Saturday, April 7, 2007

Art Criticism in Siamrath Weekly /summary 1982

1982 / 2525

พิษณุ ศุภ. “ศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 28 เรื่องของ “การสรรหากรรมการตัดสิน” ปี 28 ฉบับ 28 (3 มกราคม 2525) : 30 – 31.
คุณพิษณุได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงการสรรหากรรมการตัดสินศิลปกรรมแหงชาติครั้งที่ 28 โดยใช้คำว่าจากการ “ลากตั้ง” เป็นการ “เลือกตั้ง” จากการ “ลากตั้ง” ที่หมายถึงวิธีการแต่งตั้งคณะกรรมการตัดสินในศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 27 ส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือทำให้ศิลปินผู้มีชื่อเสียงหลายคนประท้วงไม่ส่งผลงานเข้าประกวด
การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 28 จะจัดร่วมกับงานฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี โดยครั้งนี้มหาวิทยาลัยศิลปากรเปิดโอกาสให้บรรดาศิลปินทั่วไปเป็ฯผู้เสนอชื่อคณะกรรมการตัดสิน โดยเป็นศิลปินที่มีผลงานจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติเมื่อ 2 ครั้งที่แล้วทั้งหมดและทำงานศิลปะอยู่ รวมถึงศิลปินที่มีชื่อเสียงมีผลงานออกสู่สาธารณชน วิธีการเสนอชื่อกรรมการตัดสินแบ่งกลุ่มกรรมการเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มประธานกรรมการ 2. กลุ่มศิลปินอิสระ 3. กลุ่มอาจารย์สอนศิลปะ 4. กลุ่มนักวิชาการศิลปะหรือนักวิจารณ์ศิลปะ
ผู้เขียนเสนอข้อคิดเห็นว่าที่จริงไม่ควรให้ศิลปินเสนอชื่อกรรมการแยกเป็นกลุ่มต่าง ๆ เพราะว่าศิลปินในบ้านเราจับให้อยู่ในกลุ่มใดโดยเฉพาะได้ยาก และในกลุ่มนักิวิชาการที่สนใจงานศิลปะนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีขีดจำกัดแต่กลับถูกจัดให้อยู่กับนักวิจารณ์ศิลปะซึ่งมีจำนวนน้อยและอยู่ในสายตรงของวงการศิลปะมากกว่าจึงดูขัดตาแย้งกันเอง และสำหรับศิลปินบางท่านที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นกรรมการ เช่น คุณประเทือง เอมเจริญ และคุณปรีชา เถาทอง นั้นมีคะแนนนิยมในกลุ่มตนเองสูงมาก กลับถูกตัดรายชื่อออกไป ซึ่งผู้เขียนคิดว่าน่าจะได้รบเชิญเป็นกรรมการเพื่อรักษาความเชื่อถือในหมู่ศิลปิน


Pishnu Supanimtr..” The 28th National Art Exhibition: Calling A Spade ‘A Spade.’ “ Year 28, Vol. 28 (3 January 1982) 30 – 31.
Still bristling over the events of the preceding year, Pishnu states that he has information about changes in the way the judges have been selected to serve in the 28th national show. He notes that there is still hope that the National Exhibition will recover from that fiasco. Pishnu describes the handling of the selection of judges by Silpakorn University, seeing a big improvement this year. His rancour gradually softens as he explains how the right to vote for this year’s judges was figured. Seeing this as an honest attempt to be more democratic, Pishnu presents the results of the nominations, and offers further commentary about how the selection method could be made more fair and efficient. In conclusion, he names the 12 judges finally chosen.*
(* Fua Haripitak, Chalud Nimsameur, Sawat Tantisuk, Ittipol Tangchalok, Damrong Wonguparat, Chamreuang Wichienket, Prayad Pongsdam, Tawan Dachani, Misiem Yipinsoi, Paitoon Muangsomboon, Prayoon Uruchata (Nor Na Paknam) and Pisanu Supanimitr. Prateuang Emcharoen, Preecha Taothong and Dr. Jettana Nakwachara were selected as alternates.)







พิษณุ ศุภ. “จดหมายเปิดผนึกถึงมหาวิทยาลัยศิลปากร” ปี 28 ฉบับ 29 (10 มกราคม 2525) : 30 – 34.
เป็นจดหมายเปิดผนึกของคุณพิษณุ ศุภนิมิต ถึงท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร จากการที่ตนได้รับถูกรับเชิญให้เป็นกรรมการตัดสินงานศิลปกรรมแห่งชตาครั้งที่ 28 ปี 525 ซึ่งคุณพิษณุอ้างว่าเป็นสิ่งสุดวิสัยที่จะรับหน้าที่นี้โดยได้ชี้แจงถึงเหตุผลต่าง ๆ เป็นข้อ ๆ ได้แก่
1. ผู้เขียนเห็นว่าตนยังขาดประสบการณ์ในการทำงานศิลปะอันยาวนานยังไม่เหมาะสมในการเข้าร่วมในสถาบันศิลปะระดับชาติ
2. ผู้เขียนคิดว่าถ้าตนตอบรับคำเชิญเป็นกรรมการจะเป็นการกระโดดข้ามขั้นของตนเกินไป 3. ผู้เขียนคิดว่าการได้รับเกียรติให้เป็น “ศิลปินชั้นเยี่ยม” เป็นเกียรติยศมากกว่าการได้รับเกียรติเป็น “กรรมการตัดสิน” ซึ่งคุณพิษณุมีความมุ่งมั่นที่จะเดินทางไปสู่ความสำเร็จในขั้นของศิลปินชั้นเยี่ยมมากกว่า โดยคิดว่าเป็นสิ่งที่คนทำงานศิลปะพึงกระทำ
4. จากการที่ผู้เขียนมีความเห็นขัดแย้งกับการดำเนินงานสิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 27 ซึ่งอาจจะมีผู้เข้าใจว่าตนต้องการโจมตีมหาวิทยาลัยศิลปากรเพื่อที่หวังจะได้รับเชิญเป็นกรรมการจึงขอปฏิเสธเพื่อเป็นการลบข้อครหาต่าง ๆ
5. ในแง่ของการวิจารณ์แล้วเมื่อผู้เขียนไม่ตอบรับคำเชิญของมหาวิทยาลัยก็ย่อมที่จะวิพากษ์วิจารณ์และให้ข้อเสนอแนะต่อการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติได้โดยอิสระกว่า
ท้ายที่สุดผู้เขียนเสนอให้มหาวิทยาลัยศิลปากรชี้แจงรายละเอียดในการดำเนินการให้กรรมการได้รับทราบถึงวิธีการสรรหากรรมการตัดสินซึ่งเป็นวิธีการแบบประชาธิปไตย ซึ่งผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการย่อมจะปฏิเสธได้ยาก

Pishnu Supanimtr. “Open Letter to Silpakorn University.”
Year 28, Vol. 29 (10 Jan 1982) 32 – 34.
In this letter, Pisanu declines the invitation to act as a judge of the 28th National Exhibition. Though it is ‘the greatest honor I ever received from Silpakorn University,’ says Pisanu, he declines on the grounds that he feels unequal to the task of being a judge in such a venerable competition. It might be ‘getting ahead of myself,’ he explains. Furthermore, people might think his violent opposition to the precedings of the 27th national show were a ploy to get himself a seat on the panel of judges. However, he will make himself useful by acting as an art critic, and by offering his frank comments. Also in this column is the tally of votes received by the nominees and alternates from the voting for the judges of the 28th Exhibition.



พิษณุ ศุภ. “ปฏิกริยาจากศิลปิน.” ปี 28 ฉบับ 30 (17 มกราคม 2525) : 32 – 33.
จากบทความเรื่อง “ควันหลงจากวันศิลป พีระศรี” ที่คุณพิษณุได้ลงตีพิมพ์เมื่อฉบับวันที่ 22 พฤศจิกายน 2524 ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เขียนได้คัดลอกมาจากหน้าบันเทิง – ศิลปวัฒนธรรมของหนังสือพิมพ์มาตุภูมิฉบับวันที่ 12 ตุลาคม 2524 ในคอลัมน์ “แลรอบกรอบแว่น” เขียนโดย คุณแว่นแก้ว กรอบทอง เป็นการบันทึกบรรยากาศที่เกิดขึ้นวันงนาศิลป พีระศรี ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์วัฒนธรรมเยอรมัน มีการพาดพิงถึงคุณเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่ได้แสดงออกด้วยวาจาในที่ชุมนุมในทางที่เสียหาย ในคราวนี้คุณพิษณุจึงต้องการเปิดโอกาสให้คุณเฉลิมชัยได้แสดงความจริงในทรรศนะของตนเองผ่านจดหมายลงในฉบับนี้ คุณเฉลิมชัยจึงทำการชี้แจงเหตุการณ์ในวันนั้นในกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าลบหลู่อาจารย์ศิลป พีระศรี และกล่าวว่า “ศิลป พีระศรีเป็นใคร ผมไม่สนใจ” คุณเฉลิมชัยปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงและไม่เคยกล่าวเช่นนั้นเลย และต่อข้อท่ว่ามีศิลปินรุ่นใหญ่หลายท่านไม่พอใจต่อการกระทำของคุณเฉลิมชัย เขาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง และชี้ว่าคำกล่าวของคุณแว่นแก้วเป็นคำกล่าวเท็จ เพื่อมุ่งทำลายชื่อเสียงของคุณเฉลิมชัย และตนเองได้ขอให้คุณแว่นแก้ว กรอบทอง แก้ข่าวดังกล่าว
จากนั้นคุณพิษณุจึงได้รายงานเรื่องมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ประกาศแต่งตัวคณะกรรมการตัดสินการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 28 รวมถึงประกาศกำหนดการส่งผลงานศิลปะในการแสดงด้วย


Pishnu Supanimtr. “Reactions From Artists.” Year 28, Vol. 30 ( 17 January 1982) 32 – 33.
After Pishnu reprinted an article from Waenkaew Kroptong’s column of Matukul newspaper, Oct. 12 1981, there were heated responses from many in the artworld over that report which spoke of some inappropriate words and behavior at a memorial for Silpa Bhirasri held at the German Cultural Insitute (Goethe Institute). Here, Pishnu reprints a letter from Chalermchai Kositpipat, denying the allegations in Waenkaew’s column. Whatever the truth is, God only knows, comments Pishnu. The article closes with a further update on the selection of judges and prize money prepared for the 28th National Exhibition.

พิษณุ ศุภ. “ข่าวโจรกรรม ประติมากรรมสมัยใหม่และอื่น ๆ” ปี 28 ฉบับ 31 (24 มกราคม 2525) : 30 – 31.
หอศิลป์แห่งชาติ จัดให้มีการประกวดภาพเขียนของเด็กเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งจัดติดต่อเป็นครั้งที่ 4 แล้ว แต่เดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ คุณพิษณุแสดงความคิดเห็นว่าผลจากการแสดงงานยังไม่เป็นที่น่าพอใจนักและเสนอสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไข อันได้แก่ เรื่องของการจัดหาทุนเพิ่มงบประมาณและเรื่องของการให้รางวัล ซึ่งผู้เขียนเสนอว่าควรมีการเพิ่มเงินรางวัลเพื่อเป็นการสนับสนุนให้เด็ก ๆ ได้ทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการจัดนิทรรศการหอศิลป์น่าจะได้จัดพิมพ์สูจิบัตรของนิทรรศการนี้ขึ้นเพื่อเป็นการบันทึกและเป็นหลักฐานด้านการศึกษาศิลปะ ข้อเสนอแนะประการสุดท้ายคือด้านการประชาสัมพันธ์ไปยังโรงเรียนต่าง ๆ กระตุ้นให้เกิดการส่งผลงานจากโรงเรียนที่ไม่เคยส่งผลงานเลย
ในส่วนท้ายคุณพิษณุกล่าวถึงปัญหาที่กรรมการตัดสินวิตกคือ ลักษณะผลงานศิลปะของเด็กในแต่ละโรงเรียน มีความเหมือนกันทั้งความคิด รูปแบบ และวิธีการแสดงออกซึ่งการฝึกฝนในลักษณะนี้จะเป็นการปิดกั้นจินตนาการของเด็ก ครูศิลปะไม่ควรที่จะมุ่งหวังรางวัลเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตนเองจนเกินไป
ข่าวที่สามคือการแสดงศิลปกรรมของปัญญา วิจินธนสาร ซึ่งจัดโดย Visual Drama Gallery ร่วมกับสถานฑูตออสเตรเลีย ผลงานเป็นจิตรกรรมที่แสดงออกในลักษณะของเชื้อชาติ รูปแบบเป็นจิตรกรรมไทยโบราณ และรูปแบบร่วมสมัย นำเสนอปรัชญาทางศาสนาพุทธและเสนอแง่คิดในวิกฤตการณ์ของโลกที่เกิดขึ้น
ท้ายสุดเรื่องการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ 28 มีนักวิจารณ์ตั้งข้อสังเกตว่าวิธีการเลือกกรรมการตัดสินที่คุณพิษณุว่าเป็นประชาธิปไตยไม่เป็นเช่นนั้นเพราะแบบสอบถามที่ส่งไปยังศิลปินไม่ทั่วถึง

Pishnu Supanimtr.. “News of Theft, Modern Scupture and More.” Year 28, Vol.32 (24 January 1982) 30 -31.
Eyebrows are lifted over the theft of a piece of modern art just recently purchased by and installed in the home of a private buyer – the work was a bronze image of a young girl with a flute, by Misiem Yipinsoi*. Pishnu recalls that last year the work of an amateur, the former prime minister, Seni Pramote, was also stolen. Pishnu now introduces the White Group**, a circle of artists whose intend to exhibit watercolors in particular. He also announces a show at Visual Dhamma Gallery, with the support of the Austrian Embassy, of a show of paintings by Panya Wijintanasarn. The last item concerns the upcoming 28th National Exhibition. Pishnu looks to Silpakorn University for an explanation as to what they have been doing to select this year’s judges. Silpakorn has circulated a questionnaire and there are rumours which need to be clarified.
(*pictured)
**The group includes Wirote Jiemjirawat, Niti Watuya, Khemarat Kongsuk, Wichoke Mukdamani, Tongsak Hongpaseng, Sannarong Singhaseni, Siriwan Jenhattakarnkit, Prinya Santisuk, Montien Boonma and Pichai Tangcharoen.

Pishnu Supanimtr. “ Children’s Art Exhibitions: How Can We Support Them?” Year 28, Vol. 31 (31 January 1982) 30 – 31.
The Fine Arts Department runs the National Gallery and they have arranged a children’s art competition in honor of Children’s Day for 4 consecutive years.
Although the National Gallery had a children’s section, it had to be closed for lack of funds. Pishnu pronounces the results, generally, of the ongoing exhibition as ‘not very satisfying.’ Pishnu suggests improvements - more budget, cash prizes, scholarships, a catalog, and more comprehensive public relations. Pishnu sees in children’s art an opportunity for children to express themselves freely and individually. However, an excessive need to win on the part of teachers, administrators and parents has a corrupting influence on children.


พิษณุ ศุภ. “วิจารณ์ท่านผู้นำประเทศเรื่องศิลปสักที.” ปี 28 ฉบับ 33 (7 กุมภาพันธ์ 2525) : 33 – 34.
คุณพิษณุกล่าวถึงความสามารถทางด้านศิลปะของผู้นำประเทศโดยเริ่มจากคุณเปรม ติณสูลานท์ในเรื่องความสามารถทางด้านการร้องเพลง จากนั้นจึงยกตัวอย่างผู้นำของต่างประเทศ เช่น ในประเทศอังกฤษ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี เซอร์ วินสตัน เซอร์ซิล เป็นจิตรกรที่มีผลงานสีน้ำมันหลายร้อยชิ้นจนมีการจัดพิมพ์ผลงานของท่านออกเป็นหนังสือศิลปะ โดยส่วนมากมักเป็นภาพทิวทัศน์ โดยที่ฝีมือของท่านนั้นคุณพิษณุให้ความเห็นว่าเหยียบ ๆ ศิลปินกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสม์ทีเดียว จากนั้นจึงย้อนกลับมาาในประเทศไทยถึงผู้นำประเทศที่มีฝีมือทางด้านศิลปะ ได้แก่ นายทวี บุณยเกตุ ที่มีฝีมือในการเขียนภาพเหมือนคน ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช มีความสามารถทางด้นการเขียนและสามารถเล่นดนตรีประเภทคีย์บอร์ดได้ และอดีตนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช มีฝีมือในการเขียนสีน้ำ เคยแสดงผลงานตั้งแต่ยังไม่มีศิลปกรรมแห่งชาติ และต่อมาที่มีผลงานแสดงที่หอขวัญแกลลอรี่ ซึ่งปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้ว หลังจากนั้นเมื่อท่านก้าวเข้าสู่โลกการเมืองท่านก็เงียบหายไปจากวงการศิลปะ จนกระทั่งเมื่อท่านรีไทร์จากการเมืองจึงเริ่มกลับมาสู่แวดวงศิลปะอีกครั้งโดยท่านอาจารย์เสนีย์ ปราโมช กล่าวว่า “ชีวิตช่วงนี้คือกำไรชีวิต เลยอุทิศตนเองให้กับศิลปะ เพราะเป็นสิ่งที่ท่านอยากทำก่อนนี้คิดจะทำแต่ทำไม่ได้” ซึ่งคุณพิษณุภูมิใจที่ท่านได้เข้ามาเป็นหลักใหญ่เป็นที่พึ่งอาศัยให้กับบรรดาศิลปิน

Pishnu Supanimtr.. “A Critique of the Leaders of the Nation Concerning Art – For Once.” Year 28, Vol. 33 (7 February 1982) 33 – 34.
Pishnu pays his respects to the musical performances of General Prem Tinasulanond, the Prime Minister, seen singing on television, for example, to raise funds for Southern communities devastated by a disastrous storm. Pishnu waxes poetic about the Prime Minister’s performing skills as a singer on stage.

พิษณุ ศุภ. “ปฏิทินดีเรื่องของการประชาสัมพันธ์ที่ดี.” ปี 28 ฉบับ 34 (14 กุมภาพันธ์ 2525) : 31 – 32.
คุณพิษณุกล่าวถึงการที่สมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทยจัดให้มีการประกวดปฏิทินดีเด่นแห่งปี โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น นักวิชาการอาจารย์มหาวิทยาลัยด้านสื่อสารมวลชน ด้านศิลปะมาเป็นคณะกรรมการตัดสิน ซึ่งสมาคมนักประชาสัมพันธ์จะนำผลการตัดสินและผลงานปฏิทินทั้งหมดที่ได้คัดเลือกออกแสดงให้ประชาชนได้ชมกันที่หอศิลปแห่งชาติเชิงสะพานพระปิ่นเกล้าฯ
ในส่วนแรกคุณพิษณุได้พูดถึงเรื่องที่มาของปฏิทินว่าเพื่อใช้ดู วัน เดือน ปี และผู้จัดทำมักทำขึ้นเพื่อโฆษณากิจการของตนเอง เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตนเองกับประชาชน คุณพิษณุแยกองค์ประกอบหลักของปฏิทินว่ามีอยู่ 4 ประการคือ 1. เนื้อหาหรือเรื่องราว 2. การแสดงออกทางศิลปะ 3. ประโยชน์ใช้สอย และ 4. วิธีการโฆษณา
ในบางเรื่องราวที่ถูกนำมาใช้ได้แก่เรื่องการเทอดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ เรื่องของศิลปวัฒนธรรม นอกนั้นก็เป็นเรื่องราวทั่วไป แต่เรื่องราวที่ถูกนำมาใช้แล้วมีปัญหาคือภาพโป๊เปลือยของหญิงสาว ซึ่งถือเป็นการโน้มพฤติกรรมให้ไปในทางไม่ดีต่อสังคม ผู้เขียนจึงเตือนว่าผู้จัดควรตระหนักถึงความสำคัญของเนื้อหาสาระที่เน้นไปในเรื่องของการให้คุณค่าสร้างสรรค์อันดีงามแก่สังคมเท่านั้น


Pishnu Supanimtr..”A Good Calendar is a Matter of Good Public Relations.” Year 28, Vol.34 (14 February 1982) 31 -32.
Besides greeting cards, calendars are another important item in the New Year. Pishnu discusses the aesthetic pleasures and social roles of new calendars. Businesses now distribute calendars to their customers as a way of gaining yearlong advertising space for themselves in the homes and business places of their customers. As to the subjects illustrated in calendars, Pishnu surveys the variety, including those which are of questionable taste and moral content. He closes with the announcement that the Public Relations Association of Thailand has been awarding prizes for outstanding calendar designs in the new year. For this year’s competition, 218 calendars were submitted. They are on display at the National Gallery.



พิษณุ ศุภ. “ปฏิทินดีเด่นให้ความสำคัญแก่นักออกแบบและศิลปินแค่ไหน.” ปี 28 ฉบับ 35 (21 กุมภาพันธ์ 2525) : 31 – 33.
เป็นการายงานเกี่ยวกับการประกวดปฏิทินดีเด่นแห่งปีที่สมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทยได้จัดขึ้น มีการแบ่งประเภทปฏิทินที่เข้าประกวดเป็น 3 ชนิด คือ 1. ปฏิทินแขวน 2. ปฏิทินตั้งโต๊ะ 3. สมุดบันทึก โดยแบ่งเนื้อหาที่เข้าประกวดทั้งหมดเป็น 5 ประเภท คือ 1. ประเภทเทอดพระเกียรติ 2. ประเภทส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม 3. ประเภทจรรโลงสังคม 4. ประเภทแนวความคิดใหม่ 5. ประเภททั่วไปที่ไม่จัดอยู่ใน 4 ประเภทแรก หลักเกณฑ์การตัดสินพิจารณาจากองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน 1 เนื้อหาสาระ 2. คุณภาพทางศิลปะได้แก่รูปแบบหรือลักษณะเทคนิค 3. ส่วนที่เป็นประโยชน์ใช้สอยของปฏิทิน
จากนั้นคุณพิษณุยังรายงานผลปฏิทินที่ได้รับรางวัลในประเภทต่าง ๆ ปฏิทินที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษคือปฏิทินของบริษัทคลอสเตอร์ ซึ่งนำเสนอเรื่องราวของสภาวการณ์ของกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน โดยผ่านการแสดงออกที่ได้รับการกลั่นกรองผ่านรสนิยมอันดีมาแล้ว และได้ศิลปินชั้นเยี่ยมที่เคยสร้างผลงานในระดับชาติอย่างปรีชา เถาทอง เป็นผู้เขียนภาพ ยิ่งทำให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น
สิ่งที่คุณพิษณุผิดหวังจากการประกวดครั้งนี้อย่างมาก คือ ผู้ออกแบบ ศิลปิน และช่างภาพ ซึ่งถือว่าเป็นผู้สร้างสรรค์กลับไม่ได้รับเกียรติให้ได้รับรางวัลเลย ทั้งที่คุณพิษณุเองได้เคยเสนอต่อที่ประชุมว่า ผู้ที่มีส่วนสำคัญและอยู่เบื้องหลังการทำปฏิทินก็ควรจะมีเกียรติได้รับรางวัลด้วย


Pishnu Supanimtr.. “ Outstanding Calendars – How Much Credit is Given to Designers and Artists?” Year 28, Vol. 35 (21 February 1982) 31 – 33.
Detailed discussion of the competition for outstanding calendars by the Public Relations Association of Thailand.


พิษณุ ศุภ. “จิตรกรรมสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ ศิลปกรรมแห่งยุคสมัย.” ปี 28 ฉบับ 36 (28 กุมภาพันธ์ 2525) : 32 – 33.
บริษัท คลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำภาพเขียนที่คุณปรีชา เถาทอง ศิลปินชั้นเยี่ยมแห่งชาติ เขียนขึ้นเพื่อให้เป็นบันทึกแห่งกาลเวลาของศิลปินยุคปัจจุบัน เนื่องในวาระแห่งการสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี นำมาตีพิมพ์เป็นปฏิทินประจำปี 2525 และได้รับรางวัลปฏิทินดีเด่นแห่งปี 2 รางวัลจากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย คือ รางวัลดีเด่นพิเศษในการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์งานสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี และรางวัลดีเด่นประเภท เทิดพระเกียรติ
ผลงานในชุดสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ทั้ง 3 ชิ้น คุณปรีชา ได้รวบรวมเหตุการณ์ครั้งสำคัญ ๆ ในอดีตและพระเกียรติคุณของพระมหากษัตริย์ตราธิราช ทั้ง 9 พระองค์แห่งราชวงศ์จักรี ในภาพเขียนชุดนี้ได้แบ่งเหตุการณ์สำคัญ ๆ ออกเป็น 3 ส่วน ส่วนละ 3 รัชกาล ในชิ้นแรกได้รวบรวมเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 1, 2 และ 3 ภาพเขียนชิ้นที่ 2 รวมเหตุการณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4, 5 และ 6 ภาพเขียนชิ้นที่ 3 รวมเหตุการณ์ช่วงหลังสุดคือสมัยรัชกาลที่ 7, 8 และ 9
จุดเด่นของผลงานจิตรกรรมทั้ง 3 ชิ้นของคุณปรีชา อยู่ที่การประสานเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืนด้วยการใช้คนเป็นสัญลักษณ์ของเหตุการณ์หนึ่ง ๆ ผลงานเหล่านี้มีลักษณะที่บอกถึงเอกลักษณ์ของความเป็นชาติไทย และพร้อมกันนั้นนำแสดงถึงบุคลิกภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัดพร้อม ๆ กัน

Pishnu Supanimtr.. “Paintings Commemorating the Art of Krung Rattanakosin.” Year 28, Vol. 36, (28 February 1982) 32 – 33.
Preecha Taotong has designed three paintings summing up the important events of the reigns of Rattanakosin. The originals were presented to His Majesty the King. With the sponsorship of Kloster (Thailand) reproductions were made for use on calendars. These calendars won 2 prizes from the competition organized by the Public Relations Association of Thailand.

พิษณุ ศุภ. “ความเคลื่อนไหวต้นปีแห่งการฉลองกรุง.” ปี 28 ฉบับ 37 (7 มีนาคม 2525) : 33 – 34.
เป็นการเสนอข่าวสารความเคลื่อนไหวในวงการศิลปะ ข่าวแรก คือ กรมศิลปากร โดยหอศิลป์แห่งชาติจัดให้มีนิทรรศการพิเศษที่ไม่เคยจัดมาก่อนคือนิทรรศการแสดงเดี่ยว ภาพจิตรกรรมซึ่งเขียนขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวนถึง 41 ภาพ และได้จัดทำหนังสือศิลปะวรรณกรรมภาพฝีพระหัตถ์ทั้งหมดไว้ คุณพิษณุเรียกว่าเป็นหนังสือศิลปะร่วมสมัยที่ดีที่สุดเล่มแรกของเมืองไทย ซึ่งหนังสือนี้ได้รับความอุปถัมภ์จากบริษัทคลอสเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และจัดทำโดย หจก. ภาพพิมพ์สี
ข่าวที่สองเป็นข่าวการประกวดภาพเขียนเด็กของบริษัทเดินอากาศไทย เนื่องในวาระแห่งการเฉลิมฉลองการสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี โดยลักษณะเป็น 3 หัวข้อที่เกี่ยวกับการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ กรรมการตัดสินมีคุณมีเซียม ยิบอินซอย เป็นประธาน
ข่าวที่สามเป็นข่าวการประกวดศิลปกรรมร่วมสมัย’25 ของธนาคารกสิกรไทย ศิลปกรรม จะมี 3 ประเภท ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ การตัดสินรางวัลจะไม่แยกประเภท แบ่งรางวัลเป็น 2 ระดับ คือ รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล และรางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล
ข่าวการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 28 จัดโดยมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งในครั้งนี้ได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มจากบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด และมีการเพิ่มเงินรางวัล เปิดแสดงระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน 2525
ข่าววิทยานิพนธ์ศิลปะของนักศึกษาคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีนักศึกษาเข้าสอบ 16 คน ผลงาน 47 ชิ้น เปิดแสดงแล้ว
ท้ายสุดคือ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ได้มีการเปิดนิทรรศการศิลปกรรม “ศิลป – สื่อกระดาษ” ของ 2 ศิลปิน คือ คุณสันติ อิศโรวุฒกุล และ คุณชีวา โกมลมาลัย เป็นผลงานศิลปะแบบแขวนผนังและประติมากรรมกระดาษ จัดแสดงที่สถาบันวัฒนธรรมเยอรมัน


Pishnu Supanimtr.. “Movement Early in the Year of the City’s Celebration” Year 28, Vol. 37 (7 March 1982) 33 – 34.
This article covers a number of events:
- For an auspicious beginning to the Bicentennial Celebration Year, the Fine Arts Department and the National Gallery have a special exhibition, the first one-man show of His Majesty the King with paintings from the last 20 years.
- There will be an exhibition of children’s art at the National Gallery. The judges will include Misiem Yipinsoi (head), Sawat Tantisuk, Chalud Nimsameur, Prayad Pongsdam and Chulatat Pyakornnond.
- Thai Farmer’s Bank Contemporary Art Exhibition invites artists to participate. Judges include M.J.Karwick Chakraphandhu, Bancha Lamsan, Misiem Yipinsoi, Ittipol Tangchalok, Piriya Krairerk, Fua Haripitak, Sawat Tantisuk, Chalud Nimsameur and Tawan Dachini.
- The 28th National Art Exhibition, funded in part by the Esso Corporation.
- Thesis Exhibition by Students of the Faculty of Painting, Silpakorn University, to be opened by Atorn Chonhenchob, the director of the Ministry of University Affairs.
- Dr. Claus Nauser, the director of the German Cultural Institute, hosted the ‘Art-Paper Media’ show by Santi Isarowutakul and Chiwa Komolmalai. Pitak Piyapong, chairman of the Thai Art Association hosted the opening.

พิษณุ ศุภ. “ประกวดจิตรกรรม 200 ปี ผลงานที่คุ้มค่า.” ปี 28 ฉบับ 39 (21 มีนาคม 2525) : 32 – 33.
คุณพิษณุกล่าวถึงเรื่องการประกวดงานจิตรกรรมเนื่องในการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ซึ่งจัดโดยธนาคารกสิกรไทย ในการประกวดครั้งนี้กรรมการตัดสินคัดเลือกภาพไว้ออกแสดงได้เพียง 23 ภาพเท่านั้น เพราะในการเขียนภาพร่วมฉลองกรุงนี้มีเงื่อนไขหลายประการผูกพันอยู่ เช่น ในเรื่องที่ศิลปินต้องใช้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ซึ่งศิลปินจำนวนมากไม่มีความถนัดในการแสดงอออกแนวทางนี้ แต่อย่างไรก็ตามภาพที่ผ่านการคัดเลือกล้วนเป็นผลงานที่มีคุณภาพทั้งสิ้น
คุณพิษณุแสดงความชื่นชมกับผลงานชนะเลิศทั้ง 2 รางวัลมาก ได้แก่ ภาพ “สวนชวา” รัชกาลที่ 2 ของคุณหทัย บุนนาค เป็นจิตรกรรมแบบไทยประเพณีที่สมบูรณ์แบบที่สุดทั้งข้อมูลทางประวัติศาสตร์และคุณค่าทางศิลปะ เต็มไปด้วยจินตนาการอันบรรเจิดของจิตรกร อีกภาพหนึ่งคือภาพรางวัลชนะเลิศ “ในหลวงของชาวบ้าน” รัชกาลปัจจุบันของ เกียรติศักดิ์ ผลิตาภรณ์ ซึ่งคุณพิษณุชื่นชมเพราะว่าใช้แนวความคิดที่เรียบง่ายและแจ่มชัดต่อการสื่อความหมาย เป็นภาพเหมือนจริงในแง่มุมของผนังบ้านในระดับชาวบ้านธรรมดา – บนผนังประดับด้วยพระบรมรูปของในหลวงและสมเด็จพระราชินีนาถ มีธงชาติแขวนอยู่เบื้องล่าง ถัดมาเป็นภาพในหลวงฯ กับหลวงปู่แหวน ภาพนี้แสดงภาวะทั้งหมดของพระราชกรณียกิจอันมหาศาลของพระองค์ออกมาในรูปแบบความศรัทธาและความรักที่ชาวบ้านมอบให้


Pishnu Supanimtr.. “Bicentennial Painting Exhibition: Worthwhile Artworks.” Year 28, Vol. 39 (21 March 1982) 32 – 33.
Prefacing his remarks about the unseemly haste involved in many bicentennial projects, Pishnu states that he will discuss the special Bicentennial Painting Exhibition organized by Thai Farmers Bank. He praises the support from the private sector, but wonders aloud at the constraints surrounding. Artists had only 5 months to prepare their work for a show that is particularly difficult, i.e. concerning historical events in the reigns of the kings of Rattanakosin. While there were more entries than expected, the selection committee chose only 23 pictures of 81 entries to show. That is considered a very sharp elimination. Pishnu praises the works of the two top winners, i.e. Hatai Boonak, who presented a perfectly traditional Thai painting, both in historical content and artistic value; and Kietisak Plitaporn’s image of the reigning monarch, The People’s King.

พิษณุ ศุภ. “ศาสตราจารย์หลวงวิศาลศิลปกรรม ราชบัณฑิต.” ปี 28 ฉบับ 40 (28 มีค 2525) 31 – 32.
ท่านศาสตราจารย์หลวงวิศาล ศิลปกรรมราชบัณฑิต ได้ถึงแก่มรณกรรมเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2525 เนื่องจากท่านเป็นบุคคลสำคัญต่อศิลปกรรมของชาติ คุณพิษณุจึงนำเสนอชีวิตและผลงานของท่านอย่างคร่าว ๆ โดยท่านอาจารย์หลวงเกิดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2547 (ร. 5) เรียนจบชั้น 3 ประโยค 1 ที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ ท่านได้เข้ารับราชการในกรมตำรวจแผนกไม้สูงเป็นแห่งแรก จากนั้นเข้ารับราชการในหลายหน่วยงาน มีผลงานมากมายแต่คุณพิษณุขอกล่าวถึงเฉพาะผลงานที่สำคัญ ๆ ของท่าน
- ผลงานออกแบบสร้างพระอุโบสถ 21 แห่ง ทำในที่รับราชการเป็นงานส่วนตัวที่ทำให้กับทางวัดเป็นการกุศล ไม่ได้รับค่าตอบแทนแต่อย่างใด
- งานออกแบบสถานศึกษา ได้แก่ งานสถาปัตยกรรมไทยที่วชิราวุธวิทยาลัย ตึกวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ
- ที่ทำการรัฐบาลตึกที่ทำการกระทรวงศึกษาธิการปัจจุบัน
- งานฉลงโบราณสถานที่เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ
เมื่อออกจากรชาการท่านศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เชิญให้ท่านมาสอนที่ประณีตศิลป์ ซึ่งต่อมากลายเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร ท่านเป็นอาจารย์พิเศษในคณะจิตรกรรมฯ คณะสถานปัตยกรรมศาสตร์ และคณะมัณฑนศิลป์ ในปี พ.ศ. 2509 ท่านอาจารย์ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ในด้านสถาปัตยกรรมไทยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ท้ายสุดคุณพิษณุได้แสดงความคารวะต่อดวงวิญญาณของท่าน

Pishnu Supanimtr.. “Professor Luang Wisarn Silpakam of the Royal Institute – Master Teacher, Master Artist.” Year 28, Vol. 40 (28 March 1982) 31 – 32.
Pishnu pays tribute to a greatly respected member of the art world. Professor Luang Wisarn Silpakam, who died at the age of 98. He was a symbol of Chang Silpa College and a model teacher of artisans. Pishnu outlines the praiseworthy career, now ended, of a grand old gentleman and symbol of Silpakorn University, as well.

Pishnu Supanimtr..”The Golden Paintbrush Award: Painting in Celebration of the Bicentennial.” Year 28, Vol. 41 (4 April 1982) 34 – 36.
After acknowledging the recent passing of Professor Luang Wisarn Silpakam, Pishnu goes on to discuss the Golden Paintbrush award for traditional Thai painting. The name of the award provoked a lot of ironic commentary from observers. There was also general discussion about the judging and the distribution of prize money. Out of 18 possible awards, 4 were presented among the 23 paintings selected to show from 81 entries. Somdej Prathep presided at the awards ceremony and chatted with the artists about their paintings. The two big prizes went to Hatai Boonak and Pietisak Plitaporn. Pishnu comments on the difficulty of fulfilling the requirements of the competition, i.e. historically correct content, easy to understand, a sense of real artistic joy in expression. He describes in detail the work by one of the runners up, Tavorn Ko-Udomwit and his picture (painting and graphic art) entitled Constitution*, and also mentions The King Visiting the Chinese in Sampeng*, by Sathit Timwattanabanterng, Trading by Prawat, Announcing the End of Slavery, by Praiwalai and Calculating the Eclipse, by Chokchai Feuangkanoj. The exhibition will travel to Chiengmai, Khon Kaen, and Songkhla.(* pictured)



Pishnu Supanimtr.. “ The Art of the King of Rattanakosin.” Year 28, Vol. 43 (18 Apr 82) 31 – 32.
The celebration of Bangkok’s Bicentennial Year is bringing happiness to Thai people everywhere – especially, for example, in the Royal Barge procession. It is a rare event of great aesthetic beauty with a king of great charisma, an artistic spectacle.
The Bicentennial has also been observed with repairs and renovations of the Temple of the Emerald Buddha and the Grand Palace under the direction of H.R.H. Princess Maha Chakri Sirindhorn. The exhibition of Kohn dancing by the Fine Arts Department at Sanam Luang involved more than 1,000 players, a rare and impressive display. Finally, the show of the King’s paintings, the entire collection, is a deeply moving event. His Majesty is a true artist. Pishnu notes that a number of Thai kings supported and were skilled in the arts. He complains that the opening of the exhibition of the King’s painting at the National Gallery (to show for 3 full months) was rather too quiet, and faults the Fine Arts Department as remiss in their planning. Another glitch was that there were many paintings missing. Those close to His Majesty said there were about 100 pieces, but there were only 36, a great loss. But we can’t blame the Fine Arts Department, notes Pishnu. Rather, the Palace officials were slow to cooperate.

________. “ The Vow of His Majesty the King Regarding His Paintings.”
Year 28, Vol. 44, (25 April 1982) 29 – 31.
The important thing about His Majesty’s work as an artist is that he works with determination, so that the work improves step by step. It changes after it is critiqued, until it has a high value. To develop his work, His Majesty has received in audience Silpa Bhirasri, Kien Yimsiri, Haem Wechakorn, Chamrat Kietikong, Fua Haripitak, Paitoon Muangsomboon, Tawi Nantakwang and Lawan Upa-intr and others to give suggestions. Pishnu notes that His Majesty first opened the 13the National Art exhibition in 1962 and awarded prizes to the winning artists. This article includes analyses and a critique of the King’s paintings, dividing them into periods and styles, including an evaluation of His Majesty’s most outstanding work. Pishnu concludes that these paintings reveal that His Majesty is close to His People and shares their sufferings.




Pishnu Supanimtr..”A Book About the Art and Art Museum of His Majesty the King,” Year 28, Vol. 45, (2 May 1982) 30 – 31.
The critique of His Majesty’s paintings last week will not be complete if we do not consider the art book, The Painting of His Majesty the King, printed by the National Gallery on the occasion of the special exhibition. Pishnu reviews the content and character of the book, noting that the book includes a critique by M.J. Karvic Chakraphand, a senior artist. The Kloster (Thailand) Co. sponsored the sale of the book for Bht 100 per copy at the National Gallery, and provided for the printing of posters as well. The only drawback of the book is the order in which the pictures are presented. In fact, they seems to be somewhat scrambled. About 29 pictures lack any name and are labeled ‘untitled.’ Pishnu concludes with serious complaint about works of His Majesty which seem to have gone missing, along with the King’s brushes, easel and other tools. Furthermore, the condition of the paintings in the show suggests that whoever has charge of them does not know how to care for them properly. Before returning them to the Office of the Principle Private Secretary to His Majesty, the Fine Arts Department, under the direction of A. Decho Suwananond, should have experts clean and conserve the paintings.

Pishnu Supanimtr.. “ I Wish to Write About ‘The Qualities of A Good Person’ – For Artists.” Year 28, Vol 46, (9 May 1982) 30 – 31.
Looking over Thailand’s art world during the Bicentennial Year, one can see a lot of development. Art activities receive good support, both public and private. Now there are many exhibitions and many prizes. When artists compete, they should understand the competition rules clearly, and should be at peace with the judges’ decision. An artist who does not win in one show should remember that a work which does not win a prize in one contest could very well win in a different contest. Different committees have different criteria. Nonetheless, entering any competition means submitting to the judges’ decision. If an artist does not accept the judges, he should not enter the show. Pishnu urges teachers to direct art students to take more interest in making good work than in getting prizes. Where exhibitions are concerned, we need to know the rules and have a sporting spirit. Unfortunately, it is always much easier to teach youth than to persuade adults.


_________. “Purely Gullible and All Tired Out: On Sanam Luang.”
Year 28, Vol. 47 (16 May 1982) 30 – 31.
Suddenly there seems to be great general anxiety and endless discussion about the need to preserve the historic ambiance and beauty of the Rattanakosin Island. Certainly, the Weekend Market at Sanam Luang should be moved. Pisanu himself, in this column, suggested the market be moved 2 or 3 years ago, along with the military gas station which blocks the view of the Shrine of the City. He is happy to see at last the market’s imminent dissolution. The article includes a number of photographs of the area around the Grand Palace showing how cluttered the pavements have become. So many good photo opportunities of a great national treasure are spoiled by these eyesores.


Pishnu Supanimtr. “The Courage of Silpakorn University, No.2.”
Year 28, Vol. 48, (23 May 1982) : 31 – 32.
Explaining that he has been preoccupied with the Rattanakosin Bicentennial celebrations, Pishnu makes belated reference to the 28th National Art Exhibition which closed at the end of April. Unlike last year, there has been no uproar or controversy about the national show. Rather things have been quiet, a record number of artists sent record numbers of works to the competition, and things have returned pretty much to normal. The tone of the article seems badgering, to say the least, as Pishnu recalls the previous year’s ill-fated attempt by administrators of Silpakorn University to change the composition of the panel of judges and the ensuing fiasco of the 27th National Exhibition. Pishnu mentions outside pressure on the university to make changes in the implementation of the national show, and the selection of this year’s judges by a vote taken by 265 artists, but he regards as useless window-dressing the involvement of the Minister of Education and Director of the Fine Arts Department as committee members for the exhibition, especially because these ranking officials did not attend the actual committee meetings. Another issue is who will control the annual schedule of exhibitions for Silpakorn University’s Wang Tha Pra Gallery. Pishnu notes that the rector of the university has a lot of courage to try to set the schedule at his own disgression. This task would better be handled by a panel of art experts.

Pishnu Supanimtr.. “Mixed Media – Blind Men Groping an Elephant.”
Year 28, Vol 49, ( 30 May 1982 ) 31 – 32.
Pishnu rails against the new established category, since the 27th National Art Exhibition, of ‘Mixed Media’. He complains that Silpakorn University has so poorly defined the category that neither the artists nor the judges know which art works belong where, when they want to place works in the show. The article is an irritable and mercilessly systematic dissection of an inadequately defined concept and a category that Pishnu says generates more confusion than creativity.

พิษณุ ศุภ. “สื่อประสม ฝันกลางวันในฤดูแล้ง.” ปี 28 ฉบับ 50 (6 มิถุนายน 2525) : 31 – 32.
ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว คุณพิษณุ อธิบายเรื่องความหมายของงานสื่อประสมหรือ Mixed Media ว่ามักจะยังอยู่กับศิลปะสาขาต่าง ๆ ที่เป็นหลักใหญ่อยู่แล้ว ไม่มีประเทศใดในใจที่แบ่งศิลปะประเภททัศนศิลป์เป็น 4 สาขา
มาในปีนี้จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 28 จะเห็นว่าคำอธิบายศิลปะแบบสื่อประสมได้รับการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงใหม่ คือ ศิลปะประเภทสื่อประสมได้แก่ผลงานที่ใช้เทคนิคและวัสดุหลายประเภทผสมกัน และรูปแบบมีลักษณะที่ไม่อาจจัดเข้าอยู่ในประเภทจิตรกรรม ประติมากรรม หรือภาพพิมพ์ได้ ซึ่งคำอธิบายใหม่นี้คุณพิษณุเห็นว่าพอรับได้ แต่ค่อนข้างจะเป็นการฝันเฟื่องเกินไปเมื่อดูถึงสภาวการณ์ของศิลปะในเมืองไทย โดยยกตัวอย่างถึงศิลปินที่มีความเป็นหัวก้าวหน้าของไทยที่เด่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณรุ่ง ธีระพิจิตร เป็นผลงานที่ยังคงอยู่ในลักษณะของจิตรกรรมที่ต้องมองเห็นในลักษณะ 2 มิติ และใช้มิติลวง, คุณกมล เผ่าสวัสดิ์ ที่แม้จะใช้วัสดุและสื่อใหม่ที่ประติมากรรมประเพณีไม่เคยใช้มาก่อน ก็ยังคงเรียกงานของตนเองก็ประติมากรรม เพราะงานมีลักษณะ 3 มิติ เป็นอาการที่และความรู้สึกที่บอกถึงพื้นที่ว่าง (Space) และปริมาตร(Volume) ที่เป็นจริง หรือคุณกมล ทัศนาญชลี ในงานภาพพิมพ์หลอดสีที่ลอยตัวในอากาศก็ยังเรียกผลงานของเขาว่า "ภาพพิมพ์ 3 มิติ"
เรื่องของศิลปะประเภทสื่อประสมนี้ยังเป็นข้อขัดแย้งที่ทำให้กรรมการตัดสิน (เก่า) บางท่านถึงกับปฏิเสธไม่เข้าร่วมกับมหาวิทยาลัยอีกด้วย

Pishnu Supanimtr..”Mixed Media Daydreaming.” Year 28, Vol. 50, ( 6 June 82 ) 31 – 32.
Pishnu discusses various types of media which artists use in creating works of art, further challenging Silpakorn University’s designation of ‘mixed media’ as a distinct exhibition category. However, Pishnu protests that almost all works of art are a mixture of media, but that ‘mixed media,’ as the university has so inadequately defined it, is not recognized as a separate category in any international exhibitions. Pishnu mentions the works of Kamol Paosawat, Kamol Tasananchali, Robert Rauschenberg, and Ittipol Tangchalok as examples of sculpture and painting which use mixed media but are not defined as ‘Mixed Media.’


พิษณุ ศุภ. “สื่อประสมอีกแล้ว.” ปี 28 ฉบับ 51 (13 มิถุนายน 2525) : 29 – 31.
เป็นการสรุปความคิดเห็นของคุณพิษณุในประเด็นสำคัญที่ไม่เห็นด้วยกับมหาวิทยาลัยศิลปากรในเรื่องของการแบ่งให้มีศิลปะประเภทสื่อประสมในศิลปกรรมแห่งชาติ คือ ประการแรกไม่เห็นด้วยกับการที่จัดงานศิลปะที่สร้างขึ้นด้วยเทคนิควิธีการประสมสื่อต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เป็นงานศิลปะที่แบ่งแยกสาขาออกมาต่างหากเพราะที่จริงเราสามารถจัดงานเหล่านี้ให้อยู่ในสาขาเดิมได้ไม่ยาก ประการที่สอง การแยกสื่อประสมออกมาเป็นสาขาหนึ่ง ทำให้ดูแคบลงที่ไปจำกัดอย่างนั้น เพราะงานทัศนศิลป์ที่เกิดขึ้นใหม่ในครรลองของทัศนศิลป์นั้นมีมากมาย เช่น งานแบบ Intermedia, Multi Media, Happenning Art, Earth Art, Conceptual Art, Body Art ฯลฯ เราจะเหมาเอางานศิลปะแบบนี้ว่าเป็นศิลปสื่อประสมไม่ได้เพราะไม่เกี่ยวกับสื่อที่มาประสม ดังนั้นมหาวิทยาลัยศิลปากร จำเป็นที่จะต้องหาคำใหม่มาแทนสื่อประสมให้เป็นคำที่ครอบคลุมศิลปะประเภทต่าง ๆ ที่ว่านี้ด้วย
อย่างไรก็ตามข้อดีของการมีสื่อประสมก็คือ ทำให้เกิดความตื่นตัวเริ่มมีการเอาลองในแนวทางดังกล่าวในผลงานของตน แม้ส่วนใหญ่จะเป็นในงานจิตรกรรมและภาพพิมพ์ ส่วนประติมากรรมก็ยังคงยึดแนวประเพณีเช่นเดิม แต่คุณพิษณุย้ำว่าความตื่นตัวแบบนี้ที่จริงต้องเกิดขึ้นด้วยความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาผลงานของตนเองให้พ้นจากความจำเจอยู่แล้ว


Pishnu Supanimtr.. “Mixed Media Again.” Year 28, Vol. 51 ( 13 June 1982) 29 – 31.
“I would like to drop the subject of mixed media, but there are still things left to say. I have many more examples…” Pishnu considers how Silpakorn University has (once again) embarrassed itself by taking a stand on very weak and ill-considered ground. It is serious when academics who insist on sticking to their ill-informed opinions spread their ideas to the unsuspecting public.


พิษณุ ศุภ. “การประกวดโปสเตอร์และสไลด์สี สื่อประชาสัมพันธ์ทางศิลปของ ม.สุโขทัยฯ.” ปี 28 ฉบับ 52 (20 มิถุนายน 2525) : 31 – 32.
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้จัดให้มีการประกวดภาพโปสเตอร์ประกอบคำขวัญของมหาวิทยาลัยและภาพสไลด์สี โดยมีความมุ่งหมายที่ต้องการใช้งานประชาสัมพันธ์ที่มีศิลปะอันเป็นสิงที่น่าดูน่าชม เพื่อเป็นการชักชวนให้ประชาชนสนใจในการศึกษาในระบบเปิด และได้เข้าใจในปรัชญาการศึกษาของมหาวิทยาลัย โดยที่เริ่มประกวดคำขวัญของมหาวิทยาลัยจากข้าราชการและอาจารย์ภายในมหาวิทยาลัย โดยให้เป็นคำขวัญที่เรียบง่ายและมีความเด่นชัดในด้านด้านของการสื่อความหมายที่บอกถึงปรัชญาและระบบการศึกษามหาวิทยาลัย มีผู้ส่งคำขวัญเข้ามา 101 สำนวน และมหาวิทยาลัยได้คัดเลือกคำขวัญที่ดีเด่นเพียง 18 สำนวน คำขวัญเหล่านี้มหาวิทยาลัยจะนำมาใช้เป็นข้อความในโปสเตอร์ที่จะส่งเข้าประกวดโดยให้ประชาชนผู้สนใจเลือกเอาคำขวัญที่ตนชอบนำมาสร้างเป็นภาพโปสเตอร์หรือภาพสไลด์สี การประกวดแบ่งเป็น 2 ประเภทคือภาพโปสเตอร์และสไลด์สี รางวัลมี 2 ประเภทตามการประกวด ประเภทละ 3 รางวัล คณะกรรมการตัดสินประกอบด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทางศิลปะโดยมีคุณพิชัย วาสนาส่งเป็นประธานกรรมการ ผลงานที่ได้รับรางวัลมหาวิทยาลัยจะนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยการจัดนิทรรศการจัดพิมพ์เป็นภาพโปสเตอร์ จัดทำเป็นภาพขั้นรายการทางโทรทัศน์ ภาพขั้นเอกสารสิ่งพิมพ์ ภาพปฏิทิน และ ส.ค.ศ. ของมหาวิทยาลัย
สิ่งที่คุณพิษณุชื่นชม มหาวิทยาลัยสุโขทัยฯ คือการเลือกใช้บริการจากสังคม เพื่อให้เกิดประโยชน์และได้ผลประหยัดสุด เช่น การให้คนในมหาวิทยาลัยส่งคำขวัญและนำสิ่งที่ได้จากการประกวดมาใช้ให้เกิดประโยชน์

Pishnu Supanimtr..”Competition of Posters and Color Slides - Press Release on Art from Sukothai-Thammatirat University.” Year 28. Vol.52 (20 June 1982). 31 – 32.
The news is from Sukhothai Thammatirat University, which sponsored a slogan/ poster/color slide competition with a for the university. The winning entries were to be used for public relations to interest people in studying in an open university system. There were 101 entries in the competition to create slogans. Eventually, 22 were selected. The posters and color slides were to be designed to illustrate these slogans. The judges for the poster/slide competition include recognized members of the art world, with Pichai Wasanasong as head of the committee.

พิษณุ ศุภ. “จิตรกรรม บัวหลวง.” ปี 29 ฉบับ 1 (27 มิถุนายน 2525) : 30 – 32.
ผู้เขียนกล่าวถึงปัญหาของการแยกแยะประเภทภาพเขียนไทยประเพณีกับภาพเขียนไทยร่วมสมัยว่าควรจะมีเส้นขีดขั้นแค่ไหน ซึ่งปัญหาเกิดขึ้นกับการประกวดภาพเขียน "รางวัลบัวหลวง" ของธนาคารกรุงเทพฯ ซึ่งการแสดงนี้จำกัดเฉพาะแต่งานจิตรกรรมเท่านั้น ซึ่งแบ่งแยกออกเป็น 2 ประเภท 2 จิตรกรรมไทยแบบประเพณี 2. จิตรกรรมไทยร่วมสมัย แต่มีปัญหาเกิดขึ้นในเรื่องของการแบ่งประเภท เช่น ปัญหาที่เกี่ยวกับความเป็นไทยหรือเอกลักษณ์ไทยก็อยู่ตรงไหน อีกประการหนึ่งคือมีบางผลงานที่มีลักษณะคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างงานที่เป็นไทยประเพณีและไทยร่วมสมัย ซึ่งเกิดจากการพัฒนางานจากอย่างหนึ่งไปสู่อีกอย่างหนึ่ง คุณพิษณุจึงนำบทความของคณะกรรมการตัดสิน 3 ท่าน (ชลูด นิ่มเสมอ อิทธิพล ตั้งโฉลก และปรีชา เถาทอง) ในหัวเรื่อง "ความคิดเห็นบางประการเกี่ยวกับการจัดประกวดจิตรกรรมบัวหลวง" แสดงให้เห็นถึงปัญหาในการแยกแยะประเภทศิลปะ ซึ่งสามารถชี้แนวทางอย่างกว้าง ๆ ให้ประชาชนและศิลปินได้ บทความนั้นแยกงานจิตรกรรมประเพณีออกเป็น 2 แนวใหญ่ ๆ คือ 1. จิตรกรรมที่มีรูปแบบ มีลักษณะเป็นแบบประเพณีแท้ ๆ 2. จิตรกรรมที่อาศัยแนวความคิดของจิตรกรรมแบบประเพณีเป็นพื้นฐานและสิ่งที่สามารถควบคุมให้ผลงานอยู่ในประเภทของศิลปะไทยนั้นมีอยู่ 3 ส่วน คือ 1. เนื้อหาเรื่องราว 2. รูปแบบและวิธีการแสดงออก 3. เทคนิควิธีการ

­­ Pishnu Supanimtr.. "Bua Luang Painting - On Thai Traditional Painting."
Year 29, Vol 1 ( 27 June 1982 ) 30 – 32.
Art competitions seem to be having problems lately with identifying and establishing what categories works of art should be placed in for showing. Actually, these discussions reveal that the art world is growing, says Pishnu. Besides the issue of ‘mixed media,’ analyzed by Pishnu in detail in earlier Silpa Wattanatham articles, the judges of the Bua Luang show found difficulty in deciding which works belong in the ‘traditional Thai’ category and which should be regarded as ‘contemporary’. Pishnu mentions the opinions published by three of the exhibition judges* telling how they dealt with this problem. They suggested that the category of ‘Traditional Thai Art’ be changed to ‘Traditional Thai Approach,’a solution which Pisanu wholeheartedly endorses.
* Chalud Nimsameur, Ittipol Tangchalok and Preecha Taothong

พิษณุ ศุภ. “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์แห่งความขัดแย้งและ....” ปี 29 ฉบับ 2 (4 กรกฎาคม 2525) : 30 – 31.
เนื่องจากมีข่าวว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ 4 ท่าน ได้มีหนังสือส่งไปยัง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ขอให้เปลี่ยนชื่ออนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่กลางถนนราชดำเนินเสียใหม่โดยให้เหตุผลว่า การมีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมีความหมายว่าปัจจุบันเรายังไม่มีประชาธิปไตย เพียงแต่เคยมีเท่านั้น สุดท้ายสมาชิกได้เสนอให้ใช้ชื่ออื่น เช่น อนุสาวรีย์คณะราษฎร์หรืออนุสาวรีย์ 24 มิถุนายน เพื่อระลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
คุณพิษณุได้ขยายให้ทราบต่อไปว่า เคยมีความคิดที่จะให้เปลี่ยนชื่ออนุสาวรีย์หลายครั้ง หรือบางครั้งก็เสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงบางส่วนต่าง ๆ อยู่เสมอ ซึ่งคุณพิษณุเห็นว่าความคิดที่ะให้รื้อถอนปรับปรุงจะยังคงมีต่อไปตราบเท่าที่บ้านเมืองของเรายังไม่ก้าวสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จึงเห็นว่าควรปล่อยไม่ต้องไปทำอะไรกับอนุสาวรีย์ ปล่อยให้เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่จะต้องเป็นไป เพราะถ้าจะมองอีกแง่หนึ่งอนุสาวรีย์แห่งนี้เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของกรุงเทพฯ หรือประเทศไทยไปแล้ว และยังเป็นศิลปกรรมในยุคสมัยหนึ่งที่อยู่ในประวัติศาสตร์ของชาติ แม้ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ออกแบบ แต่ทราบว่าประติมากรรมโดยรอบฐานปีกทั้ง 8 ด้าน เป็นการออกแบบโดยอาจารย์ศิลป พีระศรี ตรงรูปปั้นประดับฐานนี้ น่าจะทำไปทองแท่งเพราะทุกปีที่ทำการซ่อมแซมทำให้รายละเอียดหายไป ท้ายสุดคุณพิษณุเสริมว่าเมื่อประเทศของเราเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ การมีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะจะกลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความเพียรพยายามสร้างประชาธิปไตยในบ้านเมืองของเรา


Pishnu Supanimtr..”The Democracy Monument: Monument of Conflict and…” Year 29, Vol. 2 (4 July 1982) : 30 – 31.
As a local paper reported that 4 Members of Parliament had brought a request to the
Prime Minister to change the name of the ‘Democracy Monument’ to something more suitable. As Thailand has had 50 years of democracy already, there is no need to have a memorial to it. Pishnu notes that there is a great deal of resentment among many in society about this particular monument. Some even suggested it be torn down, and a memorial to the heroes of 14 October, 1973, be raised in its place. Others said it should be renamed as a monument to the Revolutionary Party that actually toppled the absolute monarchy. Pishnu is of the opinion that the monument, whatever it in fact signifies, is a bit of Thai history, and is a part of Thailand’s art history as well. For that reason, at least, it should remain.
Six Thai artists have been invited to show their art in a visit to China: Chuang Moonpinit, Preecha Arjunka, Pimpot Arjunka, Iti Kongkakul, Cheewa Komonmalai, and Wornkrit Rattakani.
Chuan Leekpai is opening a student art exhibition at Rachasima College in Korat.
Sukhothai-Thammatirat University is sponsoring a poster design contest.


พิษณุ ศุภ. “จิตรกรรม "บัวหลวง" หรือว่าภาพเขียน "บัวหลวง" เอาให้แน่.” ปี 29 ฉบับ 3 (11 กรกฎาคม 2525) : 29 – 30.
เป็นเรื่องของนิทรรศการจิตรกรรมบัวหลวง โดยพูดถึงปัญหาการแยกประเภทของจิตรกรรมที่มักจะไปปนกับงานประติมากรรมอยู่บ่อย ๆ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องชี้ตรงให้ชัดว่าอย่างไรเป็นงานจิตรกรรมและสิ่งที่อยู่นอกวงคือประติมากรรมและภาพพิมพ์ สำหรับภาพภาพพิมพ์เราแยกออกจากจิตรกรรมได้ไม่ยากนัก แต่พอมาถึงจิตรกรรมกับประติมากรรม จิตรกรรมเริ่มจะมีมิติมากขึ้นคล้ายงานประติมากรรมและงานประติมากรรมก็เริ่มคล้ายงานจิตรกรรม คุณพิณุจึงเสนอความเห็นของกรรมการ 3 ท่าน (ชลูด นิ่มเสมอ อิทธิพล ตั้งโฉลก และ ปรีชา เถาทอง) โดยเสนอร่วมกันเป็นบทความท้ายสูจิบัตรของนิทรรศการว่าด้วยเรื่องของประติมากรรมคือประติมากรรมมีลักษณะเป็น 3 มิติ มีปริมาตรกินระวางเนื้อที่ในอากาศโดยผลงานจะติดตั้งอยู่กับพื้นหรือแขวนคอยอยู่ในอากาศก็ได้ เป็นวัตถุที่สามารถจับต้องได้ รู้สึกความเป็นปริมาตรเหมือนกับได้สัมผัสทางกายภาพ งานจิตรกรรมคืองานที่มี 2 มิติมีเพียงความกว้างกับความยาว ส่วนมิติที่ 3 เกิดจากการใช้ทัศนธาตุลวงตา พื้นผิวจะนูนเป็นมิติที่ 3 จริงได้ไม่มากนัก และจิตรกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นภาพเขียนเสมอไป ซึ่งการประกวดจิตรกรรมบัวหลวงบางทีก็เรียกว่า ภาพเขียนรางวัลบัวหลวง จึงขอร้องให้เปลี่ยนชื่อเป็น "จิตรกรรม" เสียให้หมด เพื่อให้ดูกว้างขึ้น

Pishnu Supanimtr. “Bua Luang Painting or Drawing -- Which Will It Be?” Year 29, Vol. 3 (11 July 1982 ) : 29 – 30.
As art evolves and changes, familiar traditional categories sometimes blurr around the edges. This is normal, healthy and to be expected. Artists are creative and easily overrun established principles and traditions, for example, when they experiment with new tools and techniques. Modern art brings new challenges for artists to overcome, and scholarly disciplines associated with art, both at home and abroad, bring pressure for change, as well. However, Pishnu finds Silpakorn University’s designation of a new category of art, i.e. Mixed Media, to be a hasty, unnecessary and ultimately confusing move. He quotes the catalog of the Bua Luang exhibition in which Chalud Nimsameur, Ittipol Tangchalok and Preecha Taothong their concensus about the definition of ‘sculpture.’ Pishnu goes on to clarify the differences between painting (จิตรกรรม) and drawing (ภาพเขียน).


พิษณุ ศุภ. “การตัดสินรางวัลของนานาจิตตัง.” ปี 29 ฉบับ 5 (25 กรกฎาคม 2525) : 29 – 31.
กล่าวถึงผลงานที่ได้รับรางวัลที่บัวหลวง ซึ่งผลการตัดสินย่อมจะมีทั้งผู้พอใจและไม่พอใจเป็นธรรมดา สำหรับการประกวดครั้งนี้ คุณพิษณุ เห็นว่าคุณภาพของงานยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก ซึ่งอาจมีสาเหตุจากการที่กำหนดการประกวดต่าง ๆ ร่นมาใกล้กัน และงานบัวหลวงมีอยู่ในโปรแกรมที่รั้งท้ายจึงเป็นธรรมดาที่คุณภาพงานด้อยลงไป
ส่วนต่อมาเป็นการแสดงความเห็นในเรื่องของผลงานที่ได้รับรางวัลในประเภทแรก คือ จิตรกรรมไทยแนวประเพณี คุณพิษณุเห็นด้วยกับผู้ที่ได้รางวัลที่ 1 กับที่ 2 ได้แก่ คุณสมยศ ไตรเสนีย์ ภาพ "วันเดือนเป็ง" ว่ามีคุณภาพสูงเป็นภาพสัญลักษณ์ มีความหมายอันสูงส่งในเรื่องของจิตหรือพุทธศาสนา และรางวัลที่ 2 ของคุณสมหมาย พันธุ์บ้านแหลม ภาพ "ทีรมาล" มีคุณค่าที่ความพยายามสร้างสรรค์รูปทรงแบบไทย ๆ ขึ้นใหม่ เพื่อให้ถอยห่างมาจากรูปแบบที่เป็นประเพณี ความเด่นในการเสนอภาพจึงรองลงไป ในอีกประเภทหนึ่งคือประเภทร่วมสมัยมีอัตราการแข่งขันสูงกว่าประเภทแรกและเช่นกันหากผู้ที่ได้รับรางวัลทั้ง 4 คน ผู้เขียนเห็นด้วยกับผู้ที่ได้รับ 2 รางวัลแรก คือ คุณปริญญา ตันติสุข ได้ที่ 1 คุณถาวร ใหอุดมวิทย์ ได้ที่ 2 แต่มีความเห็นว่างานของศิลปินทั้งสองน่าจะได้สลับอันดับกันมากกว่า เนื่องจากเรื่องราวและการแสดงออกที่คนดูได้รับนั้น ผลงานของคุณถาวรทำได้เข้มข้นกว่าส่วนผลงานของคุณปริญญา เป็นเรื่องของความสวยงาม และถ้าเทียบกับผลงานอื่นที่เคยได้รับรางวัลผลงานชิ้นนี้ก็ดูด้อยลงไป
ในเรื่องของการตัดสินคุณพิษณุเสนอว่ากรรมการน่าจะได้มีชี้แจงให้ทราบว่างานที่ได้รางวัลดีกว่างานที่ไม่ได้รางวัลอย่างไร ใช้เกณฑ์ใดมาตัดสิน

Pishnu Supanimtr..” Judging Awards: Many Different Opinions,” Year 29, Vol. 5 (25 July 1982 ) : 29 – 31.
The Bua Luang show was last on the exhibition schedule and suffered as a result. The best paintings of the year were entered in earlier shows and the number of entries in the Bua Luang was relatively small. Many of the works submitted appeared hastily completed, which compromised their quality. Pishnu notes that organizers must be aware of these complex circumstances that affect the success of a show. The Thai art world is rather limited, and artists are under many constraints where showing their work is concerned. All in all, however, this is about as good as we can expect, Pisanu notes. Pishnu evaluates the awards presented. Generally, he agrees with the choices made for the 1st and 2nd prize awards in traditional Thai painting.* As to the prizes in the category of contemporary Thai painting, Pishnu was not enthusiastic about the top award to Parinya Tantisuk because Parinya’s entry in this show was the weakest of the paintings he had submitted in competition during the year. Pishnu would have preferred to see the top prize go to Tavorn Ko-udomwit, who came second. Tavorn’s work was more intellectually stimulating. Pishnu is pleased that the judges attempted to explain their decisions in an article in the catalog of the exhibition, but he complains that the explanation is exceedingly vague. Rather than writing like that, better not write anything at all. *Somyod Traiseni, 1st prize in traditional Thai painting for วันเดือนเป็ง and 2nd prize to Sommai Pantabanlaem, for ทีรมาล. The two 3rd prizes in contemporary Thai painting went to Suwan Metapisit and Surapol Saendarm.

พิษณุ ศุภ. “ศิลปินไม้ประดับ นิทรรศการธนาคารแห่งประเทศไทย.” ปี 29 ฉบับ 6 (1 สค 25) 30 – 31.
คุณพิษณะกล่าวถึงการที่ตนและศิลปินทุกคนที่ส่งผลงานเข้าร่วมแสดงไม่ได้รับเชิญให้ไปร่วมเป็นเกียรติในพิธี มีเพียงคณะกรรมการตัดสินและผู้ที่ได้รับรางวัลเท่านั้น คุณพิษณุกล่าวว่าเหตุผลที่อยากไปเปิดงานนี้มากที่สุดคือ ตามกำหนดการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเปิดอาคารใหม่ของธนาคารแล้วเสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการศิลปกรรมครั้งนี้ด้วย จึงเป็นความหวังของศิลปินที่จะได้ถวายความจงรักภักดีอย่างใกล้ชิด แต่ปรากฏว่ากลับไม่เป็นอย่างนั้น คุณพิษณุจึงย้อนกลับไปอ่านวัตถุประสงค์การจัดงานครั้งนี้ของธนาคารที่ว่าจัดงานครั้งนี้เพื่อรวบรวมงานศิลปะไว้เป็นสมบัติของชาติ และธนาคารก็มีความยินดีที่ได้รับความร่วมมืออย่างพร้อมเพรียงเกินความคาดหมายที่ศิลปินส่งผลงานกันมากมาย แต่เมื่อถึงเวลาที่ศิลปินจะเข้าชมงานกลับไม่ได้รับเกียรติเท่าที่ควร เช่น ศิลปินกลุ่มหนึ่งใส่รองเท้าแตะเข้าชมงาน เจ้าหน้าที่ของธนาคารกลับไม่ให้เข้าร่วมต้องผลัดกันเปลี่ยนรองเท้าทีละคน คุณพิษณุจึงนึกว่าในสายตาของงานธนาคารมองศิลปินเป็นเพียงแค่ไม้ประดับสำหรับตนไว้เอาหน้าเท่านั้น

Pishnu Supanimtr.. “Artists as Veneer : the Bank of Thailand Exhibition” Year 29, Vol. 6 (1 August 1982 ) : 30 - 31.
With dry irony, Pishnu notes that, although he sent his own work to this show, he doesn’t mind that he wasn’t invited to the opening.. (He seldom goes to openings anyway.) As a matter of fact, most of the artists who contributed the 360+ works in the show were also not invited to the opening. His Majesty the King came to open the Bank’s new building and then went to see the exhibition organized on the premises to celebrate the opening. The winning artists and the committee of judges were there with Bank of Thailand officials to accompany His Majesty through the show. After His Majesty had departed, the Governor of the Bank of Thailand awarded the prizes to the winners. Then, the show was packed up and moved away to another venue where it was at last opened to the public generally (and to the artists whose works were actually on display). Could the Bank have snubbed or disappointed the community of artists who supported their exhibition any worse than this

พิษณุ ศุภ. “การประกวดภาพเขียนเด็ก ความสำเร็จของ บ.เดินอากาศไทย.” ปี 29 ฉบับ 2 (8 สิงหาคม 2525) : 28 – 29.
คุณพิษณุ แสดงความชื่นชมต่อการจัดการประกวดภาพเขียนเด็กของบริษัทเดินอากาศไทย ซึ่งถึงแม้จะเป็นการจัดครั้งแรกแต่พบข้อบกพร่องน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นพิธีมอบรางวัลสำหรับเด็กที่ยิ่งใหญ่และสมเกียรติที่สุด สิ่งที่สร้างความประทับใจต่อคุณพิษณุมีหลายประการ เช่น การตระเตรียมงานที่ดีมีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนจนกระทั่งมีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดมาก พิธีเปิดนิทรรศการอันสมเกียรติที่พลอากาศเอกทะแกล้ว ศุษิล ประธานบริษัทเดินอากาศไทย มาเป็นประธานพิธีด้วยตนเอง การให้รางวัลใหญ่ 3 รางวัลโดยเด็กจะได้ไปทัศนศึกษาโดยทางเครื่องบิน นอกจากนี้บริษัท ปตท. ยังเพิ่มรางวัลปลอบใจเพื่อเป็นกำลังใจให้เด็กทำงานศิลปะต่อไป ประการสุดท้ายคือการจัดนิทรรศการที่ทำได้ดี ภาพแทบทุกภาพมีการเข้ากรอบอย่างดี ทำให้ภาพดูมีคุณค่าหากมันคุณพิษณุจึงกล่าวถึงผลงานของเด็กที่ได้รับรางวัลโดยยกตัวอย่างผลงานเด่น ๆ มากล่าวถึง เช่น ภาพของ ด.ช.ปกรณ์ สุปินานนท์ เป็นภาพขบวนพยุหยาตราใหญ่ชลมารค ภาพของ ด.ช.อาทิตย์ ศรีรัตนประยูร เป็นภาพเด็กที่กำลังรื่นเริงกับสิ่งที่เป็นธรรมชาติ
ช่วงท้ายคุณพิษณุฝากถึง ปตท. ว่าน่าจะจัดงานแบบนี้อีกในครั้งที่ 2 และ 3 ต่อไป

พิษณุ ศุภ. “…? เล่นอะไรกัน ในข่าวประกาศโปสเตอร์กาชาด.” ปี 29 ฉบับ ฯ (15 สิงหาคม 25)30 – 31.
เนื่องจากมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งลงข่าวในวันที่ 23 กรกฎาคม 2525 ข่าวออกมาว่า "เกิดเหตุอัปยศ เมื่อความเปลี่ยนใจกับเปลี่ยนรางวัลโดยให้ผู้ชนะที่ 2 ไปได้ที่ 3 ส่วนรางวัลที่ 3 กลับมาได้ที่ 2 แปลกแต่จริง" และวันต่อมาหนังสือพิมพ์ฉบับเดิมจั่วหัวข้อข่าวอีกว่า "ประกวดโปสเตอร์กาชาดวุ่นหนัก ศิลปินหลายเสียงตำหนิอย่างรุนแรง สภากาชาดไทย ไม่กล้าประกาศรางวัลชนะเลิศ" คุณพิษณุ ซึ่งบังเอิญเข้าร่วมเป็นกรรมการตัดสินในครั้งนี้ด้วยจึงข้อชี้แจงในทัศนะส่วนตัวเพื่อไม่ให้เป็นการเสื่อมเสียแก่คณะกรรมการ ข้อชี้แจงประการแรกคือความรวดเร็วในการตัดสินที่ถูกกล่าวหาว่ากรรมการไม่รอบคอบ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ของศูนย์บริจาคโลหิต ทำงานอย่างดีได้ช่วยแยกหมวดหมู่ ทำให้กรรมการตัดสินผลงานที่เรียงอย่างมีระเบียบได้เลย และกรรมการก็ล้วนแต่เป็นผู้มีประสบการณ์ จึงสามารถใช้วิจารณญาณตัดสินได้รวดเร็ว การที่ตัดสินได้เร็วไม่ได้แปลว่าจะขาดคุณภาพ ต่อข้อกล่าวหาที่ว่ามีการสับเปลี่ยนรางวัลนั้น คุณพิษณุชี้แจงว่าตราบใดที่ยังไม่ประกาศผลการตัดสินถือว่ายังไม่สิ้นสุด การที่มีคนถือสรุปก็เป็นผลแล้วนำมาลงข่าวก่อนถือว่าผิดจรรยาบรรณ ในการพิจารณาผู้ที่ได้รับรางวัลนั้น ในครั้งแรกผลการซาวเสียงปรากฏว่าผู้สมควรได้รางวัลที่ 2 คือคุณญาณวิทย์ รางวัลที่ 2 คุณถาวร รางวัลที่ 3 คุณวิโชค แต่เมื่อผลออกมาแล้วมีการอภิปาว่าผลงานของคุณญาณวิทย์ ทำบางส่วนของภาพมาจากสิ่งพิมพ์อื่นๆ เมื่องานมีปัญหาจึงมีมติออกมาใหม่ ยกให้งานของคุณถาวรเป็นที่ 1 คุณวิโชคเป็นที่ 2 และคุณญาณวิทย์เป็นที่ 3 หลังจากตัดสินแล้วก็จะนำไปแถลงข่าวกับสื่อมวลชนเมื่อมีการซักถามไม่ใช่ "สภากาชาดไม่กล้าประกาศรางวัล" แต่ผลการตัดสินกลับไม่ออกเป็นข่าว

Pishnu Supanimtr.. “They…What are They Suggesting About the Red Cross Poster Contest?” Year 29, Vol. 8 (15 August 1982) : 30 – 31.
Pishnu considers the unreliability of newspaper reporting, in particular concerning a case about which he has plenty of inside information. The story covered repeatedly in one newspaper (more or less ignored by the rest of the press) shocked him with allegations about irregularities in the judging of the works submitted for a Red Cross poster competition. It is unfortunate that a charitable organization should be so embarrassed. The selection of 3 top winners from more than 600 entries was said to be much too fast, and in the end, the first prize winner (Yanwit Kunjaethong) was demoted to third place. Tavorn Ko-Udomwit, formerly in third place, finally was awarded first. Vichoke Mukdamani sat all the while, firmly in second place. Pishnu attributes the speed of the judging, generally, to the particular expertise of the judges and explains why Yanwit’s work eventually placed third – a decision arrived at carefully before the judgment was officially released to the public.

พิษณุ ศุภ. “เรื่องของโปสเตอร์ (สัมภาษณ์) ที่ผิดพลาดทางวิชาการ.” ปี 29 ฉบับ 8 (22 สค 25) 27 – 28.
ต่อเนื่องจากบทความสัปดาห์ที่แล้วในเรื่องของโปสเตอร์ของสภากาชาด เนื่องจากมีสมาคมนักออกแบบไม่เห็นด้วยกับการตัดสินในผลงานของคุณญาณวิทย์ กุญแจทอง ที่ไม่ได้รางวัลที่ 2 เพราะไปทำภาพจากที่อื่นนั้นในทางศิลปะการออกแบบน่าจะทำได้ไม่ผิด คุณพิษณุจึงชี้แจงว่า แม้การทำตามหากที่อื่นมาใช้ไม่ผิดแต่ควรพิจารณาด้วยว่านำมาใช้แค่ไหนในกรณีของคุณญาณวิทย์ แม้จะหาภาพมาใช้ได้ตามจุดประสงค์ไม่ใช่เลียนแบบแต่เมื่อเปรียบเทียบกับผลงานอีก 2 คนที่ต้องศึกษาค้นคว้าหากรรมวิธีด้วยตนเองทั้งหมดนั้น จึงสมควรได้รางวัลมากกว่าคือคุณถาวร โกอุดมวิทย์ และคุณวิโชค มุกดามณี
นอกจากนี้ยังมีเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ผลการตัดสินจากอาจารย์สำเริง พันธ์สนิท หัวหน้าภาควิชาศิลปะประยุกต์ คณะศิลปกรรม วิทยาลัยเพาะช่าง โดยให้สัมภาษณ์ว่า การที่กรรมการตัดสินไม่กล้าประกาศผลเพราะต้องไปสืบข้อมูลว่ามีผลงานที่ไปลอกมาจริงหรือเปล่าเพราะกรรมการตัดสินไม่กว้างพอ คุณพิษณุตอบโต้ว่า การพิจารณาลอกเลียนข้อมูลจากที่อื่นสำหรับการตัดสินงานออกแบบไม่ได้ง่ายอย่างที่อาจารย์สำเริงว่า จำเป็นที่จะต้องใช้วิจารณญาณสูง และคำสัมภาษณ์อาจารย์สำเริงที่ว่า และการที่กล่าวว่าความสำคัญของโปสเตอร์นั้นต้องอยู่ที่ตัวหนังสือคุณพิษณุ ว่าเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดมาก ๆ เพราะทั้งตัวหนังสือและภาพของโปสเตอร์ต้องประสานกันและมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ที่จริงแล้วงานโปสเตอร์ไม่ต่างจากจิตรกรรม แต่ว่าโปสเตอร์มีจุดประสงค์ที่จะนำไปใช้ต่างกัน แต่การที่ต้องการให้คนได้รับรู้สารรวดเร็วจึงต้องมีตัวหนังสือประกอบด้วย

Pishnu Supanimtr.. “About Those Posters : Some Scholarly Errors,” Year 29, Vol. 9 (22 August 1982) : 27 – 28.
Pishnu defends the awards made in the Red Cross poster competition. The prizes were substantial and attracted a lot of interest in art circles, hence the intense curiousity and speculation when rumors circulated that the judging had been compromised. Accusations and hearsay should not be bandied about lightly in the press by scholars who put themselves forward as critics but who lack both the expertise and the necessary details about how the judges arrived at their conclusions. As an experienced judge and critic, Pishnu stands firmly behind the decision of the judging. Pishnu explains why the committee hesitated before announcing the results, and why they eventually changed their early ideas about which work would receive the top award.

พิษณุ ศุภ. “งานโปสเตอร์คืออะไร คุณค่าของงานที่ได้รางวัลอยู่ตรงไหน.” ปี 29 ฉบับ 10 (29 สิงหาคม 2525) : 28 – 29.
จากข้อสัมภาษณ์วิจารณ์ตามหน้าหนังสือพิมพ์ในเรื่องของการประกวดโปสเตอร์กาชาด คุณพิษณุยังเห็นประเด็นที่คิดว่ามีสาระพอสรุปได้อีก 2 ประเด็นคือ
ประเด็นแรกที่วิจารณ์กันว่างานโปสเตอร์นั้นไม่ใช่งานจิตรกรรม และประเด็นที่สองที่ท่านผู้วิจารณ์เข้าใจว่างานโปสเตอร์คืองานด้านโฆษณาสินค้าหรืองานด้านพานิชย์ศิลป์อย่างเดียว ซึ่งทั้งสองประเด็นเป็นข้อมูลที่ผิดพลาด ในประเด็นแรกคุณพิษณุเคยกล่าวถึงเมื่อฉบับที่แล้ว ในส่วนที่สองที่ว่างานโปสเตอร์คืองานโฆษณา (สินค้า) อย่างเดียว ซึ่งที่จริงแล้วงานโฆษณาเป็นเพียงส่วนหนึ่งในหน้าที่ของโปสเตอร์เท่านั้น งานโปสเตอร์บางอย่างเป็นงานด้านการประชาสัมพันธ์ที่มีหน้าที่มากกว่าการโฆษณากิจการของตนเอง อย่างเช่นงานโปสเตอร์ของสภากาชาดนี้เป็นงานระดับสูงที่ต้องการความคิดที่เฉียบแหลม เป็นงานระดับ Fine Art ดังนั้นการที่จะแยกศิลปินกับนักออกแบบออกจากกันนั้นเป็นไปไม่ได้ คุณพิษณุแสดงความมั่นใจว่างานโปสเตอร์ที่ได้รางวัลทั้ง 3 รางวัลนี้ เป็นงานโปสเตอร์ที่มีคุณภาพสูงพอที่จะโชว์ชาวโลกได้อย่างไม่อายใคร ซึ่งคุณพิษณุได้อธิบายถึงคุณค่าของโปสเตอร์ที่ได้รับรางวัลทั้ง 3 ด้วย ได้แก่ รางวัลที่ 1 เป็นของคุณถาวร โกอุดมวิทย์ รางวัลที่ 2 ของคุณวิโชค มุกดามณี รางวัลที่ 3 ของคุณญาณวิทย์ กุญแจทอง

พิษณุ ศุภ. “ศิลปไทยร่วมสมัยไปอเมริกา.” ปี 29 ฉบับ 12 (12 กันยายน 2525) : 30 – 31.
คุณพิษณุกล่าวถึงข่าวคราวความเคลื่อนไหวของวงการศิลปะไทยที่ไปสร้างชื่อที่ต่างประเทศ ซึ่งจะมีนิทรรศการ “ศิลปวัตถุของไทย” เนื่องในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ที่ Memorial Art Gallery ที่เมืองโรเชสเตอร์ มหานครนิวยอร์ค จุดเด่นของงานนี้จะเป็นการแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยของไทยกว่า 20 คน
อีกรายการหนึ่งคือการแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยของประเทศไทยอีกเช่นกัน แต่ไปจัดที่ Pacific Asia Museum แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา รายการนี้ดูเหมือนจะเริ่มต้นที่คุณกมล ทัศนาญชสี เป็นตัวตั้งตัวตีรวบรวมผลงานของศิลปินไทย รวมทั้งสิ้น 35 คน ได้แก่ เขียน ยิ้มศิริ โต เหรียญประชา เฉลิม นาคีรักษ์ ชลูด นิ่มเสมอ สวัสดิ์ ตันติสุข ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ เฟื้อ หริพิทักษ์ ประหยัด พงษ์ดำ อังคาร กัยาณพงศ์ ทวี นันทขว้าง ถวัลย์ ดัชนี มานิตย์ ภู่อารีย์ พิชัย นิรันดร์ ประพันธ์ ศรีสุตา ประเทือง เอมเจริญ ดำรงค์ วงศ์อุปราช ทณ ธีระพิจิตร อิทธิพล ตั้งโฉลก เดชา วราชุน พิษณุ ศุภนิมิต วัชรี วงศ์วัฒนอนันต์ ถาวร โกอุมวิทย์ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข นิติ วัตุยา บุญยิ่ง เอมเจริญ กมล ทัศนาญชลี ญาณวิทย์ กุญแจทอง
นอกจากนี้คุณพิษณุยัไงด้นำจดหมายของคุณกมล ทัศนาญชสี และคุณประเทือง เอมเจริญ ที่เขียนมาเล่าถึงนิทรรศการครั้งนี้ ศิลปินทั้งสองท่านกล่าวเหมือนกันว่า การแสดงที่ Pacific Asia Museum ประสบความสำเร็จด้วยดี การจัดนิทรรศการถือว่ามีความสมบูรณ์ ทางมิวเซียมเขาจัดแสดงได้อย่างสมเกียรติเป็นที่น่าภาคภูมิใจแทนคนไทยทุกคน

Pishnu Supanimtr. “Contemporary Thai Art in America.” Yr 29, Vol 12 (12 Sept 82)30-31
พิษณุ ศุภ. “ถ้าอาจารย์ศิลป พีระศรี ยังมีชีวิตอยู่.” ปี 29 ฉบับ 13 (19 กันยายน 2525) : 32 – 33.
เป็นการกล่าวถึงความทุ่มเทชีวิตจิตใจต่อการทำงานศิลปะของอาจารย์ศิลป พีระศรี ตลอดชีวิตจนกระทั่งวาระสุดท้าย แม้ว่าสุขภาพร่างกายในบั้นปลายชีวิตจะไม่เอื้อต่อการทำงาน แต่ท่านก็ไม่เคยบ่นให้ใครทราบ สิ่งที่ทำให้ทราบว่าตัวท่านเจ็บป่วยมากคือจดหมายฉบับสุดท้ายของท่านที่ได้เขียนถึงคุณมาลินี ภรรยาของท่าน โดยได้พูดถึงชีวิตส่วนตัว ความรักที่มีต่อภรรยาและศิลปะ ถือว่าจดหมายฉบับนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และยังแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างครอบครัวกับงานศิลปะ ซึ่งท่านได้ให้ความสำคัญกับศิลปะมากกว่า ช่วงชีวิต 70 ปีของท่านได้ทำคุณประโยชน์มากมาย สามารถเรียกได้ว่าเป็นบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย ได้สร้างอนุสาวรีย์ที่สำคัญของประเทศมากมาย ก่อตั้งสถาบันทางศิลปะ เริ่มต้นการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ตั้งแต่ พ.ศ. 2492 ทำหใเกิดศิลปินระดับชาติมากมายและได้ผลงานชิ้นเยี่ยมที่มีคุณค่า
ทุกวันนี้วงการศิลปะไทยนั้นส่วนหนึ่งมาจากการหว่านเมล็ดพืชของท่าน ถ้าหากว่าท่านอาจารย์ศิลป พีระศรี ยังมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้แล้ว วันที่ 15 กันยายน จะเป็นวันที่ท่านมีอายุครบ 90 ปีบริบูรณ์ ซึ่งคุณพิษณุแสดงความเห็นว่าไม่แน่ใจว่าท่านจะดีใจหรือเสียใจ ส่วนที่ดีใจท่านคงจะภูมิใจกับผลงานที่ได้อุทิศให้กับประเทศ แต่ถ้าท่านจะเสียใจ คงเป็นเพราะทุกวันนี้เรารักท่านกันแต่ปาก รักท่านเฉพาะวันศิลป พีระศรี คุณพิษณุได้ตั้งคำถามว่าเราได้ทำอะไรเพื่อเป็นการสืบสืบสายเลือดจากท่านบ้าง แม้แต่จะรักษาผลงานของท่านไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ก็ทำกันไม่ได้ โดยเฉพาะลูกศิษย์ของท่านในกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยศิลปากร


Pishnu Supanimtr..”If Acharn Silpa Bhirasri Were Still Alive.” Year 29, Vol. 13, (19 Sept 1982) : 32 – 33.
A hymn of praise to the central icon of the Faculty of Painting, Sculpture and Graphic Art of Silpakorn University. Pishnu celebrates the life and personality of the first dean of the Faculty in an enthusiastic paean describing the great man’s virtues, talents, sacrifices, sufferings and lasting legacy.

พิษณุ ศุภ. “ปริญญา ตันติสุข จากการ์ตูนไปสู่ความเป็นศิลปิน.” สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปี 29 ฉบับ 14 (26 กันยายน 2525) : 29 – 30.
กล่าวถึงการแสดงศิลปกรรมย้อนหลังของคุณปริญญา ตันติสุข ซึ่งเป็นผลงานจิตรกรรมล้วน ๆ เกือบ 100 ชิ้น เปิดแสดงที่หอศิลป พีระศรี สาธรใต้ เมื่อ 4 – 17 กันยายน 2525
คุณพิษณุเล่าให้ทราบเคยเห็นคุณปริญญาตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งได้อยู่ในแวดวงบรรยากาศของศิลปะ เนื่องจากมีพ่อแม่เป็นศิลปินที่มีชื่อทั้งสองคน โดยเฉพาะคุณสวัสดิ์ ตันติสุข ในการไปชมนิทรรศการครั้งนี้จะเห็นความเพียรพยายามในการแสวงหาแนวทางของตนเอง ปริญญานั้นมีความเด่นเรื่องการใช้สี การประสานน้ำหนักของภาพในองค์ประกอบที่สวยงาม ซึ่งสิงที่เป็นบุคลิกของปริญญา จนกระทั่งปี พ.ศ. 2521 จึงได้พบแนวคิดที่สอดคล้องกับธรรมชาตินิสัยของตนเอง คือได้เรื่องการ์ตูนเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดจินตนาการเรื่องการใช้สี ซึ่งการที่จะทำภาพการ์ตูนให้เป็นงานศิลปะเป็นเรื่องยากมาก แต่ปริญญาสามารถประสบความสำเร็จและสรุปว่าช่วงหลังสุดในขณะนั้น คือ พ.ศ. 2523 – 2525 เป็นช่วงที่ปริญญาสามารถบอกความในใจของเขาได้ชัดที่สุด ซึ่งใครก็ตามที่เข้าชมผลงาน คงจะต้องรับรู้ได้ถึงเรื่องของความรักความสุขสงบและความเข้าใจอันดีต่อกันของมวลมนุษย์ ถือว่าเป็นความสำเร็จครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่

Pishnu Supanimtr.. “Prinya Tantisuk – From Cartoons to Artistry.” Year 29, Vol.14 (26 September, 1982) :29 – 30.
Observances of the celebration of Silpa Bhirasri Day made it impossible for Pishnu to cover Prinya’s retrospective exhibition before it closed. Nonetheless, Pishnu acknowledges the show by the son of the rector of Chang Silpa College (and Pishnu’s former teacher), Sawat Tantisuk, a senior and highly respected art world figure. Pishnu fondly recalls watching the boy grow and develop into a man and an artist. Now an alumnus of the Faculty of Painting, Silpakorn University and a teacher at Chang Silpa, Prinya, though still very young, has worked hard enough to be able to stage a 10 year retrospective. Pishnu marvels at how time flies. He describes the development of Prinya as an artist whose youthful fondness for cartoons has developed into a mature artistic language all his own. Prinya’s poetic use of color and composition expresses beauty, love, purity, freshness, peace and joy. Pishnu congratulates the artist on his first big success, seeing greater things ahead for him in the future.

พิษณุ ศุภ. ““วันศิลป พีระศรี” วันของชาวศิลป.” ปี 29 ฉบับ 15 (3 ตุลาคม 2525) : 31 – 32.
คุณพิษณุได้เล่าถึงเหตุการณ์บรรยากาศในวันศิลปพีระศรี ในวันที่ 15 กันยายน ซึ่งคุณพิษณุยกคำกล่าวของคุณชายถนัดศรีมาใช้ว่า “เป็นเหมือนงานชุมนุมศิษย์เก่า แต่เป็นงานศิษย์เก่าที่มีความหมายเพื่อการระลึกถึงปูชนียบุคคล” ก่อนที่จะเริ่มพิธีอย่างเป็นทางการตอนบ่ายที่มีพิธีพิเศษแทรกคือ พิธีตั้งโต๊ะเครื่องสังเวยต่อ ถึงวิญญาณอาจารย์ศิลป ซึ่งอาจารย์เพื่อเป็นโต้โผใหญ่ ซึ่งท่านคิดว่าเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะมีโอกาสทำให้ท่านอาจารย์ศิลป มีโต๊ะพราหมณ์ โต๊ะบรมครูช่างคือ พระวิษณุกรมและพระคเณศ โต๊ะที่เป็นที่หมายตาของบรรดาลูกศิษย์ อาจารย์ศิลปมาก ๆ คือ โต๊ะอาจารย์ศิลปเพราะมีอาหารอิตาเลียนที่ท่านชอบเช่น ไก่งวง สปาเก็ตตี้ ปลากะพงราดซอส ฯลฯ
กำหนดการจริงวันตอนบ่ายโดยมี มล. ปิ่น มาลากุล อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นประธานพิธีเปิดงาน ซึ่งปีที่มีท่านผู้มีเกียรติมาร่วมงานมากกว่าทุกปี คุณพิษณุ สรุปว่านิทรรศการปีนี้คึกคักกว่าทุกปี แต่ถ้าจะพูดถึงความก้าวหน้าเมื่อเทียบกับทุกปีที่ผ่านมาถือว่ายังย่ำอยู่กับที่ โดยเฉพาะส่วนที่ผลงานของ อ.ศิลป์ ที่นำมาจัดการแสดงมีแต่ผลงานเล็ก ๆ น่าที่จะได้นำภาพถ่ายผลงานที่ยิ่งใหญ่ของท่านมาร่วมแสดงด้วยก็ได้เพื่อให้สมเกียรติ และผู้เขียนมีข้อเสนอให้มหาวิทยาลัยนำผลงาน Sketch ทีเป็นปูนของท่านมาหล่อเป็นบรอนซ์เสียทั้งหมด เพื่อป้องกันการชำรุดทรุดโทรม ท้ายสุดกล่าวถึงส่วนที่เป็นผลงานของลูกศิษย์ เห็นว่ามีผลงานเข้าร่วมแสดงน้อยเกินไป ทั้งที่ลูกศิษย์ของท่านมีอยู่จำนวนมาก น่าที่จะได้รับความร่วมมือมากกว่านี้ โดยเฉพาะมีการจำหน่ายผลงานเพื่อสมทบทุนมูลนิธิศิลป พีระศรี อีกด้วย

Pishnu Supanimtr. “ Silpa Bhirasri Day – A Day for the Art Community” Yr 29, Vol 15 (3 Oct 82) 31-32.

พิษณุ ศุภ. “จาก “วันศิลป พีระศรี” ไปสู่ “วันศิลปแห่งชาติ.” ปี 29 ฉบับ 16 (10 ตุลาคม 2525) 30 – 31.
เป็นการบรรยายถึงบรรยากาศวันงานศิลป พีระศรี ต่อจากฉบับที่แล้ว คุณพิษณุได้ติติงที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่าน ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ไม่ถอดพิมพ์รักษาผลงานของท่าน จึงเสนอกองหัตถศิลปว่าในปีต่อไปอย่าให้มหาวิทยาลัยยืมผลงานแสดงอีกเพราะการแสดงแต่ละครั้งจะทำให้งานชำรุดมากกว่าเดิม กลับมาที่วันงานศิลป์ พีระศรี คุณพิษณุเสนอว่าน่าจะมีรายการอภิปรายในเรื่องศิลปะเพื่อดึงแขกหรือที่มาให้อยู่ได้ถึงเย็น ซึ่งที่ผ่านมาการอภิปรายน่าเบื่อหน่าย จึงเสนอว่าให้เปลี่ยนวิธีการดำเนินงานโดยเชิญบุคคลภายนอกที่มีชื่อเสียงที่พูดภาษาคนได้ ภาษาศิลปะได้ มาพูดบ้าง
นอกจากนี้คุณพิษณุเตือนถึงเรื่องขอบเขตการแสดงออก ทั้งความสนุกสนานว่าจะมีความเหมาะสมเพียงใด ข้อควรระวังคืออาจจะมีวัยรุ่นเข้ามาดิ้นกันแล้วก่อการวิวาท ลักษณะของความสนุกและความเป็นกันเองนั้นมีอยู่ได้ในวันศิลป พีระศรี แต่เราควรจะควบคุมให้อยู่ในขอบเขตของวันที่ระลึกศิลป พีระศรี เพราะผู้เขียนเชื่อว่า “วันศิลป พีระศรี” ต่อไปจะเป็นวันที่มีความสำคัญระดับชาติ ซึ่งถึงวันนั้นจะเป็น “วันศิลปะแห่งชาติ”

Pishnu Supanimitr. “From Silpa Bhirasri Day to National Art Day.” Year 29, Vol.16
(10 Oct 82) 30-31.


พิษณุ ศุภ. “หอศิลปเชียงใหม่ ปัญหาของคนเชียงใหม่.” ปี 29 ฉบับ 17 (17 ตุลาคม 2525) : 31 – 32.
คุณพิษณุมีโอกาสไปเชียงใหม่และบังเอิญได้ตรงกับการนัดชุมนุมของศิลปินกลุ่มใหญ่ทางภาคเหนือที่ใช้ชื่อว่า “ศิลปินกลุ่มลานนา” ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกเกือบ 40 คน กิจกรรมที่สำคัญของกลุ่มนี้คือการส่งเสริมศิลปะเข้าไปสู่เด็กนักเรียนทั้งในเมืองและในชนบท โดยจัดให้มีนิทรรศการภาพเขียนเด็กควบคู่ไปกับการแสดงของกลุ่มศิลปิน
จากการเข้าร่วมประชุมทำให้คุณพิษณุได้ทราบถึงปัญหาต่าง ๆ ของศิลปินกลุ่มลานนา ปัญหาที่สำคัญคือปัญหาเรื่องการจัดหาพื้นที่แสดงงาน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมกลับไม่มีหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะหรือหอประชุมเมืองที่พอใจใช้เป็นสถานที่แสดงกิจกรรมได้ ซึ่งความจริงยังมีสถานที่ที่ยังจะพอใช้ได้บ้าง แต่ว่าแต่ละแห่งกลับมีปัญหา
อุปสรรคมากมาย เช่น หอประชุมติโลกราช พุทธสถาน ศาลาธรรม หอสมุดประชาชนเชียงใหม่ หอประชุมอำเภอเมือง บางทีอยู่ไกลจากตัวเมือง บางที่ศิลปินต้องเสียค่าใช้จ่าย บางที่มีสภาพทรุดโทรม คุณพิษณุเสนอต่อท่านผู้ว่าจังหวัดเชียงใหม่ คุณชัยยา พูนศิริวงศ์ ให้เห็นความสำคัญโดยการจัดสรางศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเชียงใหม่ขึ้น

Pishnu Supanimtr.. “Chiengmai Gallery – A Problem for the People of Chiengmai.”
Year 29, Vol 17 (17 October 1982) 31 – 32.
Pishnu reports a meeting in Chiengmai of the Lanna Group of artists from the Northern region with Wisit Wasuwat as their leader. The group presently numbers around 40, mostly Silpakorn graduates. Pishnu notes the group’s particular interest in encouraging children to enjoy and to make art, and the obstacles raised by adults who neither understand nor see the value of art. Another problem for the people of the city of Chiengmai is the lack of a proper gallery in which to exhibit art. Pishnu calls upon the governor to give more support to local art and culture. Pictured- works by Opad Nakbanlang and Sriwanna and Surasit Saokong.

พิษณุ ศุภ. “ปัญหาของคนเชียงใหม่ไปสู่คนไทยในอเมริกา.” ปี 29 ฉบับ 18 (24 ตุลาคม 2525) 31 – 32.
จากฉบับที่แล้วในเรื่องของปัญหาของศิลปะในจังหวัดเชียงใหม่ที่ไม่มีหอศิลป์ สำหรับจัดแสดงงานศิลปะ คุณพิษณุถือว่เป็นการลิดรอนการเติบโตของศิลปินและศิลปะร่วมสมัยของไทยด้วย
ในเรื่องต่อมาคือข่าวการแสดงผลงานศิลปะหอศิลปินไทยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งริเริ่มจากคุณกมล ทัศนาญชลี ศิลปินไทยที่ประสบความสำเร็จในอเมริกา ซึ่งคุณกมลได้สละทรัพย์ส่วนตัวจัดตั้งศูนย์ศิลปกรรมไทยที่ลอสแองเจลิส ซึ่งการแสดงครั้งนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ชม แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือเกือบจะไม่มีคนไทยเข้าชมงานศิลปินไทยเลย ซึ่งปัญหาในการไม่รู้ค่าของศิลปะของคนไทยมีปัจจัยหลายประการ คือ 1. เราไม่เคยวางหลักสูตรระยะยาวปูพื้นในเรื่องศิลปะ 2. ขาดผู้นำประเทศที่มีรสนิยมทางศิลปะ 3. เพราะประเทศของเรายังอยู่ในระบอบการปกครองที่ขาดความมั่นคง การสนับสนุนศิลปะจึงกระท่อนกระแท่น ปัจจัยทั้ง 3 ประการนี้มีความต่อเนื่องกันเหมือนลูกโซ่

Pishnu Supanimitr. “The Problems of Chiengmai People Follow Thai People to America.” Year 29, Vol. 18 (24 Oct 25) 31-32.



พิษณุ ศุภ. “ศิลปะของอาเซียนตอนที่ 1.” ปี 29 ฉบับ 19 (31 ตุลาคม 2525) : 29 – 30.
เป็นการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับกิจกรรมของอาเซียนในเรื่องศิลปะ ซึ่งผู้เขียนนำมาสรุปให้ทราบ เรื่องแรก คือ การจัดชุมนุมยุวชนอาเซียน โดยในปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบกาณ์ด้านศิลปะระหว่างประเทศสมาชิก โดยประเทศไทยจะรับสมัครศิลปินเยาวชน 5 คน เป็นตัวแทนในการร่วมชุมนุมจึงขอประกาศรับสมัครการส่งผลงาน
เรื่องที่สองหากการประชุมทางคณะกรรมการว่าด้วยวัฒนธรรมของกลุ่มประเทศอาเซียนที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ก็มีผลสรุปถึงโครงการที่จะมอบรางวัลยอดเยี่ยมให้บุคคลที่ทำงานศิลปะโดยแบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. ศิลปะการแสดงบนเวที 2. ศิลปะการดนตรี 3.ทัศนศิลป์ 4. ภาพยนตร์ ในแต่ละประเภทมีการจำแนกข้อย่อย ๆ โดยละเอียด จะสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้สร้างงานศิลปะ แต่คุณพิษณุไม่เห็นด้วยกับวิธีการให้รางวัลที่มีแต่ละประเภทเพียงรางวัลเดียว ซึ่งในการตัดสินจริงไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายในการพิจารณาศิลปินยอดเยี่ยม 1 คน จากสมาชิก 5 ประเทศนั้น การพิจารณาในระดับนี้ควรเป็นเรื่องของการยกย่องให้เกียรติมากกว่าการแข่งขัน

Pishnu Supanimtr..”The Art of ASEAN - Part 1” Yr 29, Vol. 19 (31 October 1982) : 29 – 30.
This year, Thailand’s National Office of Culture of the Ministry of Education will host an ASEAN meeting aimed at creating unity among the youth of ASEAN nations. The objective of the meeting is to foster better mutual understanding through art. The meeting will take place in Bangkok in January, 1983. There will be 5 young people (aged 16 – 25) from each ASEAN nation.
Pishnu fully supports the plan, noting that there are frequent art activities in Thailand for children and for adults, but the young adults tend to be overlooked.
Applications for youth wishing to be considered for participation in this meeting can be obtained at the Bhirasri Gallery, the National Gallery, the Silpakorn University Gallery, the Office of the Rector of Poh Chang, at all teacher’s colleges and at the German Cultural Institute and the Alliance Francaise. Examples of work submitted for consideration by the selection committee should go to the Faculty of Fine Art, Chulalongkorn University, during the first week in December.
Pishnu also discusses the on-going ASEAN initiative, dating back to 1978, to honor top ASEAN artists in the fields of theatre, music, visual arts and film. It has been decided this year that 4 prizes will be awarded, i.e. 2 in theatre (writers and choreographers) and 2 in visual arts (painting and sculpture). Although Pishnu supports the move to honor artists, he suggests that the plan to award only one prize in each of the special areas named tends to distort the aims of the project.


พิษณุ ศุภ. “บนเส้นทางอันยาวนานของดำรงค์ วงศ์อุปราช.” ปี 29 ฉบับ 20 (7 พย 2525) 32 – 33.
เป็นการเสนอเรื่องราวการดำเนินชีวิตบนทางศิลปะของคุณดำรงค์ วงศ์อุปราช คุณพิษณุให้ข้อมูลเกี่ยวกับศิลปินในเรื่องประวัติการศึกษาศิลปะอย่างจริงจังของตัวศิลปิน ซึ่งเดิมเป็นชาวเชียงราย เข้ามาศึกษาศิลปะที่กรุงเทพ เคยได้รับรางวัลเหรียญเงิน จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 7 ปี พ.ศ. 2499 ขณะที่อายุเพียง 20 ปี ในภาพเขียนชุด “โรงไฟฟ้าวัดเลียบ” หลังจากนั้ก็มีงานอย่างต่อเนื่องและได้รับรางวัลจากการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติอีก ต่อมาได้มีโอกาสไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษและสั่งสมประสบการณ์การดูงานศิลปะที่ประเทศแถบยุโรป คุณดำรงค์ เคยผ่านการทดลองหลายครั้งทำงานศิลปะในหลายแนวทางไม่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือต่อมาในระยะหลังทำแบบประสานของเก่าและของใหม่เข้าด้วยกัน ต่อมาภายหลังเราได้เห็นงานของคุณดำรง ด้วยวิธีการงานชุดญี่ปุ่น ตลอดชีวิตการทำงานคุณดำรงค์มีความมั่นคงในแนวคิดว่าเขาคือจิตรกร และเคยกล่าวว่าศิลปะก็เหมือนศาสนา สิ่งที่สำคัญคือการที่ศิลปินทั้งบันทึกการเดินทางของเขาผ่านงานศิลปะ

Pishnu Supanimtr. “On the Long Road of Damrong Wonguparat.” Year 29, Vol. 20 (7 November 1982) : 32 – 33.
Pishnu recalls the last column he wrote focusing on this artist. It was about 5 years ago, when Damrong returned from a study tour in Japan. Too many Thai artists drop out of sight just as their careers begin to blossom because they have no patrons, no support. In and out of the spotlight, Damrong continues to adapt himself and to grow. He was famous as a student at the Faculty of Painting, Silpakorn University, years ago, when he won medals at the 10th and 11th National Art Exhibitions. His work has moved from rather concrete visions of traditional Thai life to very abstract images and back again to the semi abstract. He has struggled to find his way as an artist all his life, but whenever his inspiration was low, he found a way to rekindle it and move forward. Damrong, now in his mid-forties, is an exception to the rule. He is exemplary in that he never gives up


พิษณุ ศุภ. “ศิลปะของอาเซียน 2 เศร้าตอน1.” ปี 29 ฉบับ 21 (14 พฤศจิกายน 2525) : 34 – 35.
เรื่องเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของวงการศิลปะของกลุ่มอาเซียน เคยเสนอบทความเรื่องนี้ไปแล้วบางส่วนคือเรื่องของการพิจารณา เสนอ “ศิลปะยอดเยี่ยมของอาเซียน” จำนวน 1 คน โดยคัดจากศิลปิน 5 ประเทศ ประเทศละ 1 คน ซึ่งคุณพิษณุคิดว่าการพิจารณารางวัลแบบนี้อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง จึงเสนอว่าน่าที่จะได้เลือกศิลปินยอดเยี่ยมของอาเซียนในสาขาทัศนศิลป์โดยเสนอรายชื่อศิลปินแต่ประเทศประเทศละ 3 คน มาพิจารณาเลือกเฟ้นให้เหลือ 1 คน และได้ศิลปินยอดเยี่ยมของแต่ละประเทศตระเวนแสดงในประเทศต่าง ๆ ทั้ง 5 คน เรื่องที่ 3 คือ โครงการนิทรรศการจิตรกรรมและภาพถ่ายทอดของอาเซียนทั่วประเทศมาเลเซียรับเป็นเจ้าภาพ
เรื่องสุดท้ายคือ “การชุมนุมประติมากรอาเซียน” เป็นโครงการที่นำเอาประติมากรของอาเซียนประเทศละ 1 คนมาทำงานรวมกันช่วยกันสร้างงานประติมากรรม 1 ชิ้น แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะแทนที่ประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพโครงการนี้ตรงกับช่วงที่มหาวิทยาลัยกำลังมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร เรื่อง Sculpture Symprosium จึงถูกเพิกเฉยเป็นที่น่าเสียดายสำหรับวงการที่คุณพิษณุมองว่าเป็นการปฏิเสธความก้าวหน้าของประติมากรรมไทย

Pishnu Supanimtr.. “ Art of ASEAN 2.” Year 29, Vol. 21, (14 November 1982) : 34 – 35.
After turning to the retrospective exhibition by Damrong Wong-Uparat, Pishnu returns to the art activities of ASEAN 2.
First, he has already discussed the category of paintings by 16 – 25 year olds. Entries should be submitted to the committee at Chulalongkorn University’s Faculty of Fine Art.
Second, Pishnu considers the ‘Great Art(ist) of ASEAN’ selection, which will consider nominees from among the best known artists of each of the ASEAN member states. Pishnu expresses doubts and reservations about the framework of this particular activity.
Third, Pishnu mentions the “Landscape in Contemporary Art Forms,” an exhibition of paintings to be hosted in Malaysia at the turn of the year. The Thai committee has invited 25 Thai artists to submit work to consider for selection to send to the Malaysian show.
Finally, the outgoing administration of Silpakorn Univeristy has declined an invitation from ASEAN of a budget which would allow the Faculty of Painting, Sculpture and Graphic Art to host the ASEAN Sculpture Symposium. The chopping of this opportunity provokes a steaming complaint from Pishnu.


Pishnu Supanimtr.. “The ASEAN Sculpture Symposium - One More Time.” Year 29, Vol. 22 (21 November 1982 ) : 32 – 33.
Pishnu hastens to explain to his readers that his complaints in last week’s article were not aimed at the new rector of Silpakorn University. Pishnu is well aware of his own record as a critic of both the university and of the Fine Arts Department. Though he is a government official, Pishnu is also a columnist and an art critic, and he plays both roles whole-heartedly. He chides the university for its past record of refusing to allow his column to be displayed within the university, and for putting pressure on people in the university not to read it as well! Pishnu describes the splendid opportunity offered to the Faculty of Painting, Sculpture and Graphic Art, by way of Silpakorn University, to host the ASEAN Sculptural Symposium, fully budgeted from ASEAN with 3 million baht. Why the University turned down such a splendid opportunity is virtually incomprehensible. A good administrator would at least have discussed the matter with other responsible parties in the university first before making such a decision.

Pishnu Supanimtr. “Letter From Chicago.” Year 29, Vol.23 (28 November 1982) : 31 - 32
The letter from a Thai fan in the US touches on a number of topics, giving Pishnu an opportunity to open a discussion on some serious issues regarding art education and
the role of art in the life and culture of Thai people.
Pishnu wonders what kind of art will be close to Thai people as, in the course of economic and social evolution, their traditional culture passes away.
Other questions include how sensitive Thai people are to the arts, what role modern or high art is to play in their lives, and why and how they could support it.
Finally, the content of modern high art is an issue. According to Pishnu, the content has nothing to do with nationality, but is international in spirit. An unspoken question then follows as to what kind of arts are going to give voice to Thai culture in the modern age.

Pishnu Supanimtr.. “Culture in Danger.” Year 29, Vol. 24 (5 December 1982) : 30 – 32.
The show at the British Council, ‘The State of Thai Society,’ by three young artists, Montien Boonma, Pichit Tangcharoen and Wichoke Mukdamanee, elicits some expression of concern from Pishnu about the robustness of Thai culture in modern times. Change comes at an overwhelming pace, along with waves of influence from abroad. Pishnu congratulates these three artists for their joint topic concerning conditions in contemporary Thailand. With some brief remarks and qualified praise for the works of Pichit and Wichoke, Pishnu goes on to describe and enthusiastically praise the works of Montien. It is very gratifying that these artists create works about social problems. There are many such issues which deserve the attention of artists, urges Pishnu. The people want to see how artists view things.

No comments: