Friday, April 6, 2007

บทความจากนิตยสารศิลปวัฒนธรรมและสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์

คำนำ แปล โดย วินัย วงศ์สุรวัฒน์ และ จรุงเกียรติ ภูติรัตน์

จุดมุ่งหมายแรกเริ่มของงานวิจัยชิ้นนี้ คือการสร้างบรรณานุกรม (พร้อมคำบรรยายสั้นๆ) ของบทความจากนิตยสารศิลปวัฒนธรรมและสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ในช่วงสามทศวรรษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 ถึง 2547 (รวมกว่า 1,500 บทความ) พื่อบันทึกพัฒนาการตลอดจนแนวความคิดที่หลากหลายของบรรดานักวิจารณ์ศิลปะไทย

อย่างไรก็ตาม หลังจากงานวิจัยได้ดำเนินการไปสักระยะหนึ่ง วิจัยได้พบว่าขอบข่ายของบทความและงานวิจารณ์ศิลปะในนิตยสารทั้งสองนั้นกว้างขวางมาก ดังนั้น ผู้วิจัยจึงตัดสินใจหันมาสรุปบทความต่างๆที่ได้รวบรวมไว้ (แทนการสร้างบรรณานุกรมแบบคร่าวๆ) ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากจากการตัดสินใจดังกล่าว ทำให้งานวิจัยครอบคลุมเพียงระยะเวลา 10 หรือราว 500 กว่าบทความเท่านั้น

บทคัดย่อในงานวิจัยนี้ บันทึกเนื้อหาพื้นฐานของแต่ละบทความไว้ โดยพยายามแสดงถึงทัศนคติของนักเขียนแต่ละคน ผู้วิจัยพยายามเสนอเนื้อหาเหล่านี้อย่างกระชับและน่าสนใจเพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านที่สนใจไปค้นคว้าหาบทความฉบับเต็มมาศึกษาอย่างละเอียดด้วยตนเอง

จุดประสงค์สำคัญของงานวิจัยนี้คือการสร้างฐานข้อมูลสำหรับนักวิจัยที่สนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การวิจารณ์ศิลปะไทย นอกจากนี้ บรรดานักวิจัยรุ่นเยาว์ที่ได้ร่วมทำการวิจัยในครั้งนี้ยังได้รับประสบการณ์และการฝึกฝนที่อาจเป็นประโยชน์ต่อไปในภายภาคหน้าอีกด้วย

ถึงแม้ว่าเป้าหมายของงานวิจัยชิ้นนี้คือการสรุปและนำเสนอบทความอย่างเป็นกลาง แต่เนื่องด้วยผู้วิจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนล้วนมาจากคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทั้งสิ้น ความลำเอียงเล็กๆน้อยๆจึงอาจปรากฏอยู่บ้าง ผู้วิจัยจึงขอขมาผู้อ่านทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ สำหรับความลำเอียงที่อาจหลงเหลืออยู่โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจเกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ การวิจารณ์ และศิลปะไทยยุคใหม่ ตลอดจนชี้นำแนวทางสำหรับการกลับไปศึกษาผลงานอันล้ำค่าของนักเขียนไทยอีกด้วย

งานวิจารณ์ศิลปะในนิตยสารศิลปะวัฒนธรรม เป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและบ่งบอกถึงพัฒนาการของสถาบันทางศิลปะต่างๆของไทย ผลงานเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ความคิดและสุนทรีย์ไทยที่ยังไม่มีใครหันมาศึกษาอย่างเป็นจริงเป็นจัง

กระจกเงาแห่งการวิจารณ์
นิยามของการวิจารณ์มีอยู่สองอย่าง คือ 1 กรรมวิธีที่นำไปสู่การประเมินคุณค่าของงานศิลปะ และ 2 ผลผลิตที่นำไปสู่การประเมินคุณค่าของงานศิลปะ การแลกเปลี่ยนทัศนะของบรรดานักวิจารณ์ผ่านทางนิตยสารและหนังสือพิมพ์เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการการประเมินนี้ เพราะการแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นการบันทึกและตีความเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกศิลปะ ตลอดจนเป็นการวิเคราะห์การกระทำของเหล่าศิลปินและนโยบายของสถาบันทางศิลปะที่สำคัญๆ การตีความและประเมินงานศิลปะจะขาดปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ ดังนั้นการศึกษางานเขียนในนิตยสารและหนังสือพิมพ์จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรวบรวมและพัฒนาประวัติศาสตร์ศิลป์

เหตุการณ์สำคัญๆในโลกศิลปะไทยจำนวนมากถูกบันทึกไว้ด้วยบทความในนิตยสารหลายๆเล่ม ที่ได้รับความนิยมจากประชาชนโดยทั่วไป บทความเหล่านี้เล่าถึงประวัติศาสตร์ศิลปะไทยไว้อย่างมีสีสัน และพรรณนาถึงความเปลี่ยนแปลงในยุคต่างๆไว้โดยละเอียด งานเขียนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน หรือรายปี ล้วนบรรยายวิวัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ในสังคมไทย โดยแต่ละบทความก็มีมุมมองที่แตกต่างกันไป งานเขียนเหล่านี้สะท้อนวิสัยทรรศน์ ความหวัง และค่านิยมของโลกศิลปะไปสู่สายตาของสังคมไทยโดยรวม

การวิจารณ์เป็นงานที่สร้างสรรค์
Terry Barrett กล่าวว่า “งานวิจารณ์ที่ดีเป็นบทวิเคราะห์ที่กระตุ้นการแลกเปลี่ยนแนวความคิดเกี่ยวกับศิลปะและชีวิต ... งานศิลปะแต่ละชิ้นสามารถถูกตีความได้หลายแบบ และการตีความงานศิลปะก็ถือเป็นการให้ความหมายใหม่ๆ” หากถือตามแนวความคิดนี้ เราก็อาจกล่าวได้ว่า สังคมไทยตีความและให้ความหมายกับสิ่งต่างๆรอบตัวที่เกิดขึ้นโดยผ่านทางบทวิจารณ์ศิลปะที่เราเห็นได้ในยุคต่างๆ

ผู้เขียนบทวิจารณ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมในยุคแรกๆ ถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกและผู้ให้การศึกษาแก่สังคมไทยเกี่ยวกับศิลปะ พวกเขาพยายามชี้นำให้สังคมไทยเห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของศิลปะยุคใหม่ ตามแนวความคิดและความเข้าใจของเขา

นักเขียนแต่ละคนใช้วิธีการที่แตกต่างกันไปในการชักชวนผู้อ่านให้เห็นถึงความสำคัญของศิลปะ ในยุคแรกๆ อ. พิษณุมักให้ความสำคัญกับกระบวนการการสร้างสรรค์ของศิลปิน และหลักฐานต่างๆที่บ่งชี้ถึงองค์ประกอบที่สมบูรณ์ในงานศิลปะชิ้นต่างๆ แนวทางของพิษณุถือได้ว่าได้รับอิทธิพลจาก Western Modernist และสะท้อนวัฒนธรรมของคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากรอย่างชัดเจน

นักปรัชญา Western Modernist ในคริสตศตวรรษที่ 20 มักเน้นหลักฐานที่เป็นรูปธรรมเพื่อสนับสนุนการประเมินศิลปะ Monroe Beardsley นักวิจารณ์ตะวันตกผู้โด่งได้สร้างระบบการวิจารณ์ศิลปะที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางรูปธรรมอย่างสมบูรณ์ เขาทำเช่นนั้นเพื่อพิสูจน์ว่าคุณค่าทางสุนทรีย์เป็นเรื่องจริง มิใช่หลอกๆ และคุณค่าเหล่านั้นนำไปสู่ความสำราญทางสุนทรีย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาสูงสุดในงานศิลปะ ถึงแม้ว่าในภายหลัง แนวคิด Postmodern จะก้าวเข้ามาแทนที่ทฤษฎีของ Beardsley แต่ทฤษฎีของ Beardsley ก็ยังถือเป็นแนวความคิดที่สำคัญและมีอิทธิพลในคริสตศตวรรษที่ 20 ดังจะเห็นได้ในบทวิจารณ์ของ อ. พิษณุ เป็นต้น

ในยุค Postmodern นักปรัชญามักมองแนวความคิดแบบ Beardsley เป็นเพียงการใช้จินตนาการชักจูงให้น่าเชื่อถือ มิใช่การแสดงข้อมูลหลักฐานล้วนๆ Beardsley เอง ภายหลังก็ได้ยอมรับว่านักวิจารณ์ยุคใหม่มักมุ่งเน้นที่จะเขียนบทวิจารณ์ให้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางและเพื่อสนับสนุนศิลปะสร้างสรรค์ค์แบบใหม่ๆ

นักวิจารณ์ไทยในศิลปวัฒนธรรมในยุคต่อๆมาเช่น อ. วิบูล และ อ. อำนาจ มีมุมมองที่แตกต่างจากมุมมองของ อ. พิษณุ กล่าวคือ พวกเขามุ่งเน้นความสำคัญของการอนุรักษ์หัตถกรรมและการศึกษาศิลปะของประชาชนโดยทั่วไป เช่นงานของนักเรียนประถมและมัธยม แนวคิดดังกล่าว ที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2520 ถึง 2530 มีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างแนวร่วมระหว่างนักสะสมศิลปะ ผู้อุปถัมภ์ศิลปะ และประชาชน

แนวคิดร่วมสมัยเกี่ยวกับปรัชญาการวิจารณ์ศิลปะ
แนวความคิดเกี่ยวกับปรัชญาการวิจารณ์ศิลปะในปัจจุบัน (ปีพ.ศ. 2548) มีหลากหลายแนวความคิด Laurent Stern มีความเห็นว่า เป้าหมายสำคัญของการวิจารณ์ศิลปะคือการให้ชีวิตแก่งานศิลปะชิ้นนั้นๆ และสร้างความหมายให้งานศิลปะในแง่มุมใหม่ๆ เขาเชื่อว่านักวิจารณ์มีหน้าที่ตีความงานศิลปะอย่างลึกซึ้งยิ่งไปกว่าสิ่งต่างๆที่เป็นรูปธรรม กล่าวคือ นักวิจารณ์ควรขยายความงานศิลปะที่ตนกำลังวิจารณ์โดยใช้ความเข้าใจและประสบการณ์ส่วนตัว โปรดสังเกตว่าแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับความคิดของ Terry Barrett ที่ว่าการวิจารณ์คือการ “ให้ความหมาย” นอกจากนี้ แนวคิดของ Stern ยังเสนอว่า การวิจารณ์เป็นการเพิ่มพูนคุณค่าให้กับงานศิลปะ หากขาดซึ่งการวิจารณ์ศิลปะแล้ว ก็เปรียบได้ว่างานศิลปะเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นโดยลอยๆ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป หากเราต้องการให้งานศิลปะเป็นสิ่งที่มีความหมายและคุณค่าอย่างยั่งยืนต่อสังคม การวิจารณ์ศิลปะก็เป็นสิ่งที่ถือว่าขาดเสียมิได้

การวิจารณ์ถือเป็นตัวบอกทิศทางและอนาคตของสุนทรียศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลป์
ในโลกศิลปะปัจจุบัน นักวิจารณ์เป็นบุคคลกลุ่มแรกที่อธิบายถึงปรากฏการณ์ใหม่ๆทางศิลปะให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้และเข้าใจ นักวิจารณ์มักเป็นบุคคลที่เข้าชมงานแสดงศิลปะเป็นประจำ และรู้จักบรรดาศิลปินเป็นอย่างดี ดังนั้น นักวิจารณ์จึงเป็นผู้เขียนบันทึกและอธิบายพัฒนาการใหม่ๆทางศิลปะได้อย่างน่าเชื่อถือ

แม้ว่าในอดีต นักวิชาการและนักสุนทรียศาสตร์มักเป็นผู้ริเริ่มคิดทฤษฎีศิลป์ขึ้นมา แต่ในปัจจุบัน Morris Weitz กล่าวว่า นักวิจารณ์เริ่มมีบทบาทในการคิดค้นทฤษฎีศิลปะมากขึ้นเรื่อยๆ การรวบรวมและเรียบเรียงแนวความคิดทางทฤษฎีเหล่านี้ย่อมต้องใช้เวลาค่อนข้างนานเป็นธรรมดา แต่บทความเกี่ยวกับการวิจารณ์ศิลปะย่อมถือได้ว่ามีคุณประโยชน์และมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์และสุนทรียศาสตร์มากมาย เหมาะสมสำหรับการศึกษาและทำวิจัยเป็นอย่างยิ่ง

งานวิจารณ์มักสะท้อนสภาพทางวัฒนธรรมของสังคม เช่นเดียวกับที่งานศิลปะสะท้อนบุคลิกลักษณะของศิลปิน
นักวิจารณ์ศิลปะมักสร้างงานที่สะท้อนพื้นเพและสิ่งแวดล้อมทางสังคมของตน เช่น เขาย่อมกล่าวยกย่องชมเชยงานศิลปะด้วยสำนวนที่สังคมของเขาใช้ยกย่องคนดี ในงานเขียนอเมริกัน เรามักพบคำชมเชยศิลปินที่กล้าลองของใหม่ๆ หรือทำงานด้วยอิสรภาพที่โดดเด่น (คุณค่าที่ได้รับการยกย่องในสังคมอเมริกัน) ส่วนในงานเขียนของไทย เรามักพบคำยกย่องชมเชยศิลปินที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้สื่อ ละเอียดลออ และละมุนละไม (คุณค่าที่ได้รับการยกย่องในสังคมไทย)

ในสังคมยุคโลกาภิวัฒน์ ศิลปินอาจคาดหวังให้งานของตนเป็นสากล ไร้พรมแดน อย่างไรก็ดีความเป็นสากลทางคุณค่าของงานศิลปะไทย ย่อมขึ้นอยู่กับการตีความและให้ความหมายของบรรดานักวิจารณ์ นี่ก็ถือได้ว่าเป็นหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของการวิจารณ์ศิลปะ

นักเขียนในคอลัมน์ ศิลปวัฒนธรรม, นิตยสารสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ พ.ศ. 2520-2530
บทความในคอลัมน์ดังกล่าวในช่วงนี้ มักเน้นถึงบทบาทและหน้าที่ของศิลปะร่วมสมัย และอนาคตของศิลปะและประเพณีไทย

บรรดานักเขียนที่จะกล่าวถึงได้แก่ พิษณุ ศุภนิมิตร, วิบูล ลี้สุวรรณ, ดัชนี ประดับนิล (นามปากกา), และอำนาจ เย็นสบาย นักเขียนเหล่านี้ มักกล่าวถึงลักษณะและบทบาทของศิลปะในยุคสมัยนั้น แนวความคิดต่างๆที่ถ่ายทอดออกมาแสดงถึงอุดมการณ์ทางการเมืองที่หลากหลาย และทิศทางการพัฒนาของศิลปะไทยเข้าสู่ยุคสมัยใหม่
นักวิจารณ์ในคอลัมน์ศิลปวัฒนธรรม ของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ (พ.ศ. ๒๕๒๐ – พ.ศ.๒๕๓๐)
บทบาทและหน้าที่ของศิลปะร่วมสมัยของไทย วัฒนธรรมของโลกศิลปะร่วมสมัย และอนาคตของวัฒนธรรมแนวประเพณีของชาติเป็นแนวคิดหลักที่ปรากฏในหน้าคอลัมน์ศิลปวัฒนธรรมของหนังสือพิมพ์สยามรัฐในช่วงทศวรรษนับตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ถึง
พ.ศ. ๒๕๓๐
ในช่วงทศวรรษดังกล่าวนักวิจารณ์ศิลปะของคอลัมน์รายสัปดาห์คอลัมน์นี้ซึ่งรวมถึงพิษณุ ศุภนิมิตร วิบูลย์ ลี้สุวรรณ นักเขียนผู้ใช้นามปากกาดัชนี ประดับนิล อำนาจ เย็นสบาย และนักวิจารณ์อีกหลายท่าน ต่างอภิปรายเรื่องลักษณะและบทบาทของศิลปะและวัฒนธรรมในสังคมไทยร่วมสมัย ไม่ว่านักวิจารณ์เหล่านี้จะมีแนวนิยมทางการเมืองและสุนทรียะอย่างไรก็ตาม งานเขียนของทุกท่านในช่วงปี พ.ศ. ที่กล่าวถึงนี้ต่างก็ช่วยให้เราเห็นภาพประเทศไทยและโลกศิลปะของชาติที่กำลังเคลื่อนสู่ยุคใหม่อย่างแจ่มชัด
พ.ศ. ๒๕๒๐ – พ.ศ. ๒๕๒๖ : พิษณุ ศุภนิมิตร
ในฐานะนักวิจารณ์ศิลปะอาชีพซึ่งเขียนคอลัมน์รายสัปดาห์ในหนังสือสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ อาจารย์พิษณุ ศุภนิมิตร ดำเนินแนวทางตามแบบรสนิยมและความเชื่อที่พัฒนาขึ้นตามกรอบแห่งช่วงก่อร่างความรู้และความคิดเมื่อครั้งเป็นนักศึกษา และเป็นผู้สอนประจำคณะจิตรกรรมประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นอกจากนี้ ท่านยังมีประสบการณ์อันโชกโชนในฐานะศิลปิน นักเขียน และข้าราชการผู้ประสบความสำเร็จ ทักษะในฐานะนักเขียน ลีลาอันกระชับ แจ่มชัด และหลักแหลมของอาจารย์พิษณุล้วนส่งผลอย่างมากต่อการวิเคราะห์เชิงวิจารณ์ของท่าน คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้อาจารย์พิษณุเป็นแบบอย่างชั้นเยี่ยมสำหรับนักเขียนวัยเยาว์และนักศึกษาวิชาการวิจารณ์
ในช่วง พ.ศ. ๒๕๒๐ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๖ อาจารย์พิษณุ ศุภนิมิตร วิจารณ์งานของศิลปินและงานนิทรรศการศิลปะเป็นเรือนร้อย และสำรวจดูกิจกรรมจำนวนนับไม่ถ้วนในสถาบันแห่งโลกศิลปะ ด้วยทักษะเชิงวิเคราะห์อันเฉียบคม การมีความรู้ด้านทฤษฎีศิลปะ และประวัติศาสตร์ศิลปะ ประกอบกับประสบการณ์ในการปฏิบัติอย่างช่ำชองทางด้านการสร้างสรรค์ จัดแสดง และตัดสินงานศิลปกรรมทำให้งานเขียนของท่านมีแก่นสารและน้ำหนักยิ่ง
อาจารย์พิษณุสนใจโลกศิลปะระดับสูงของประเทศไทยเป็นสำคัญ และท่านเน้นที่จุดศูนย์กลางแห่งวงการศิลปะนั้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ท่ามกลางเครือข่ายของผู้คนและกิจกรรมซึ่งล้วนสัมพันธ์กับคณะจิตรกรรม ฯ แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร
อาจารย์พิษณุเชื่อว่า งานศิลปะที่แท้จริงคือแสงแห่งสุนทรียะอันบริสุทธิ์ดวงหนึ่ง ซึ่งมอบความเพลิดเพลินใจ และทำให้เกิดความภาคภูมิใจแก่ผู้ชม ท่านมองว่าการสร้างงานศิลปะที่มีคุณภาพสูงคือจุดหมายสำคัญสูงสุดของศิลปินที่แท้จริงทุกคน สำหรับงานนิทรรศการเป็นสถาบันที่เป็นกระบวนการคัดสรรของโลกศิลปะในการระบุตัวและเชิดชูศิลปินชั้นเยี่ยมสุดและงานศิลปะอันงามสุด ในงานนิทรรศการนั้นศิลปินต่างประกวดประขันเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตน โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นที่ยอมรับตัดสินงานชิ้นเอกอย่างโปร่งใส ซึ่งท้ายที่สุดงานชิ้นเอกเหล่านี้คือเครื่องบ่งชี้ทางวัฒนธรรมอันสำคัญยิ่ง สำหรับอาจารย์พิษณุแล้วนิทรรศการศิลปะเหล่านี้คือแก่นแท้ของชีวิตในวงการศิลปะชั้นสูงของชาติ
คอลัมน์ประจำในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ อาจารย์พิษณุมุ่งมั่นที่นำพาและพัฒนารสนิยมของผู้อ่าน ในฐานะที่ท่านเป็นผู้นำคนหนึ่งทางสถาบันแห่งโลกศิลปะของชาติ ดังนั้นอาจารย์พิษณุย่อมมีอิทธิพลต่อการมองและการรับรู้ศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยอย่างแน่นอน
การเป็นผู้แทนของท่าทีแบบประชาคมแห่งวิชาการและการชี้แนะในงานเขียนของอาจารย์พิษณุสะท้อนความรู้สึกเรื่องการเป็นสมาชิกของกลุ่มบรรดามืออาชีพแห่งโลกศิลปะพร้อมด้วย บรรดานักศึกษา และศิษย์ของท่านเหล่านั้น ในช่วงปี พ.ศ. ที่ท่านเป็นผู้เขียนหลักให้กับศิลปวัฒนธรรม คอลัมน์นี้เขียนถึงงานนิทรรศการ ณ หอศิลป์ พีระศรี คณะจิตรกรรมของมหาวิทยาลัยศิลปากร(อาทิ ผลงานของศิลปินรับเชิญ และอาจารย์ของคณะ) หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานของนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่กำลังจะจบการศึกษา) งานนิทรรศการศิลปกรรมแห่งชาติ งาน ณ หอศิลป์แห่งชาติ และวิทยาลัยช่างศิลป์ งานศิลปกรรมบัวหลวง ซึ่งธนาคารกรุงเทพเป็นผู้สนับสนุน งานนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ซึ่งธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้สนับสนุน ตลอดจนงานแสดงต่างๆ ณ สถาบันเกอเธ และบริทิชเคานซิล
อาจารย์พิษณุอภิปรายถึงความสัมพันธ์ฉันท์ครอบครัวระหว่างมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะจิตรกรรมฯ วิทยาลัยช่างศิลป์ กรมศิลปากร และหอศิลป์แห่งชาติ ท่านคุ้นเคยกับเครือข่ายของเจ้าหน้าที่ ซึ่งดำเนินงานสถาบันเหล่านี้ แม้ว่าท่านแสดงความอึดอัดกับความล่าช้าของระบบราชการเป็นครั้งเป็นคราว ท่านก็ยอมรับถึงข้อจำกัดต่างๆ ซึ่งบรรดาข้าราชการเผชิญอยู่บ่อยครั้งในการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องขาดงบประมาณ ท่านอภิปรายถึงบทบาทของกรมศิลปากรในการพัฒนาหอศิลป์แห่งชาติอย่างละเอียด (ฉบับวันที่ ๕, ๑๑ และ ๑๘ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๒ และฉบับวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๓) นอกจากอุทิศเนื้อที่ในคอลัมน์ศิลปวัฒนธรรมเพื่อวิจารณ์ละคร งานแสดงดนตรี และ นิทรรศการของศิลปินจากต่างประเทศ ซึ่งมาแสดงเป็นครั้งเป็นคราวแล้วบางครั้งอาจารย์พิษณุยังยกงานภาพยนตร์ไทยขึ้นเน้น อาทิ ครูบ้านนอก (ฉบับวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๑) กาม(ฉบับวันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๑) ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องสุดสาคร(ฉบับวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๒) และการสร้างภาพยนตร์ไทยโดยทั่วไป (ฉบับวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๒๔) อาจารย์พิษณุชื่นชมตัวอย่างแนวคิดสัจนิยมในการสร้างภาพยนตร์ไทยดังที่ปรากฏในครูบ้านนอก (ฉบับวันที่๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๑ ) ท่านได้กระตุ้นให้ศิลปินสาขาอื่นให้รับแรงดลใจจากแนวทางสัจนิยมจากภาพยนตร์เรื่องนี้ อันเป็นการสื่ออิทธิพลจากศิลปะสำหรับคนหมู่มากไปสู่โลกแห่งศิลปะชั้นสูง
อาจารย์พิษณุอภิปรายประเด็นสุนทรียะเป็นรายประเด็นไปโดยตรงในบทความหลายฉบับในช่วงนี้ นั่นคือ เรื่องศิลปะและการเมือง (ฉบับวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ และฉบับวันที่ 15 และ 29 เมษายน พ.ศ. 2522 ) เรื่องศิลปินและครูศิลปะที่เป็นข้าราชการ (ฉบับวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๒๑) การเปลือยในศิลปะ (ฉบับวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ และฉบับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2524) เรื่องศิลปะและสิ่งอนาจาร (ฉบับวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๑) เรื่องการตัดสินศิลปะ (ฉบับวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ ฉบับวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ และฉบับวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๒๔ ) เรื่องสัจนิยมในศิลปะ(ฉบับวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๑) และเรื่องศิลปะกับธุรกิจ (ฉบับวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๑) อาจารย์พิษณุยังได้วิจารณ์งานวิจารณ์ผลงานในงานนิทรรศการศิลปกรรมแห่งชาติ โดยนักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่ง (ฉบับวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๒) คำถามเกี่ยวกับลักษณะและบทบาทในเชิงการเมืองของงานศิลปะก็นับว่าเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายอย่างเข้มข้นในบางบทความในงานเขียนช่วงแรกของอาจารย์พิษณุ
การถกเถียงในประเด็นดังกล่าวอาจแปลกในบริบทแนวคิดแบบ หลังสมัยใหม่ (Postmodern)ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งยอมรับหลักความคิดที่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมและวัฒนธรรมโดยรวมทั้งหมด มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง และมีผลกระทบซึ่งกันและกันกับการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ในยุคนั้น ทัศนะภายในคณะจิตรกรรม ฯที่ว่า ศิลปะที่แท้จริงต้องอยู่เหนือการเมืองและการพาณิชย์ ยังเข้มข้นอยู่มาก
ในช่วงกว่า ๕ ปีนับจากพ.ศ. ๒๕๒๐ ถึงพ.ศ. ๒๕๒๖ ที่ท่านเป็นเสียงวิพากษ์หลักของคอลัมน์ศิลปวัฒนธรรมในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์นั้นอาจารย์พิษณุ ศุภนิมิตร แสดงความเห็นอย่างผู้ทรงภูมิและการเป็นคนวงในที่มีความรู้เรื่องการทำงานภายในของวงการศิลปะ ซึ่งโลกศิลปะนี้ท่านเห็นว่าอิงอยู่กับเสาหลักที่สำคัญที่สุด คือมรดกของศาสตร์อาจารย์ศิลป์ พีระศรี และคณะจิตรกรรมประติมากรรม และภาพพิมพ์ ณ มหาลัยศิลปากร ในฐานะที่เป็นเอกสารประวัติศาสตร์ งานเขียนของอาจารย์พิษณุสะท้อนแนวประเพณีค่านิยมและความเชื่อที่เด่นชัดอย่างจริงจัง อันถือเป็น จุดชัยภูมิเด่นที่สำนักของท่านตีความเหตุการณ์หรืองานต่างๆในโลกศิลปะของยุคนั้น อย่างไรก็ดีตำแหน่งแห่งที่อันเด่นชัดนี้ก็ทำให้อาจารย์พิษณุต้องปะทะกับเสียงใหม่ๆที่บังเกิดขึ้น อย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมองย้อนหลังก็อาจจัดการเรื่องความขัดแย้งเชิงการวิจารณ์ ซึ่งสะท้อนในงานเขียนช่วงหนึ่งทศวรรษในศิลปวัฒนธรรมได้ง่ายขึ้นมาก ขณะนี้เราอาจเห็นได้ว่าความขัดแย้งเหล่านั้นล้วนมาแต่ปรัชญาศิลปะที่แตกต่าง และแนวขนบในเชิงการศึกษาที่ต่างกัน อันเคลื่อนไหวผ่านช่วงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็วในสังคมไทยโดยรวม โดยภาพรวมแล้ว เราสามารถสรุปได้ว่าความลึกซึ้งและแผ่กว้างของประสบการณ์ และทักษะในฐานะศิลปิน นักเขียน นักการศึกษา และข้าราชการของอาจารย์พิษณุมีส่วนส่งเสริมให้งานเขียนเชิงวิจารณ์ของท่านในคอลัมน์ศิลปวัฒนธรรมมีคุณภาพสูงต่อเนื่อง และเป็นการพิสูจน์สถานะของท่านในฐานะนักวิจารณ์ที่สำคัญที่สุดท่านหนึ่งของโลกศิลปะสมัยใหม่ของประเทศไทยในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
พ.ศ. 2522-2528: วิบูล ลี้สุวรรณ
อ. วิบูล ลี้สุวรรณ ถือเป็นนักวิจารณ์ชั้นนำคนถัดไปในคอลัมน์ศิลปวัฒนธรรม แนวคิดของท่านได้รับอิทธิพลจากความผูกพันธ์ท่ีท่านมีต่อ อ. ศิลป์ พีระศรี แต่ในแง่มุมท่ีแตกต่างไปจากมุมมองของ อ. พิษณุ

บทความของ อ. วิบูล ในคอลัมน์ ศิลปวัฒนธรรม เน้นถึงความสำคัญของ วัฒนธรรม มากขึ้น ท่านแสดงความสนอกสนใจเกี่ยวกับ ของดีๆ ในศิลปะและวัฒนธรรมพื้นบ้านของไทย (26 ส.ค. 2527, 26 พ.ค. 2528, และ 15 ก.ย. 2528)

ในขณะเดียวกัน ท่านก็แสดงความเป็นห่วงเป็นใยกับเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจของบรรดาศิลปินพื้นบ้าน ท่ีทำงานหัตถกรรมเป็นอาชีพเสริมจากการทำนา เพราะสภาพเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของประเทศท่ีเปลี่ยนไป ทำให้งานหัตถกรรมท่ีต้องใช้เวลาและความประณีตสูง ดูไม่ค่อยจะคุ้มค่ากับผลตอบแทนท่ีได้รับอีกต่อไป อ. วิบูล
มีความโศกสลด กับคุณภาพงานฝีมือไทยท่ีถดถอย และ ได้เขียนบทความกระตุ้นให้สังคมหันมาสนใจในปัญหานี้ อย่างน้อย 12 บทความ ในระหว่างปี 2529-2530

นอกจากนี้ ท่านยังแสดงความกังวลกับบทบาทของธุรกิจการท่องเที่ยวท่ีมีกับวัฒนธรรมพื้นบ้านอีกด้วย (15 ก.พ. 30)

ในช่วงเวลานี้ คอลัมน์ศิลปะวัฒนธรรม ยังได้เริ่มมีลูกเล่นใหม่ คือการพิมพ์ภาพงานหัตถกรรมพื้นบ้าน และคำบรรยายสั้นๆประกอบเพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้อ่าน ในเรื่องศิลปะพื้นบ้านไทยให้เพิ่มพูนขึ้น

อ. วิบูล ได้นำเสนอศิลปะชั้นสูงของไทยโบราณ รวมทั้งวัฒนธรรมประเพณีเก่าๆท่ีค้นพบจากหลักฐานทางโบราณคดี ในปี พ.ศ. 2526 อ. วิบูล ได้เขียนเสนอแนะให้รัฐบาลยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือพิพิธภัณฑ์ เมืองโบราณ ซึ่งเป็นธุรกิจทางภาคเอกชน ท่ีนำเสนออนุสาวรีย์ และสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ แบบย่อขนาดให้ผู้สนใจได้เข้าเที่ยวชม ในช่วงปี 2527, 2528, และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2529 อ. วิบูล ได้เขียนบทความกว่า 10 เรื่อง เกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปะชั้นสูง และสถานท่ีสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น บทความเกี่ยวกับสารคดีเรื่องงานพระศพ รัชกาลท่ี 7 (10 มี.ค. 28, 14 เม.ย 28), บทความเกี่ยวกับอุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย (31 มี.ค. 28), บทความเกี่ยวกับการศึกษาทางโบราณคดีสมัยอยุธยา (30 มิ.ย. 28), บทความเกี่ยวกับภาพเขียนฝาผนังไทย (23 พ.ยฬ 29), บทความเกี่ยวกับบ้านเชียง (12-18 เม.ย. 30), บทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาพถ่ายในสยาม (19-25 ก.ค. 30), และบทความเกี่ยวกับการอนุรักษ์โบราณสถานสำคัญของไทยหลายแห่ง (16-22 ส.ค. 30)

เช่นเดียวกับ ดัชนี ประดับนิล อ. วิบูล มักเล่าเรื่องประสบการณ์ท่ีท่านได้พบเห็นขณะไปทัศนศึกษา หรือดูงาน ณ ต่างประเทศ เช่น การได้ไปพบปะสังสรรค์กับบรรดาศิลปินชาวเอเชียท่ีประเทศฟิลิปปินส์ (13 พ.ค. 27) ท่านได้เขียนถึงการเดินทางไปประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนกับบรรดาศิลปินและนักวิชาการคนอื่นๆ เพื่อร่วมงานแสดงศิลปะ และวัฒนธรรม ไว้อย่างละเอียด ในระหว่างเดือน ส.ค. ถึง ก.ย. อ. วิบูลได้เขียนเล่าถึงประสบการณ์ท่ีได้พบเห็น ท่ีปักกิ่ง กวางเจา และ กวางตุ้ง ท่านแสดงความชื่นชมความริเริ่มสร้างสรรค์ของบรรดาศิลปินจีน ท่ีแสวงหาวิธีเอาตัวรอด และสร้างความเจริญก้าวหน้าให้ดับตนเอง เป็นไปได้ท่ีบรรดาศิลปินไทยอาจนำสิ่งท่ีท่านได้เขียนเล่าไวอย่างละเอียด่้นี้ ไปประยุกต์ใช้ได้ เพื่อการเอาตัวรอด และความเจริญก้าวหน้าของตนเองได้


อ. วิบูล เขียนถึงการสนับสนุนศิลปะของภาครัฐ โดยการจัดแสดงนิทรรศการศิลปะไว้กว่า 10 บทความ ท่านวิเคราะห์และวิจารณ์งานแสดงศิลปะแห่งชาติ (21 ส.ค. 26, 5 ส.ค. 27, 28 มิ.ย. – 4 ก.ค. 30) และบทบาทและความหมาย ของรางวัลศิลปินแห่งชาติ (9 ธ.ค. 27, 29 มี.ค. – 4 เม.ย. 30) นอกจากนี้ ท่านยังเขียนถึงอนาคตของหอศิลป์แห่งชาติ และบทบาทของศิลปินไทย ในงานแสดงศิลปะอาเซียน อีกด้่วย (1 ธ.ค. 28, 27 ม.ค. 28, 2-8 ส.ค. 30)

ในช่วงปี 2526-2528 อ.วิบูล เขียนถึงงานแสดงของศิลปินหรือกลุ่มศิลปินของภาคเอกชนไว้กว่า 20 บทความ ยิ่งไปกว่านั้น ในบทความถัดๆมา ท่านยังได้นำเสนอ ปฏิทินศิลปะ ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมทางศิลปะท่ีกำลังดำเนินไปในแต่ละช่วงเวลาอีกด้วย

เช่นเดียวกับ อ. พิษณุ อ. วิบูลได้อุทิศบทความบางบทเพื่อเขียนถึงเรื่อง บรรทัดฐาน อุดมการณ์ และแนวความคิดตลอดจนสถาบัน ทางศิลปะของไทย (28 เม.ย. 28) ท่านพิจารณาถึงความหมายของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยโดยละเอียด (9 มิ.ย. 28), เขียนถึงบทบาทของภาคเอกชนในการสนับสนุนศิลปะ (11 ก.ย. 26, 5 ก.พ. 27), และเขียนถึงหลักการสำหรับงานประกวด และการตัดสินผลงานทางศิลปะ (19 ก.พ., 16 ต.ค., 23 ธ.ค. 27, 27 เม.ย.-2 พ.ค., 17-23 พ.ค., 24 ก.ย.-3 ต.ค. 30)

ในบทความท่ีผู้วิจัยได้รวบรวมไว้ อ. วิบูล ให้ความสำคัญงานศิลปะและวัฒนธรรมพื้นบ้านเป็นอย่างยิ่ง ดูเหมือนว่าโลกของศิลปะชั้นสูงในกรุงเทพฯ และศิลปะในชนบทนั้น แยกจากกันโดยสิ้นเชิงเลยทีเดียว

บทความของ อ. วิบูล เสนอแนะว่า การดิ้นรนและความยากลำบากของศิลปินพื้นบ้านไทย สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบาก ในด้านอื่นๆอีกมากมายของสังคมชนบทไทยในยุดแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อ. วิบูล พยายามค้นหากลุ่มคน การจัดการ และแนวทางทางกฎหมายเพื่อพัฒนาศิลปะและหัตถกรรมพื้นบ้านของไทยในช่วงเวลาอันยากลำบากนี้

แนวคิดของ อ. วิบูล และ อ. พิษณุ เกี่ยวกับความหมายท่ีแท้จริงของ คำว่า ศิลปะแห่งชาติ นั้น แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อ. พิษณุ มองว่า ศิลปะแห่งชาตินั้นหมายถึง ศิลปะท่ียอดเยี่ยมท่ีสุดของประเทศ ส่วน อ. วิบูล มองว่า ศิลปะแห่งชาตินั้น คือศิลปะท่ีเกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศ แนวคิดท่ีแตกต่างกันนี้ นำไปสู่ความขัดแย้งท่ีเกิดขึ้นในภายหลัง เกี่ยวกับการดูแลและควบคุมทิศทาง และนโยบายของงานแสดงศิลปะแห่งชาติ

โดยสรุป บทความของ อ. วิบูล มักตีความโลกศิลปะในแง่ประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม ส่วน อ. พิษณุ มักมุ่งพิจารณาในแง่ตัวศิลปิน และงานแสดงศิลปะท่ีเฉพาะเจาะจง อุปมาได้ว่า มุมมองของ อ. พิษณุ นั้นเป็นมุมมองของนักเจียรนัยเพชรพลอย และมุมมองของ อ. วิบูล นั้น เป็นมุมมองของสถาปนิก

พ.ศ. 2522-2528: ดัชนี ประดับนิล
นักเขียนผู้ใช้นามปากกา ดัชนี ประดับนิล คอยสอดส่องและรายงานเกี่ยวกับศิลปะและศิลปินไทยในประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านเขียนเกี่ยวกับ ผลงานศิลปะไทยในพิพิธภัณฑ์อเมริกัน (2 ก.ย. 22), ในมหาวิทยาลัยอเมริกัน (14 ต.ค. 22), ในการประกวดศิลปะท่ีมีนักเรียนไทยเข้าร่วมแข่งขันในสหรัฐฯ (6 พ.ค. 27, 17 พ.ย. 28), ในงานแสดงศิลปะไทยร่วมสมัยในสหรัฐฯ (19 พ.ค. 28), และในงานแสดงวัฒนธรรมเอเชียท่ีมีคนไทยเข้าร่วมแสดงในสหรัฐฯ (2 มิ.ย. 28) นอกจากนี้ ท่านได้เขียนถึงชุมชนไทยในแคลิฟอร์เนีย และ Thai Art Council ไว้มากอีกด้่วย บทความ 3 บทของท่าน เขียนเล่าถึงประสบการณ์ ท่ีท่านได้มีโอกาสชมงานศิลปะท่ีหลากหลายในประเทศสหรัฐฯ (16 ก.ย., 7 ต.ค., และ 4 พ.ย. 27)

ผลงานอีกส่วนหนึ่งของ ดัชนี ประดับนิล เขียนถึงงานแสดงศิลปะหลายๆงานในประเทศไทย เช่น งานแสดงศิลปะแห่งชาติ (24 พ.ค., 31 พ.ค., 7 มิ.ย., และ 25 ส.ค. 24), ศิลปินแห่งชาติ (12 พ.ค. 28), งานแสดงศิลปะของศิลปินหญิง (6 พ.ย. 26), และงานแสดงศิลปะของนักเรียนจังหวัดเลย (3 ก.พ. 28)

พ.ศ. 2525-2528: อำนาจ เย็นสบาย
เมื่อโลกศิลปะไทยเติบโตและขยขยวงกว้างออก เสียงวิจารณ์และปรัชญามุมมองใหม่ๆก็เริ่มปรากฏขึ้น ข้อเขียนท่ีเฉียบคมและเผ็ดร้อนของ อ. อำนาจ เย็นสบายมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องอย่างแน่นแฟ้นกับคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร) นักวิจารณ์จากคณะนี้ มักมองศิลปะเป็นของธรรมชาติ ท่ีมีบทบาทในการเติมแต่งสีสันให้ชีวิตแก่คนทุกหมู่เหล่า อ. อำนาจ มักเขียนบทความแนวปกป้องและสนับสนุนศิลปะเชิงพานิชย์ (31 ก.ค. 26) แม้ว่า อ. อำนาจ จะแสดงความชื่นชมศิลปะดั้งเดิม เช่นภาพเขียนฝาผนังของศิลปินอีสาน (25 ธ.ค. 26) แต่ท่านก็แสดงความสนับสนุนศิลปะท่ีสะท้อนความจริง และวิจารณ์สังคม(18 ธ.ค. 26, 19 ส.ค., 18 พ.ย. 27) และศิลปะยุคใหม่ท่ีนิยมืดลองเทคนิคใหม่ๆ (8 ก.ค. 27)

อ. อำนาจ ชอบเรียนรู้จากรูปแบบศิลปะจากต่างประเทศ (15 ม.ค. 27) ท่านมีความสนใจเกี่ยวกับปรัชญาการเรียนการสอนศิลปะ (13 ม.ค., 21 เม.ย. 28) และมักแสดงความพอใจเมื่อครูสอนศิลปะประสบความสำเร็จ (13 ม.ค. 28) แนวความคิดของ อ. อำนาจ เริ่มเป็นท่ีนิยมแพร่หลาย เมื่อโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยหลายๆแห่งทั่วประเทศ เริ่มผลิตบัณฑิตทางทัศนศิลปะออกมามากขึ้น แนวความคิดนี้เป็นแนวความคิดใหม่ท่ีตีความหมายประวัติศาสตร์ศิลป์ยุคใหม่แบบ
แตกต่างจากเดิม (9 ต.ค. 26) ท่านแสดงความพร้อมท่่จะศึกษาโลกศิลปะไทยภายใต้บริบทท่ีกว้างขึ้น กล่าวคือในบริบทของประวัติศาสตร์ และการเมือง (16 ธ.ค. 27) ท่านเล็งเห็นว่าโลกศิลปะไทยจะต้องเปลี่ยนแปลงและขยายขอบเขตไปตามแรงกดดันจากภายในระบบการศึกษา (27 พ.ค., 2 ธ.ค. 27) งานแสดงศิลปะใหม่ๆจะเริ่มผุดขึ้น (19 มิ.ย. 26, 30 ก.ย. 27, 16 มิ.ย., 29 ธ.ค. 28) และงานแสดงศิลปะเก่าๆ เช่น งานแสดงศิลปะแห่งชาติ จะได้รับการท้าทาย และจำต้องปรับเปลี่ยนและปรับปรุงไปตามยุคสมัย (29 ส.ค 26, 18 มี.ค. 27)

No comments: