateuang is a true artist. Having worked at his art for 20 years, he has clearly progressed, as recorded in works like of the Power the Universe (1971), Insane Patriotism (1976), Hut (1977), Sea at Prachuab (1978) and Bai Bua (1980

พิษณุ ศุภ, “ชวลิต เสริมปรุงสุข ศิลปินไทยที่ไปเป็นศิลปินแห่งชาติเนเธอร์แลนด์”, ปีที่ 27, ฉบับที่ 23 , 30 พฤศจิกายน 2523 (30)
คนไทยและศิลปินไทยที่มีโอกาสไปทำงานศิลปะ และมีชื่อเสียงอยู่ที่ต่างประเทศนั้น นอกจาก กมล ทัศนาญชลีแล้ว ยังมี ชวลิต เสริมปรุงสุข อีกคนหนึ่ง ซึ่งวันนี้เขาได้หอบหิ้วอาผลงานภาพพิมพ์กว่า 60 ชิ้น มาแสดงที่หอศิลปแห่งชาติ คุณชวลิตถือเป็นศิลปินไทยคนเดียวที่ได้รับคัดเลือกโดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ให้เป็นศิลปินในอุปถัมภ์ มีสิทธิและโอกาสในการทำงาน และขัดแสดงผลงานเท่ากับศิลปินเนเธอร์แลนด์ทุกประการ และรัฐยังจัดซื้อผลงานของเขาเป็นประจำทุกปี จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการครองชีพ และยังมีอิสระในการแสดงออกว่าจะล้ำหน้าอย่างไรก็ได้ นอกจากนี้ คุณชวลิตก็ยังได้รับรางวัลจากการประกวดระดับนานาชาติมาแล้วหลายครั้ง
สำหรับผลงานของเขานั้น แรกเริ่มเขาทำงานจิตรกรรมแนวเหมือนจริง ต่อมาจึงค่อย ๆ ลดทอนรายละเอียดให้ง่ายเข้า จนในที่สุดผลงานของเขาก็เป็นงานแบบนามธรรมโดยสมบูรณ์ ใช้รูปทรงเลขาคณิต และแผ่นระนาบของสีที่มีปฏิกิริยาต่อสายตาในระยะหลัง เขาเริ่มสนใจในกรรมวิธีภาพพิมพ์ และงานภาพพิมพ์ของเขาก็มีคุณค่าเท่าเทียมกับงานจิตรกรรมทุกประการ
ศิลปินที่กล่าวถึง : ชวลิต เสริมปรุงสุข

พิษณุ ศุภ, “ เรื่องของการเมืองในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ความขัดแย้งที่มาจากผู้บริหาร”, ปีที่ 27, ฉบับที่ 24, 7 ธันวาคม 2523, (31-32)
การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 27 ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ดูจะมีปัญหาโดยเฉพาะในระดับผู้บริหารเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากนับจากครั้งที่แล้วที่จัดขึ้นในเดือนสิงหาคม มาจนถึงครั้งต่อไป ในเดือนมีนาคม มีระยะห่างไม่ถึง 1 ปี ราวกับว่าผู้บริหารที่กำลังจะหมดวาระต้องการเร่งสร้างผลงาน คณะกรรมการครึ่งหนึ่งได้ตอบปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยเหมือนเดิม แม้กระทั่งประธานกรรมการตัดสินก็ยังลาออก การประท้วงอย่างรุนแรงครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากตัวผู้บริหารเอง ที่
1) เกิดความเชื่อที่ว่า ศิลปะไม่สามารถเอาอะไรมาวัดคุณค่า ตัดสินกันได้ ถ้าเช่นนั้น ก็ไม่ควรจะมีการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติกันเลย
2) เรื่องของคณะกรรมการตัดสิน ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ควรคำนึงถึงความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของท่านนั้น ๆ ด้วย ไม่ใช่พยายามดึงบุคคลที่เคยด่า หรือวิจารณ์การทำงานมาเป็นคณะกรรมการ เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ถูกด่าอีก แต่กลับส่งผลกระทบถึงหลักการของการแสดงศิลปกรรมฯ ไปเสีย คณะกรรมการบางคนไม่ได้เข้าใจปัญหาอันละเอียดอ่อนของศิลปะเลย ศิลปินดี ๆ ที่ไหนเขาก็คงไม่อยากส่งผลงานของตนมาให้ กรรมการที่ไร้คุณวุฒิตัดสินแน่นอน

Pishnu Supanimitr. “ Politics in the National Art Exhibition – Conflict Stirred Up by Administrators.” Year 27, Vol. 24 ( 7 December, 1980) : 31 - 32

พิษณุ ศุภ, “เรื่องของความขัดแย้งจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ และใครเป็นผู้ทำให้ต้องรีบจัดงานนี้”, ปีที่ 27, ฉบับที่ 25, 14 ธันวาคม 2523 (31-32)
อ.พิษณุ เริ่มต้นบทความนี้ด้วยการออกตัวว่า ตนเองเป็นศิลปินและครูสอนศิลปะ ไม่ใช่นักหนังสือพิมพ์อาชีพ ฉะนั้น การแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ จึงเป็นไปอย่างอิสระ แต่ในขณะเดียวกันก็ควรจะต้องมีความรับผิดชอบต่อบทความเป็นอย่างสูง นั่นเพราะสิ่งที่เขาวิพากษ์วิจารณ์มีความเกี่ยวข้องกับสถาบันที่คุ้มหัวเขาอยู่ ดังที่ได้มีผู้หลักผู้ใหญ่ และเพื่อนฝูงหลายท่านได้ตักเตือนให้เขาระมัดระวังไว้ อ.พิษณุจึงแสดงความคิดเห็นในเรื่องการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ต่อไปจากฉบับที่แล้วด้วยการสรุปข้อขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการจัดนิทรรศการครั้งนี้เป็น 4 หัวข้อใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ
1) การที่มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ทำให้หลายคนเข้าใจว่า กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ของการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ จากการเชิญผู้ที่ที่ขาดความสามารถมาเป็นกรรมการตัดสิน และมีการแบ่งแยกประเภทของงานออกไปถึง 7 – 8 ประเภท
2) คุณภาพของคณะกรรมการดังกล่าวนี้ เชื่อมโยงไปถึงวิธีการสรรหาคณะกรรมการเอง ที่ดูจะเอื้อให้คนที่อยากเป็นกรรมการตัดสินเรียกเสียงชักจูงตนเอง หรือพวกพ้องได้ในที่ประชุม
3) การตั้งกรรมการอำนวยการและหน้าที่ของกรรมการอำนวยการที่เกิดจากความคิดของ ดร.อุดมวิเชียรเจริญ เมื่อสมัยที่ท่านเป็นอธิกาบดีที่ต้องการเชิญผู้นำทางศิลปะจากสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งศิลปินมาประชุมร่วมกัน เพื่อเสนอแนวข้อคิดเห็นในเรื่องการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติแก่มหาวิทยาลัย แต่ในปัจจุบันกลับเป็นการเชิญมาโหวตเสียงในกิจกรรมที่เป็นคามรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยเอง
4) คือเรื่องการเมืองที่แอบแฝงอยู่กับการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ และการเมืองในมหาวิทยาลัยศิลปากรเอง คือ อ.พิษณุ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดการแสดงศิลปกรรมฯ ในครั้งนี้จึงเร่งรัดจัดการในช่วงหมดวาระของอธิการบดี ทั้ง ๆ ที่การแสดงครั้งก่อนหน้าเพิ่มเสร็จสิ้นไปเพียง 4-5 เดือน ซึ่งจะทำให้งานล่มไปกลางคันเสียมากกว่า

Pishnu Supanimitr. The Conflict Over the National Art Exhibition – Those Responsible Must Be Quick To Organize It.” Year 27, Vol 25 (14 December, 1980) : 31 -32.

พิษณุ ศุภ , การแสดงงานภาพพิมพ์ของ 25 ศิลปินไทยที่สมาคมฝรั่งเศส , ปีที่ 27 , ฉบับที่ 26 , 21 ธันวาคม 2523 (31-32)
ในสัปดาห์นี้ อ.พิษณุได้พักเรื่องราวเกี่ยวกับการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ มาพูดถึงเรื่องการแสดงงานภาพพิมพ์ของ 25 ศิลปินไทยที่สมาคมฝรั่งเศส โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง คณะกรรมการศิลปะสมาคมระหว่างชาติแห่งประเทศไทย กับสมาคมฝรั่งเศส ซึ่งงานนี้ดูจะเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของคณะกรรมการชุดนี้ โดยมีคุณมีเซียม ยิปอินซอยเป็นประธานกรรมการ อ.พิษณุมีความคิดสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้เป็นอย่างมาก นั่นเพราะนี่คือครั้งแรกที่มีนิทรรศการเฉพาะงานภาพพิมพ์ในเมืองไทย โดยศิลปินชั้นนำถึง 25 คน
ถึงแม้ว่างานภาพพิมพ์จะมีการทำซ้ำ (edition) หลายชิ้น แต่ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นงานศิลปะ ไม่ใช่พาณิชย์ศิลป์ เพราะศิลปินจะเป็นผู้กำหนดจำนวนเอง และจะทำลายแม่พิมพ์เมื่อพิมพ์งานครบตามกำหนด สำหรับประเทศไทย เริ่มจากการทำงานภาพพิมพ์อย่างจริงจังของ อ.ชลูด นิ่มเสมอ และได้รับรางวัลเหรียญทองจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 6 ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีประเภทภาพพิมพ์อยู่ในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ รางวัลที่ได้รับจึงเป็นประเภทเอกรงค์ จากนั้น ศิลปะภาพพิมพ์ก็เป็นที่นิยมทำมากขึ้น จนได้จัดเข้าไปในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 12 เป็นครั้งแรก และในปี พ.ศ. 2509 อ.ชลูด ก็ได้เปิดภาควิชาภาพพิมพ์ในมหาวิทยาลัยศิลปากร และถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยอีกด้วย
ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยได้มีศิลปินภาพพิมพ์ ที่ผลิตงานที่มีคุณภาพมากมาย และได้รางวัลในระดับนานาชาติมาแล้ว โดยเฉพาะการประกวด 2 ปีครั้งที่ยูโกสลาเวีย , โตเกียว , โปแลนด์ และการประกวดที่เมืองฟรี เยอรมันตะวันตก ซึ่งถือว่าเป็นการประกวดที่มีมาตรฐาน ก็ล้วนมีผลงานของศิลปินไทยไปสร้างชื่อเสียงทั้งสิ้น
ศิลปินที่กล่าวถึง : ชลูด นิ่มเสมอ

Pishnu Supanimitre. “Exhibition of Graphic Art by 25 Thai Artists at the Alliance Francaise.” Year 27, Vol. 26, (21 December 1980) : 31 – 32
Taking a break from the controversy over the National Art Exhibition, Pishnu turns to other creative matters. The International Association of Artists of Thailand, with out-going President Misiem Yipinsoi, has joined with the Alliance Francaise to organize a show of 25 Thai printmakers to mark the year end holiday season. The I.A.A.committee has worked hard throughout its 3-year term, and the Thai Farmers Bank Contemporary Art Exhibition still lies ahead. This is the first exhibition in Thai history focusing solely on printmaking. Though fine art graphics are little known in Thailand generally, they are well accepted abroad, collected in museums and marketed actively. Prints are generally smaller, less expensive and more affordable than paintings. Although prints are reproduced in multiple editions, they are not regarded as commercial art because the editions are very limited, and the artist personally creates every print. Pishnu explains about the identification of prints and the number of editions, artist’s proofs (A.P.), and the different kinds of printing techniques. He also mentions a number of international graphic art shows in Yugoslavia, Japan, Poland and Germany. The graphic arts department of Silpakorn University was begun under the leadership of Chalud Nimsamur in 1966. Many of the first students from this department have become famous artists – Tuan Tirapichit, Sanya Wongaram, Pongsak Pu-ari and Takol Boriyaknitpong. Many Thai printmakers have shown their work in print exhibitions abroad, for example, Decha Worachun, Prayad Pongsdam, Tuan Tirapichit, Komol Suwutho, Pichai Kankulsoontorn, Kanya Charoensupakul, Thepsak Tongnopakul, Wachari Wongswattanond and Tavorn Ko-Udomwit. Thai graphic artists whose work has received national recognition include Laksmi Tangchalok, Juratit Tongrungroj, Assanee Chue-aroon, Jutarat Na Nakorn, Nuanchan Lijantaporn, Weradech Ponmuan Na Ayudthya, Sriwan Jenhattakarnkit, Worawan Tantiwechakul, Manirat Rerksa- , and Wilailak Tienlikit.


พิษณุ ศุภ, “การแสดงจิตรกรรม ภาพพิมพ์ และถ่ายภาพของศิลปินอาเซียน 1981” งานใหญ่ระดับนานาชาติของกรมศิลปากร, ปีที่ 27, ฉบับที่ 27 ( 28 ธันวาคม 2523) : 30-31
ในปี 2524 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในการจัดแสดงงาน จิตรกรรม ภาพพิมพ์ และภาพถ่ายของศิลปินประเทศอาเซียน โครงการนี้เป็นโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมการอาเซียน ว่าด้วยวัฒนธรรมและสนเทศ โดยได้รับงบประมาณจากกองทุนวัฒนธรรมอาเซียน อันมีประเทศญี่ปุ่นเป็นนายทุนใหญ่ มีอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพในครั้งแรก ซึ่งด้วยความที่ฉุกละหุก จึงเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมากมาย ฉะนั้น อ.พิษณุจึงฝากทางกรมศิลปากรว่า ควรเตรียมการให้พร้อมที่สุด อย่าให้เสียชื่อประเทศไทย การแสดงในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1) เพื่อส่งเสริมให้เกิดความสำนึก และความร่วมมือกันในภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง 2) เพื่อสนับสนุนให้เกิดมาตรฐานในการศึกษาเปรียบเทียบ 3) เพื่อให้เกิดผลในด้านวัฒนธรรมจากผลงานศิลปะและในโครงการนี้ จะมีการจัดนิทรรศการหมุนเวียนไปตามประเทศสมาชิกทั้ง 5 คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ใช้เวลาตลอดโครงการ 1 ปีเต็ม นอกจากนี้ ทางที่ประชุมคณะกรรมการของไทย ยังเสนอให้เพิ่มเติมผลงานประติมากรรมลงไปด้วย ซึ่งหมายถึงงบประมาณที่ต้องเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม ในปัจจุบันมีงบประมาณรวมทั้งหมดประมาณ 3 ล้าน 4 แสนบาท

Pishnu Supanimitr. “Painting, Graphic Art and Photography Exhibition of ASEAN Artists, 1981.” Year 27, Vol. 7 (28 December, 1980) : 30 – 31

No comments: