Saturday, April 7, 2007

Art Criticism - Siamrath Weekly 1977 -Pishnu Supanimitr

2520 /1977

พิษณุ ศุภ. ความกระชุ่มกระชวยของศิลปะในวันนี้ ปีที่ 24 เล่ม 11 (11 ก.ย. 2520) หน้า 32-34
คุณพิษณุให้ทัศนะต่อความเคลื่อนไหวในแวดวงศิลปะไทยในวันนี้ว่า ค่อนไปทางข้างที่จะขยายตัวอย่างเชื่องช้า ดูได้จากผลงานของศิลปิน คณะจิตรกรรมที่แสดงในหอศิลป์พีระศรี ครั้งที่ 3 และจากนิทรรศการผลงานของคณาจารย์ที่จัดขึ้นครั้งแรกของศิลปากร จากงานแสดงภาพในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดย ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล ชิดลมจัดขึ้น โดยเฉพาะงานการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติประจำปี และงานประกวดภาพเขียนบัวหลวงครั้งที่ 3 ของธนาคารกรุงเทพฯหลังการคืนกลับมาของนายธนาคารนามบุญชู โรจนเสถียร ซึ่งทั้งสองงานหลังนี้นับเป็นงานประกวดภาพเขียนที่สำคัญในวงการภาพเขียนในวันนี้


Pishnu Sup. “The Vitality of the Art World Today.” Year 24, Vol. 11
( 11 September 1977) : 32-34.
Although Pishnu complains that the art world is slow to change, he is optimistic about its ability to grow. It is like the country’s own inherent conservatism which shows vitality and the ability to change. To illustrate, he mentions the 3rd annual exhibition at Bhirasi Gallery (winners from the Faculty of Painting, Silpakorn), the 1st annual exhibition by the members of the Faculty of Painting, Silpakorn University, and an exhibition sponsored and hosted by Central Chidlom Department Store in honor of the Queen’s Birthday, the upcoming National Art Exhibition, and, with the “comeback” of the banker, Khun Boonchu Rojanasthien, the Bua Luang art competition sponsored by Bangkok Bank.


พิษณุ ศุภ. บนถนนของศิลปิน - ประพันธ์ ศรีสุตา ปี 24 เล่ม 12 (18 ก.ย. 2520) 32-33
ผู้เขียนเล่าถึงชีวิตขอลศิลปินและนักแกะภาพพิมพ์ไม้ผู้มีชื่อเสียงที่เทียบได้ไม่แพ้คุณถวัลย์ ดัชนี ซึ่งต้องพบกับปัญหาด้านการเงิน ขายผลงานไม่ได้เลยในการจัดแสดงผลงานครั้งล่าสุดของเขา ทั้งๆที่ในความเห็นของผู้เขียน คุณประพันธ์ มีผลงานภาพพิมพ์ชั้นยอดโดยเฉพาะในช่วงปี 1967 ผู้เขียนเข้าชมการแสดงผลงานครั้งล่าสุดของคุณประพันธ์ ศรีสุตา สะดุดใจกับภาพชุดลายเส้นจากปากกาลูกลื่นของท่านระพินทร์ นารถฐากูร คุรุเทพแห่งอินเดียและก็ได้ทราบว่าคุณประพันธ์ได้รับทุนไปดูงานจากรัฐบาลอินเดีย จึงเป็นที่มาของภาพชุดดังกล่าว ผู้เขียนเสียดายที่ศิลปินอาชีพชั้นยอดเช่นคุณประพันธ์ก็ยังขาดแรงสนับสนุนจากคนไทยด้วยกันเอง


Pishnu Supanimitr. “On the Artist’s Road – Prapan Srisuta.” Year 24, Vol.12 (18 September 1977) : 32 -33.
Pishnu outlines the background, suggests the financial problems, and describes the work of a Silpakorn alumnus, the well-known artist and printmaker, Prapan Srisuta, as famous, in his own way, as Tawan Dachanee. Prapan sold no works at his recent exhibition at the German Cultural Institute. Pishnu rates Prapan’s most interesting work as the early black and white woodcuts around 1967, noting that his early subjects were images of the life of country people. Pishnu mentions Prapan’s recent and interesting series of pen and ink drawings of the Indian poet and Nobel laureate, Rapintanarod Tagore, which reflect a generous scholarship granted by the Indian government. Pishnu laments the lack of local support for artists like Prapan.

พิษณุ ศุภ. ใครจะลืมอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ปี 24 เล่ม 13 (25 ก.ย. 2520) 32-34
ผู้เขียนได้กล่าวยกย่องผลงานของท่านอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งและวางรากฐานหลักสูตรการศึกษาศิลปะ จนเกิดเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากรขึ้น นามเดิมของท่านศิลป์ พีระศรี คือ Corrado Feroci ท่านเกิดวันที่ 15 ก.ย. ซึ่งในยามที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ทั้งลูกศิษย์และอาจารย์เคยฉลองวันเกิดให้ท่านเสมอ จนถือเป็นวันสำคัญสืบมาของชาวคณะจิตรกรรม ในศิลปากร ผู้เขียนเอ่ยถึงผลงานของอาจารย์ศิลป์ พีระศรีที่มีทั้งประติมากรรม และอนุสาวรีย์ต่างๆ และส่งท้ายโดยการประกาศขอทุนจากผู้มีจิตรศรัทธาในวงการ ให้ช่วยซ่อมแซมอาคาร กขคงจฉ เดิมของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ให้ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นเกียรติและรำลึกถึง ท่านผู้ได้อุทิศตนแก้วงการศิลปะไทยผู้นี้

Pishnu Supanimitr “Who Can Forget Prof. Silpa Bhirasri?” Year 24, Vol.13 (25 September 1977) : 32 – 34
Pishnu pays affectionate homage to the late founder of Silpakorn University, Corrado Feroci*. Sept 15, Silpa Bhirasri Day, was actually the great man’s birthday, which Feroci’s students used to celebrate each year with their teacher. The day remains sacred to the students and teachers of the Faculty of Painting at Silpakorn. Pishnu recalls the accomplishments of Silpa Bhirasri in the field of higher art education in Thailand and calls upon the art world and its patrons to support the renovation, as a museum, of Silpa Bhirasri’s old office* to serve as a memorial to this respected pioneer in Thailand’s artworld. (*pictured)


พิษณุ ศุภ. เมื่อนิสิตนักศึกษาวิจารณ์ศิลปะ เขาสร้างหรือทำลายปี 24 เล่ม 14 (2 ต.ค. 2520) 32-34
ผู้เขียนในฐานะที่เป็นศิลปินอาชีพผู้มีประสบการณ์ ในฐานะนักวิจารณ์ และอาจารย์(ศาสตราจารย์?) ผู้สอนในมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ตำหนิการนำเสนอทรรศนะต่อต้านรุนแรงด้วยใจคับแคบ ต่อ “ศิลปกรรม 20” ที่จัดโดยห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล ชิดลม ที่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงพิมพ์เป็นบทความในวารสารรายเดือนของนิสิตนักศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เขียนอธิบายถึงการที่ควรมีใจเปิดกว้าง และในการแสวงหาความรู้ ควรที่จะรู้จักการตั้งคำถามและพิเคราะห์งานศิลป์โดยให้ความเป็นธรรมกับศิลปิน มิใช่เอาแต่ยึดถือแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งมาตัดสินและปฏิเสธงานศิลปะไปเสียหมด



Pishnu Supanimitr. “When University Students Critique Art – Do They Build it Up or Tear it Down?” Year 24, Vol.14 (2 October 1977) : 32 – 34.
Urging humility and an open mind, Pishnu, an experienced professional artist, critic and professor from Silpakorn University, reasons with and scolds youthful critics from Chulalongkorn University’s Faculty of Mass Communications for the very negative article in their monthly magazine attacking the “Silapakorn 20” exhibition sponsored and hosted by Central Chidlom Department Store.


พิษณุ ศุภ. หอศิลปะ เป้าแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ ปี 24 เล่ม 15 (9 ต.ค. 1977) 32-33
คุณพิษณุ ศุภ กล่าวถึงความคึกคักของวงการศิลปะที่มีกิจกรรมมากมายที่สถาบันวัฒนธรรมเยอรมัน ที่งานศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 24 และงานประกวดศิลปกรรมบัวหลวงของธนาคารกรุงเทพฯ แต่งานกขคง ก็คืองานเปิดตัวหอศิลป์พีระศรีเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา คุณพิษณุวิพากษ์วิจารณ์ ถึงกระบวนการทำงานของหอศิลป์ เน้นแม้ข้าราชการระดับผู้น้อย จะพยายามทำดีสักเท่าใด ก็ไม่ค่อยมีผู้เห็น และได้หยิบยกประสบการณ์ของตนเอง ที่ต้องลำบากใจอย่างไรในการพยายามเอาใจศิลปินให้ยอมเอางานมาร่วมแสดงด้วย อย่างไรก็ตามในฐานะของผู้วิจารณ์ด้วย คุณพิษณุยังคงยืนยันที่จะพูดถึงข้อด้อยและข้อดีของกขคงจฉ ต่างๆอันเป็นกิจกรรมของหอศิลป์พีระศรีและหอศิลป์แห่งชาติต่อไปด้วยเชื่อมั่นว่าการวิพากษ์ดังกล่าวจะนำมาทั้งการปรับปรุงงานให้ดียิ่งๆขึ้น

Pishnu Supanimitr “Art Galleries : Targets of Criticism.” Year 24, Vol. 15 (9 October 1977) : 32 – 33.
Pishnu is optimistic about of the local art scene, citing the exhibitions at the German Cultural Institute and the Bhirasri Gallery last month, the upcoming 24th National Art Exhibition, and the Bangkok Bank sponsored Bua Luang competition next month. He notes that a local newspaper said that more art critics are needed. Emphasizing the unselfishness of most of the low-ranking civil servants who actually set up the National Exhibition, Pishnu agrees that no one seems to appreciate how hard they work. Speaking from his own experience, he describes the difficulties and frustrations of trying to please the artists who participate in these exhibitions. Nonetheless, as an art critic, Pishnu says he will point out any faults he finds in exhibitions like those at the Bhirasri Gallery or at the National Gallery, because he believes that criticism leads to improvement.





พิษณุ ศุภ. 28 ปีของงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ปี 24 เล่ม 16 (16 ต.ค. 2520) 32-34
แม้ว่าจะขาดแคลนงบประมาณและการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่คุณพิษณุก็ได้กล่าวถึง การที่บรรพบุรุษไทยได้วางรากฐานศิลปแห่งชาติของเราไว้อย่างดี ด้วยว่าศิลปะนั้นสะท้อนความเป็นไทย คุณพิษณุได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของศิลปกรรม ที่อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้เพียรพยายามแสวงหาการสนับสนุนอย่างหนัก โดยเชิญผู้นำทางการเมืองคนสำคัญคือ จอมพล ป. พิบูลสงครามมาเปิดงานเป็นหลายครั้งเพื่อให้รัฐบาลเห็นความสำคัญ ภาพที่แสดงงานศิลปกรรมครั้งที่ 1 แสดงกขคง อาคารไม้ที่เป็นห้องเรียนของนักศึกษาเอง ผลงานในงานต่างๆเป็นของศิลปินที่มีชื่อเสียงทั้งสิ้น คุณพิษณุกล่าวถึงการที่งานแสดงศิลปกรรมต้องย้ายไปจัดยังที่ต่างๆให้ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณการจัดสถานที่โดยเปล่าประโยชน์และทั้งบางที่ก็ยังเบียดบังเอาเงินสถานที่มาเป็นรางวัลให้กับผู้ชนะการประกวดไปด้วย


Pishnu Supanimitr. “28 Years of the National Art Exhibition.” Year 24, Vol.16 (16 October 1977) : 32 – 34.
Although low budgets and lack of government support are depressing, Pishnu calls upon the spirits of Thai ancestors to support the National Art Exhibition because it represents the nation. The exhibition has a long history. Prof. Silpa Bhirasri worked hard to find support for his protégés. For example, he invited Field Marshall Plaeck Piboonsongkram to open the National Exhibition. The article includes a poignant photo from the 1st National Art Exhibition which was set up in a wooden building where the art students usually had their classes. Many of the works in the photo were made by artists who became recognized masters, i.e. Khien Yimsiri, Sawaeng Songmangme, Sittidet Saenghiran, Tawi Nantakwang and Chalood Nimsamur. Prize money remains limited and many good artists go unrewarded. He complains about the wastefulness of shifting the National Art Exhibition year after year from one new site to another. At which wat shall we set up next year? he concludes, bitterly.

พิษณุ ศุภ. งานศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 24 ปรีชา ……ทอง ศิลปินเหรียญทองปีนี้ ปีที่ 24 เล่ม 17 (23 ต.ค. 2520) 32-34
คุณพิษณุกล่าวถึงเกณฑ์และรางวัลประเภทต่างๆของงานประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ และได้แจ้งนามศิลปินผู้ได้รับรางวัลเหล่านั้น ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นก็เป็น คุณพิษณุเองที่ได้รับรางวัลเหรียญทองประเภทภาพพิมพ์ด้วย และคุณพิษณุได้กล่าวถึงผู้ได้รับรางวัลเหรียญทองประเภทจิตรกรรม คือคุณปรีชา ……ทอง ผู้ซึ่ง มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เคยกล่าวถึงไว้ใน คอลัม “ข้าวปลายนา” ของท่านว่า “ภาพจิตรกรรมของ อ.ปรีชานี้ ใครเห็นก็จะต้องรู้ทันทีว่าเป็นภาพไทย มิใช่ภาพไทยธรรมดาสามัญ แต่พอเห็นแล้วจะต้องพิศมัยจิตรกรรมของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตดิวงศ์อีกด้วย แต่รูปแบบก็ดี การให้สีให้แสงก็ดี ตลอดจนการเจาะรายละเอียดลงไปที่ตรงไหน ซึ่งทำให้เกิดน้ำหนักและความเด่นนั้น เป็นของอาจารย์ปรีชาทั้งสิ้น อ.ปรีชา เถาทอง ได้รับทุนจากรัฐบาลอิตาลีไปดูงานเป็นเวลา 8 เดือน ผลงานชนะเลิศในงานแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยในโอกาสครบรอบ 3 ปีของหอศิลป์พีระศรี ก่อนออกเดินทางได้มีโอกาสพูดคุยให้ทัศนะ คุณพิษณุถึงผลงานของตนเอง อ.ปรีชากล่าวว่า ท่านเชื่อมั่นในเรื่องของเหตุและผล เช่นในกฎต่างๆของธรรมชาติที่อยู่ในผลงานของท่าน และการทำงานของท่านตั้งแต่ต้นมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ท่านได้เปลี่ยนแปลงโดยเน้นลักษณะของความเป็นไทยมากขึ้น (ภาพในบทความ เป็นภาพของคุณอิทธิพล ตั้ง…. รางวัลเหรียญทองแดง งานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 24)

Pishnu Supanimitr. “ 24th National Art Exhibition: Preecha Taothong: Gold Medal Winner This Year.” Year 24, Vol.17, (23 October 1977) : 32 – 34.
Pisanu explains the categories and prizes of the National Art Exhibition to his readers and gives the names of the various winners, one of whom is Pishnu himself, who won a gold medal for his graphic art. Pishnu quotes M.R. Kukrit Pramote in his column, Kao Klai Na, about Preecha’s work, “ When you see it, you know it’s Thai, but not ordinary Thai. Rather, it reminds one of the work of Prince Narisaranuwatiwong, though the color, light [and other elements] are completely his own. Preecha Taothong, preparing to leave for an 8 month holiday in Italy, the prize from the Italian government for his top honors in the recent Contemporary Art exhibition at the Silpa Bhirasri Gallery, gave Pishnu an interview.” On his own work, Preecha explained, “ I believe in cause and effect, as in the laws of nature…My work from the beginning until today has become increasingly Thai in character.” (The photo illustrating this article is Ittipol Tangchalok’s painting, which won the bronze medal from the 24th National Art Exhibition.)
Prize winners listed from this exhibition
First Prize/ Painting (Gold Medal): Preecha Taothong; First Prize/ Sculpture (Gold Medal): No prize awarded for the 8th consecutive year; First Prize/ Graphic Art (Gold Medal): Pisanu Supanimitr.
Second Prize/ Painting (Silver Medal): Pong Sengking; Second Prize/ Sculpture (Silver Medal): Wichai Sittirat; Second Prize/ Graphic Art (Silver Medal): Ittipol Tangchalok, Decha Worachun, Kamol Suwutho, Sriwan Janhattakarnkij.
Third Prize/ Painting (Bronze Medal): Ittipol Tangchalok, Kietisak Chanontarod, Sompong Adulysarapan, Rung Tirapichit, Mongkol Puapansawasdi, Pisanu Supanimitr; Third Prize/ Sculpture (Bronze Medal): Nontiwat Chantanapalin; Third Prize/Graphic Art (Bronze Medal): Pichai Kankulsoontorn.


­­ พิษณุ ศุภ. งานศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 24 อีกครั้ง ปีที่ 24 เล่ม 19 (6 พ.ย. 2520) 32-34
คุณพิษณุได้ยก 9 ชิ้นงานศิลปะ จากงานศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 24 ของศิลปินต่างๆมาพิจารณา โดยให้ความเห็นอย่างกว้างๆ ตัวอย่างของผลงานบางส่วนในกลุ่ม เช่น ผลงานของคุณ เดชา วราชุน งานของคุณกัญญา อมรวิทวัส และงานของคุณอิทธิพร ตั้งโฉลก เป็นต้น (ภาพของคุณอิทธิพรแสดงไว้ในบทความคอลัมภ์นี้เมื่อ 23 ต.ค.) โดยผู้เขียนได้กล่าวถึงทัศนะจากการพิจารณาผลงานทั้งภาพพิมพ์และภาพเขียนของคุณอิทธิพร ตั้งโฉลกว่า มีความ…………คือ “ในงานจิตรกรรมมีลักษณะที่คล้ายภาพพิมพ์ และในงานภาพพิมพ์ ก็มีสีสันบรรยากาศที่เป็นจิตรกรรม” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เขียนชอบในงานของคุณอิทธิพรมาก


Pishnu Supanimitr. "The 24th National Art Exhibition – Again." Year 24, Vol 19, (6 November 1977) : 32 – 34.
This week, Pishnu brings 9 pictures of works from the 24th National Art Exhibition to show and discuss in his column, as he says, ‘from his own viewpoint but not a thorough critique.’ There are brief descriptions and commentary on works by 9 artists, including, Kietisak Chanonarod, Sompong Adulyasarapan, Mongkol Puapansawasdi, Narongsak Tadansawasdi, Decha Worachun*, Kanya Amornwitwas*, and Ittipol Tangchalok*. Pishnu notes that, having studied both graphic art and painting, Ittipol’s work has mixed characteristics. That is, his prints look like paintings and his paintings look like prints. ‘Can’t be helped,’ says Pishnu, ‘ I prefer his prints…because I like a romantic atmosphere.’ (*work pictured)
Also named in the article are Pichai Kankulsoontorn, Wichai Sittirat, Roong Tirapichit, Pong Sengking, Prateuang Emcharoen, Wirote Jiemjirawat, Kamol Suwutho, Thepsak Tongropakul, Laksmi Tangchalok, Tuan Tirapichit and Siriwan Janhattakarnkij.


พิษณุ ศุภ. งานศิลปกรรม “บัวหลวง” กับธนาคารกรุงเทพ ปีที่ 24 เล่ม 20 (13 พ.ย. 20) 32-33
คุณพิษณุกล่าวถึงความเป็นมาของผู้มีอุปการะคุณต่อวงการศิลปะไทย ซึ่งสำคัญอย่างยิ่ง บทบาทของขุนนางและพระราชวงศ์ ซึ่งได้เคยอุปถัมภ์ค้ำชูศิลปะไทย แต่ก็ลดบทบาทลงเนื่องจากเศรษฐกิจและการเมืองเปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลซึ่งไม่สามารถสานต่อกับชนชั้นสูง ก็มาจากกลุ่มชนชั้นกลางที่ไม่คันเคยกับระบบอุปถัมภ์ แต่ผู้เขียนเชื่อว่า ภาครัฐนั้นไม่น่าจะเป็นผู้สนับสนุนศิลปะมากเท่ากับภาคเอกชนต่อไปได้ ทั้งยังบอกวิธีการต่างๆที่คนทั่วไปจะสามารถสนับสนุนศิลปะได้ ผู้เขียนยกย่องธนาคารกรุงเทพฯที่มีวิสัยทัศน์ และความใส่ใจในการสนับสนุนทางการเงินจัดประกวดภาพเขียน “ศิลปกรรมบัวหลวง” ขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ลงท้ายผู้เขียนกล่าวถึงการที่ธนาคารกรุงเทพฯ จะอุทิศพื้นที่ชั้นหนึ่งของอาคารทำการใหม่ที่กำลังจะสร้างขึ้นให้ใกล้โรงภาพยนต์เฉลิมไทย

­­ Pishnu Supanimitr. “The Bua Luang Art Exhibition and Bangkok Bank.” Year 24, Vol. 20, (13 November, 1977) : 32 – 33
In anticipation of the upcoming Bua Luang exhibition, Pishnu takes the opportunity to praise Bangkok Bank for their patronage of the arts, and to discuss the history and importance of patronage of the fine arts in Thailand generally. He describes the role of monarchy and the nobility, and the loss of support for artists due to political and economic change. The new governments, which lack the continuity of the royal houses, are made up of middle class people without a tradition of patronage. According to Pishnu, support for the arts will not come from the government. It must come from the private sector. He lists many ways in which ordinary people can support the fine arts. Pishnu congratulates Bangkok Bank for their vision and sensitivity, and for sponsoring the Bua Luang exhibition. He looks forward eagerly to the gallery which Bangkok Bank plans to open on one floor of their new headquarters, opposite the Chalermthai Theater.

เรือนแก้ว.“ แนวทางความร่วมมือระหว่าง “กรมศิลปากร” และ “เอกชน” ปี 24 ฉ 21 (20 พย 20)
ผู้เขียนได้แนะนำกรมศิลปากร ซึ่งมี นายเดโช สวนานนท์ เป็นอธิบดีบริหารอยู่ ในเรื่องของการหางบประมาณเพิ่อเติมจากองค์กรเอกชนในการนำมาดูแลงานอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม (1.งานโบราณคดี 2. งานนาฏศิลป์ 3. งานวรรณกรรม) เช่นแหล่งเงินทุนจากธนาคารต่างๆ อย่างธนาคารกรุงเทพ เป็นต้น แหล่งเงินทุนเหล่านี้พร้อมที่จะให้การสนับสนุน ติดขัดแต่เพียงไม่พอใจในระบบการทำงานที่ล้าหลังและขาดความรับผิดชอบของกรมศิลปากร ผู้เขียนจึงแนะนำให้เร่งปรับปรุงและสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรเอกชนเหล่านี้เพื่อประเทศชาติเลย


Rern Kaew. “Cooperation Between Fine Arts Department and the Private Sector.” Year 24, Vol.21 (20 November 1977) : 30 -31.
The Fine Arts Department is charged with responsibility for safeguarding archaeological sites and relics, performing arts and literature throughout Thailand. The department struggles hard with such vast responsibilities and very modest budgets from governments more concerned with economic development than with the nation’s heritage of art and culture. The author emphasizes the importance of seeking funding from the private sector. Unfortunately, the department has been unable to inspire the nation’s bankers to invest in supporting the arts. Business people complain of the archaic administrative style of the department. The business sector could invest millions in art and culture, but they don’t really understand the importance of art and the Fine Arts Department lacks credibility in their eyes. The writer urges an updating of management practices to win much needed support from private sources.


พิษณุ ศุภ. 27 พฤศจิกายน 20 .ศิลปกรรมบัวหลวงกับ คุณเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
จากการประกวดในการแสดงศิลปกรรมบัวหลวงของธนาคารกรุงเทพฯ ซึ่งมีการแบ่งประเภทของงานที่เข้าประกวดออกเป็นสองประเภทคือ ประเภทภาพเขียนไทยร่วมสมัย ผู้ได้รับรางวัลที่ 1 คือ คุณอิทธิพล ตั้งโฉลก และอีกประเภทหนึ่งคือ ภาพเขียนไทยประเพณีได้แก่ คุณเฉลิมขัย โฆษิตพิพัฒน์ คุณพิษณุจึงต้องการสัมภาษณ์ศิลปินผู้ได้รับรางวัลทั้งสองท่าน แค่คุณอิทธิพล ตั้งโฉลก ได้ปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าตนไม่ใช่ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ บทความนี้จึงเป็นการสัมภาษณ์คุณเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ซึ่งได้เล่าถึงจุดเริ่มความสนใจในศิลปะของตนเองตั้งแต่ในวัยเด็ก โดยเริ่มจากการเขียนรูปโปสเตอร์หน้าโรงภาพยนตร์ ต่อมาได้ออกจากจังหวัดเชียงรายบ้านเกิดขึ้นมาศึกษาศิลปะที่เพาะช่างในกรุงเทพ และมีโอกาสเรียนศิลปะที่มหาวิทยาลัยศิลปากร จุดที่ทำให้คุณเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์สนใจศิลปะไทยคือ สมัยเรียนที่เพาะช่างได้มีโอกาสไปดูเพื่อนซ่อมภาพเขียนที่วัดพระแก้ว มีความรู้สึกทึ่งมาก เมื่อเรียนที่ศิลปากรมีโอกาสได้เรียนศิลปะไทยจึงทำให้เกิดความสนใจ และคุณเฉลิมชัยกล่าวถึงแนวคิดในการทำงานว่าเป็นการเสนอปัญหาสังคม เปรียบเทียบระหว่างคนจนกับคนรวย ในผลงานที่ได้รางวัลคือการแสดงภาพชีวิตของคนไทยในปัจจุบันนี้โดยใช้เทคนิคแบบเก่าคือสีฝุ่น

Pishnu Sup. “The Bua Luang Art Exhibition – Khun Chalermchai Kositpipat.” Year 24, Vol.22, (27 November 1977)
In the wake of the Bua Luang Exhibition, Pishnu follows his regular practice of interviewing the winning artists. In the first category, Contemporary Thai Painting, Ittipol Tankchalok took 1st prize. However, Ittipol [pictured] declined to be interviewed, stating that he was neither famous or distinguished enough, a reason which Pishnu recalls with surprise, since Ittipol had won 2 golds, 1 silver, and 3 bronzes at the National Exhibition already. Pishnu therefore interviews the winner in the second category, Traditional Thai Painting, Chalermchai Kositpipat [pictured], a 3rd year student at the Faculty of Painting, Silpakorn University, and a ‘dark horse’ winner. The young Chalermchai describes how he first became interested in making pictures (‘a way of attracting girls’); how he earned money as a high school student painting posters for movies; how he was inspired by the landscapes of Jor. Pumintr; how he studied at Poh Chang college and wants his pictures to reflect modern life. Finally, Chalermchai confides that he must now find a way to pay his debt to the guardian spirit which answered his prayer that he might win a prize at the exhibition.

พิษณุ ศุภ. คำตัดสินผลงานศิลปข้อวิพากษ์ที่ไม่จบสิ้น ปี 24 ฉบับ 23 (4 ธ.ค. 2520)
ผู้เขียนได้กล่าวถึงการตัดสินรางวัลภาพยนต์ไทยครั้งที่ 11 ที่ได้มีผู้วิจารณ์ถึงความไม่ยุติธรรมของกรรมการที่ตัดสินอันได้แก่ คุณหญิงจินตนา ยุศสุนทร ซึ่งทั้งฝ่ายที่พอใจและฝ่ายที่ไม่พอใจ ผู้เขียนได้แสดงความคิดเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ครังหนึ่งในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 15 ปี 2507 ที่อาจารย์ศิลป์ ยังมีชีวิตอยู่และเป็นกรรมการก็เคยโดนประท้วงโดยศิลปินที่ไม่ได้รับรางวัล ซึ่งปีนั้น คุณประพัฒน์ โยธาประเสริฐ ได้รับเหรียญทอง ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าคนไทยยังไม่ใจกว้างพอที่จะยอมรับการตัดสินและไม่ควรทำงานเพื่อมุ่งหวังแต่รางวัล เพราะผลงานที่ไม่ได้รับรางวัลนั้นไม่ได้หมายถึงผลงานที่ไม่ดีเสมอไป

พิษณุ ศุภ. คำตัดสินผลงานศิลปข้อวิพากษ์ที่ไม่จบสิ้น ปี 24 ฉบับ 23 (4 ธ.ค. 2520)
ผู้เขียนได้กล่าวถึงการตัดสินรางวัลภาพยนต์ไทยครั้งที่ 11 ที่ได้มีผู้วิจารณ์ถึงความไม่ยุติธรรมของกรรมการที่ตัดสินอันได้แก่ คุณหญิงจินตนา ยุศสุนทร ซึ่งทั้งฝ่ายที่พอใจและฝ่ายที่ไม่พอใจ ผู้เขียนได้แสดงความคิดเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ครังหนึ่งในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 15 ปี 2507 ที่อาจารย์ศิลป์ ยังมีชีวิตอยู่และเป็นกรรมการก็เคยโดนประท้วงโดยศิลปินที่ไม่ได้รับรางวัล ซึ่งปีนั้น คุณประพัฒน์ โยธาประเสริฐ ได้รับเหรียญทอง ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าคนไทยยังไม่ใจกว้างพอที่จะยอมรับการตัดสินและไม่ควรทำงานเพื่อมุ่งหวังแต่รางวัล เพราะผลงานที่ไม่ได้รับรางวัลนั้นไม่ได้หมายถึงผลงานที่ไม่ดีเสมอไป ผู้เขียนได้กล่าวถึงการตัดสินรางวัลภาพยนต์ไทยครั้งที่ 11 ที่ได้มีผู้วิจารณ์ถึงความไม่ยุติธรรมของกรรมการที่ตัดสินอันได้แก่ คุณหญิงจินตนา ยุศสุนทร ซึ่งทั้งฝ่ายที่พอใจและฝ่ายที่ไม่พอใจ ผู้เขียนได้แสดงความคิดเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ครังหนึ่งในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 15 ปี 2507 ที่อาจารย์ศิลป์ ยังมีชีวิตอยู่และเป็นกรรมการก็เคยโดนประท้วงโดยศิลปินที่ไม่ได้รับรางวัล ซึ่งปีนั้น คุณประพัฒน์ โยธาประเสริฐ ได้รับเหรียญทอง ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าคนไทยยังไม่ใจกว้างพอที่จะยอมรับการตัดสินและไม่ควรทำงานเพื่อมุ่งหวังแต่รางวัล เพราะผลงานที่ไม่ได้รับรางวัลนั้นไม่ได้หมายถึงผลงานที่ไม่ดีเสมอไป


Pishnu Supanimitr. “Endless Criticism of a Judgment on a Work of Art.” Year 24, Vol 23, (4 December 1977) : 30 – 31.
The 11th awards ceremonies for Thai movies have passed, along with the sound of much criticism in its wake, both favorable and unfavorable. Pishnu joins the debate and discussion over the mixed reception given “Tongpoon Kokpoh Rasadorn Temkan” by the judges. Some felt the film did not get a top spot because it concerns social oppression of the lower classes. Others said the film had enough awards and its supporters should be satisfied. Pishnu sees parallels between the critical reaction to the film awards and criticism of awards given at the 15th National Art Exhibition. The culture of criticism is still in its infancy, says Pishnu. People are too obsessed with prizes.

พิษณุ ศุภ. ศิลปกรรมบัวหลวง ภาพเขียนไทยประเพณีที่ยังมีลมหายใจอยู่ ปีที่ 24 เล่ม 24 (11 ธ.ค. 20) 31-33
ด้วยเหตุที่พื้นที่จำกัด จึงต้องคัดสรรคุณภาพภาพเขียนที่จัดแสดงในงานศิลปกรรมบัวหลวงที่จัดขึ้นถึงครั้งที่ 3 แล้ว ผู้เขียนเห็นว่าอีกไม่นาน งานศิลปกรรมบัวหลวง จะเทียบเท่างานศิลปกรรมแห่งชาติเลยทีเดียว เวทีนี้ยังเปิดกว้างแก่ศิลปินเก่งๆได้ส่งผลงานเข้ามาประชันกัน ที่เป็นความก้าวหน้าใหม่ก็คือได้มีการจัดพิมพ์ความเห็นของคณะกรรมการตัดสินในทุกรางวัลไว้ด้วย งานศิลปกรรมบัวหลวงช่วยฟื้นฟูภาพเขียนไทยประเพณี ในการประกวดคราวนี้ ผู้เขียนได้เห็นแนวโน้มสามแนวทาง คือ แนวภาพเขียนไทยประเพณีอิงประวัติศาสตร์ที่ศิลปินใช้องค์ประกอบดั้งเดิมในการจัดวาง แนวที่สอง เป็นการสืบทอดเทคนิคการวาดสองมิติแบบโบราณ แต่แสดงเรื่องราวของชีวิตไทยร่วมสมัย และแนวที่สามนั้นยึดรูปแบบองค์ประกอบจากโบราณ แต่เรื่องราวที่เป็นเนื้อหาจากอารมณ์ความคิดของศิลปินเอง ท้ายบทความผู้เขียนได้พูดคุยกับ ชัยนันท์ ชะอุ่มงาม ผู้ได้รับรางวัล ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างภาพเขียนไทยประดพณีที่อิงรูปแบบโบราณตามแนวทางที่สามนี้ด้วย

พิษณุ ศุภ ศิลปกรรมบัวหลวง ภาพเขียนไทยประเพณีที่ยังมีลมหายใจอยู่ (11 ธันวาคม 20)
เริ่มต้นบทความด้วยการชื่นชมการจัดงานศิลปกรรมบัวหลวง ซึ่งเปิดแสดงจนถึงวันที่ 17 ธันวาคม ในหอศิลป์ พีระศรี คุณพิษณุมองว่าคุณภาพของงานโดยรวมมีความน่าสนใจ แม้ว่าสถานที่ติดตั้งงานจะมีความคับแคบ และยังได้ชี้ให้เห็นจุดที่น่าชื่นชมอื่น ๆ ในการจัดงานศิลปกรรมบัวหลวง ได้แก่ การเป็นเวทีที่เปิดกว้างมากสำหรับศิลปิน เพราะไม่มีระเบียบในเรื่องศิลปินชั้นเยี่ยมหมดสิทธิ์ที่จะส่งผลงานเข้าประกวดแบบศิลปกรรมแห่งชาติ หรือความคิดริเริ่มในการจัดพิมพ์ข้อคิดเห็นของคณะกรรมการตัดสินทุกท่านเกี่ยวกับงานที่ได้รับรางวัล และอีกอย่างหนึ่งคือการกำหนดให้มีการประกวดเฉพาะภาพเขียนจิตรกรรมอย่างเดียว โดยแบ่งเป็นประเภทจิตรกรรมไทยร่วมสมัย กับไทยประเพณี ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้งานเขียนไทยประเพณีกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
คุณพิษณุได้ตั้งข้อสังเกตุโดยแบ่งภาพไทยประเพณีครั้งนี้ออกเป็น 3 แนวทาง คือ
- แนวทางยึดเอาอุดมคติ เนื้อหานำมาจากพระไตรปิฎก เขียนด้วยรูปแบบไทยประเพณี โดยสิ่งที่เป็นของศิลปินเองคือการสร้างองค์ประกอบของภาพ แนวทางนี้ดูได้จากผลงานของ คุณหทัย บุนนาค
- แนวทางที่สองคือการใช้รูปแบบการเขียนที่สืบทอดจากภาพเขียนไทยโบราณ แต่เนื้อกาและเรื่องราวเป็นแนวคิดที่ได้จากสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ตัวอย่างคือ ภาพ “มุมหนึ่งของชีวิตไทย” ของคุณเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
- แนวที่สาม คือ คุณพิษณุ มองว่ามีความน่าสนใจ คือการเชื่อมต่อระหว่างศิลปะร่วมสมัยกับศิลปะไทยประเพณี แต่แนวคิด เนื้อหา เรื่องราว และการเน้นอารมณ์ความรู้สึกของศิลปินเอง


Pishnu Supanimitr “The Art of Bua Luang – Thai Traditional Painting Lives!” Year 24, Vol. 24, (11 December 1977):
With such a small exhibition space, the pictures had to be selected with great care for the 3rd Bua Luang Exhibition. Pishnu suggests that this show may someday rival the National Art Exhibition. The Bua Luang might someday attract many of the best artists to compete. In another new development, the judges of the Bua Luang published explanations about the bases for their decisions for this year’s awards. The Bua Luang has been particularly important in reviving traditional Thai painting. This year, Pishnu notices three trends in the traditional painting section of the exhibition: first, painting which stay very close to historic models and themes in which the artist only chooses which traditional elements to use and how to arrange them, as in Sujitra Juti* by silver medalist, Hatai Boonnak. The second trend consists of paintings which use traditional techniques and 2-dimensional elements, but which present contemporary scenes of Thai life, as in the gold medal winning painting* by Chalermchai Kositpipat. Pishnu interviews Chaiyanan Cha-umngam, whose work won the bronze medal in the exhibition and is a striking example of the third trend, i.e. paintings which use traditional Thai style to express the artist’s own thoughts and emotional concerns. (*pictured)


พิษณุ ศุภ. “การแสดงภาพเขียนที่ผ่านมาและเรื่องอื่น” ปี 24 ฉบับ 26 (18 ธ.ค. 2520)
ในครั้งนี้ผู้เขียนได้เขียนถึงเหตุการณ์หลายเรื่องมารวมกันในบทความเดียวโดยแยกออกได้ดังนี้
1. เรื่อง มีผู้อ่านได้เสนอแนะเรื่องการจังานศิลปกรรมแห่งชาติว่า ควรจะนำผลงานบางส่วนที่ประกวดเสร็จสิ้นแล้วไปจัดแสดงตามต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา บ้าง ผู้เขียนกล่าวว่าเป็นความคิดที่ดี แต่เป็นไปได้ยากเพราะติดขัดเรื่องงบประมาณ
2. ศิลปินชาวบราซิล นายแอนโตนิโอ มาเชีย จิตรกรสีอครีลิคแสดงผลงานที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ซึ่งผลงานเหล่านั้นเกือบทั้งหมดมีการจับจองเพื่อซื้อแล้ว
3. สถาบันวัฒนธรรมเยอรมันกับโรงเรียนประถมสาธิตจุฬาลงกรณ์จัดการประกวดภาพเขียนของนักเรียนประถมศึกษา ผู้ชนะได้ร่วมประกวดภาพเขียนเด็กนานาชาติที่ประเทศอินเดีย
4. ผู้เขียนได้แสดงความคิดเห็นต่อ “การเขียนภาพทางจิตวิญญาณ” ที่ได้ออกรายการโทรทัศน์ ว่าเป็นสิ่งงมงาย และไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับ

Pishnu Supanimitr. “Exhibitions Gone By and Other Matters.” Year 24, Vol. 26, ( 18 December 1977) : 30 – 32.
Pishnu has some ‘stuff’ to clear up as the year draws to a close. First, there is a request from a reader in the provinces that some part of the National Art Exhibitions be sent upcountry to the major city in each region for the benefit of the majority of the population who live outside Bangkok. Pishnu applauds the idea but sees too many problems with staff, lack of budget and government inefficiency to make it happen.
The German Cultural Institute, with Chulalongkorn University’s Demonstration School, hosted a competition for children to do paintings on the wall around the Institute compound, and sent off some selected children’s pictures to a competition sponsored by the President of India.
A Brazilian artist, Antonio Mascia, had a successful exhibition at the Oriental Hotel, Bangkok.
Three art teachers, Wattana Wattanapan, Pisarn Tiparat, and Sangnad Puy-ok from the Faculty of Education’s demonstration school at Chiengmai University had a group exhibition at the USIS center in Chiengmai.
Pishnu closes by assuring all the readers who wrote him angry, scolding letters that he was just being sarcastic when he described the experience of drawing portraits of dead people while in deep meditation. He saw the idea presented on a TV broadcast and only wrote that column in Siamrat Daily newspaper as a sarcastic parody.


พิษณุ ศุภ. การแสดงภาพเขียนที่ผ่านมาและเรื่องอื่นๆ ปีที่ 24 เล่ม 20 (25 ธ.ค. 20) 30-32
ผู้เขียนหยิบยกเรื่องสัพเพเหระมาพูดถึงเช่น เรื่องจดหมายจากท่านผู้อ่านที่ขอให้นำภาพที่คัดเลือกบางส่วนจากงานศิลปกรรมแห่งชาติในกรุงเทพฯออกไปแสดงในหัวเมืองสำคัญเพื่อให้คนต่างจังหวัด ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ชมบ้าง ซึ่งผู้เขียนชื่นชมกับความเห็นดังกล่าว แต่วิจารณ์ว่าท่าทางจะเป็นไปได้ยาก เพราะระบบราชการที่ขาดประสิทธิภาพ ขากกำลังเจ้าหน้าที่ที่จะรับผิดชอบ และขาดงบประมารเป็นอุปสรรค เรื่องต่อไปคือเรื่องที่สถาบันวัฒนธรรมเยอรมันเป็นเจ้าภาพจัดประกวดภาพเขียนเด็กจากโรงเรียนทั่วประเทศและคัดเลือกมาเขียนไว้บนกำแพงหน้าสถาบัน และจะส่งภาพเขียนที่คัดเลือกไปรับรางวัลของประธานาธิบดีอินเดีย เรื่องสุดท้ายคือคำชี้แจงต่อจดหมายติเตียนที่ผู้อ่านที่ไม่เข้าใจความเกี่ยวกับการเขียนภาพทางวิญญาณที่ได้เขียนทำนองยุส่ง เป็นการประชดประชัน มิใช่การเห็นด้วยกับการดังกล่าวแต่อย่างใด เป็นต้น

Pishnu Supanimitr “The Drawings of Damrong Wong-uparat – On the Road to Success.” Year 24, Vol. 27, (25 December 1977) : 30 – 32.
The world is very confusing and full of struggle, and for artists, these troubles are multiplied because they are so sensitive to the sufferings of others. Whoever sees the drawings of Damrong Wong-uparat at the German Cultural Institute will come face to face with that pent up feeling breaking out in the artist’s work. But these images do not throw the artist’s suffering back on the viewer. Rather, they offer the deepest peace of mind. Pishnu compares Damrong’s ideal with the Hemmingway’s Old Man and the Sea, finding peace in the rough solitude of nature. If your thoughts bring you suffering, these images will soothe you, says Pishnu. The critic shows great sympathy with the heavy burdened life of an artist who works as a civil servant with a family to support. Damrong was very lucky to receive funding from the Japan Foundation to spend time in Kyoto to study Japanese art and culture and to do some creative work. Fans of the artist who remember his gold-medal winning work from the National Art Exhibition some 20 years ago may think of that painting when they see these inspired works from Japan. The time away has given the artist new life. Pishnu urges the public to go and see the show.
[pictured: The Shinto temple of Isae, Japan]

No comments: